[OS] : When the star align

posted on 10 Jun 2016 17:30 by any-poly in Oneshot-SF directory Fiction

[OS] : When the star align

 

Paring : TempG

 

Rating : PG

 

A/N : เรื่องนี้เป็นเรื่องแยกจากธีมหลักของ บ้านเช่าเดอะซีรีส์ นะคะ ตรงที่เป็นตัวเอียงคือความทรงจำของจียงค่ะ ^^

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มือเรียวพยายามกดเลขปลดล๊อคประตูห้องพักไปด้วย และพยายามประคองไม่ให้ของในถุงกระดาษที่หอบอยู่หล่นออกมา เสียงตอบรับว่าประตูเปิดแล้วทำให้ควอนจียงรีบใช้ตัวดันประตูเข้าห้องอย่างทุลักทุเล รองเท้าผ้าใบถูกถอดทิ้งไว้ลวกๆ ตรงชั้นหน้าตู้รองเท้าข้างประตู

 

 

จียงกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปในครัวและวางถุงของในอ้อมแขนลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนสีขาวสะอาดตา

 

 

“หนักชะมัด”

 

 

บ่นพึมพำแล้วเริ่มหยิบเอาของทั้งหมดออกจากถุงกระดาษ ขนมปังหนึ่งแถว นมสด ไส้กรอก และไข่สดแพ็คใหญ่ถูกนำไปเก็บในตู้เย็น แอปเปิ้ลแดงหนึ่งถุงเล็กกับสตอว์เบอร์รี่หนึ่งกล่องถูกแกะออกมาล้างน้ำเปล่าจนสะอาดก่อนจะแช่น้ำเกลือพักไว้ แล้วจียงถึงค่อยลงมือหุงข้าว

 

 

ควอนจียงเสียบปลั๊กหม้อต้มกาแฟทิ้งไว้เป็นอย่างสุดท้าย และเดินทะลุจากห้องนั่งเล่นไปที่มุมซ้ายของห้องคอนโดที่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้เป็นพื้นที่ซักล้าง มือเรียวคว้าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วในตะกร้ามาสะบัดๆ ก่อนจะยัดเข้าไปในเครื่องซักผ้าทีละตัวจนหมดตะกร้า แล้วเทน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่มลงในช่องด้านบนเครื่อง และกดตั้งให้เครื่องอบผ้าต่อหลังจากที่ซักแล้ว

 

 

เสียงเครื่องซักผ้าทำงานไปเบาๆ จียงจึงเดินย้อนกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง รินกาแฟดำให้ตัวเองแก้วหนึ่ง และจิบมันตอนที่ยังร้อนจัด กลิ่นหอม และรสขมในปากกลับทำให้รู้สึกสดชื่น กาแฟหมดไปครึ่งแก้ว จียงถึงได้เริ่มลงมือล้างผลไม้ที่แช่น้ำเกลือทิ้งไว้ พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

 

 

แต่พอนึกถึงกาแฟทีไร ก็อดนึกถึงครั้งแรกที่เจอชเวซึงฮยอนไม่ได้ทุกที

 

 

 

 

จียงเดินสะโหลสะเหล และรู้สึกไม่สบายตัว ในหัวปวดตุบๆ ไปหมด มือบางพยายามควานหาเศษเหรียญในกระเป๋าเพื่อหยอดตู้กาแฟหน้าห้องสมุด เมื่อตอนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เคยคิดว่าการอดหลับอดนอนท่องหนังสือเตรียมสอบเป็นเรื่องทรมานจนเกินบรรยายแล้ว แต่การต้องมานั่งทบทวนเนื้อหาวิชาที่เรียนทั้งที่ยังไม่สอบด้วยซ้ำตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยกลับเป็นนรกของจริง

 

 

หลายคนคิดว่าเด็กหนุ่มที่ใส่เสื้อยืดสกรีนชื่อวง Sex Pistols กับกางเกงยีนส์ขาดๆ ที่ยืนหงุดหงิดอยู่หน้าตู้กดกาแฟตอนนี้ คงไปเที่ยวมาหนัก แต่ความจริงคือ ควอนจียงไม่ได้ไปเที่ยว เขานั่งอ่านหนังสือมาเกือบทั้งคืน เพราะห้องสมุดเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงก่อนสอบ 1 เดือน

 

 

ที่จริงคงไม่ต้องอดตาหลับขับตานอนขนาดนี้ ถ้าเกิดไม่ไปงัดข้อกับพ่อ ขอเรียนการตลาดแทนที่จะเรียนตกแต่งภายในแบบที่พ่ออยากให้เรียน สุดท้ายพอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็ต้องมาทุ่มเทเรียนแทบตายเพื่อให้ตัวเองได้ทุนเรียนจนจบด้วยตัวเอง

 

 

“แม่งเอ๊ย”

 

 

สบถอย่างหัวเสียเมื่อพบว่าไม่มีเหรียญเลยแม้แต่เหรียญเดียวในกระเป๋า ทั้งที่หัวปวดตุบ แต่ก็พยายามคิดถึงจุดแลกเงินที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้าห้องสมุด ต้องเดินลงบันไดไป 3 ชั้น และเดินกลับขึ้นมาอีก 3 ชั้น เพื่อกาแฟแก้วเดียว

 

 

มือแข็งแรงของใครบางคนหยอดเหรียญลงในเครื่อง และกดสั่งกาแฟร้อน เครื่องทำงานอยู่อึดใจเดียว กาแฟร้อนแก้วหนึ่งก็วางอยู่ในช่องรับสินค้าเรียบร้อย ในเวลานี้แม้แต่กลิ่นกาแฟสำเร็จรูปก็หอมจนจียงต้องกลืนน้ำลาย แต่คนที่กดกลับหันหลังเตรียมเดินลงบันได

 

 

“นี่” จียงเรียกเบาๆ “ลืมกาแฟหรือเปล่า”

 

“ของนายไง”

 

“ของฉัน?”

 

“ไม่มีเหรียญไม่ใช่เหรอ”

 

 

ตาคมของคนที่มาซื้อกาแฟแจกมองกลับมา จียงถึงได้สังเกตอีกฝ่ายชัดๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของดีมียี่ห้อ แถมกางเกงสแลคสีดำเรียบๆ กับรองเท้ายี่ห้อ Tod’s สีเดียวกับกางเกงนั่นอีก

 

 

“ขอบใจนะ เดี๋ยวฉันไปแลกเงินคืนค่ากาแฟให้ รอเดี๋ยว”

 

“วันหลังแล้วกันนะ ฉันรีบน่ะ” คุณชายเจ้าของกาแฟตอบ “ฉันชื่อซึงฮยอน เรียนปี 2 เอกประวัติศาสตร์ตะวันออก”

 

“ควอนจียง อยู่ปี 1 ฮะ”

 

“เอาค่ากาแฟมาคืนด้วยละ”

 

 

ชเวซึงฮยอนพูดยิ้มๆ ก่อนจะเดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว จียงพยักหน้า และคว้ากาแฟมาจิบ คาเฟอีนที่ซึมซับเข้าไป ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น และสุดท้ายก็ตัดสินใจแอบยืดคอมองออกนอกหน้าต่างจากชั้น 3 คนที่เลี้ยงกาแฟเดินขึ้นรถยุโรปสีดำมันปลาบที่จอดรออยู่หน้าห้องสมุดโดยมีคนคอยปิดประตูให้

 

 

รถคันนั้นแล่นลับหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

ควอนจียงหัวเราะเบาๆ กับตัวเองเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปี มือบางเปิดตู้เย็นคว้าไข่ไก่แพ็คเก่าที่ค้างอยู่ในตู้เย็นออกมาตอกใส่ชาม หั่นแครอท หอมใหญ่ มะเขือเทศ และต้นหอมเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะเทลงไปในชามใส่ไข่ดิบ เหยาะเกลือ พริกไทย และเติมนมไปนิดหน่อย ก่อนจะเริ่มตั้งกระทะให้ร้อน

 

 

มือบางใช้ส้อมตีไข่ให้เข้ากันกับส่วนผสมอื่นๆ ก่อนจะค่อยๆ เทไข่บางส่วนลงกระทะ รอจนไข่เริ่มสุกแล้วถึงค่อยๆ ม้วนอย่างใจเย็น ก่อนจะเทส่วนที่เหลือลงไปทำแบบเดิมจนไข่ที่เตรียมไว้หมดเรียบร้อยแล้วลงมือทอดไส้กรอกต่อ ระหว่างรอไส้กรอกสุก ก็หยิบยำผักโขมที่ใส่กล่องไว้ในตู้เย็นออกมาใส่จานเครื่องเคียงพร้อมกับกิมจิ

 

 

อาหารเช้าง่ายๆ ของจียงเสร็จเรียบร้อย

 

 

 

 

“จียงอา ฉันอยากไปเที่ยว ถ้าเรียนจบนะ ฉันจะเที่ยวๆ ไม่ทำงานเลย คอยดู”

 

 

ชเวซึงฮยอนพูดพลางทำหน้าจริงจังจนคนฟังต้องเบ้หน้าอย่างเบื่อๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ควอนจียงมาสนิทกับคุณชายประจำเอกประวัติศาสตร์ตะวันออกไปได้ เพราะหลังจากที่เอาค่ากาแฟไปคืนวันนั้น ชเวซึงฮยอนก็มาตามเขาต้อยๆ เหมือนลูกเป็ดตามแม่

 

 

เดี๋ยวก็ชวนไปดูนิทรรศการงานศิลปะที่นั่น เดี๋ยวก็มีละครเวทีน่าดูที่นี่ เดี๋ยวก็ชวนไปซื้อหนังสือ

 

 

กว่าจะรู้ตัวอีกที จังหวะชีวิตช่วงเรียนมหาวิทยาลัยของเขาก็มีชเวซึงฮยอนอยู่ด้วยในทุกก้าว จนกระทั่งจียงขึ้นปี 3 และชเวซึงฮยอนก็เรียนปีสุดท้าย จียงไม่เคยถามเรื่องที่บ้านของซึงฮยอนเลยสักครั้งเดียว เพราะอีกฝ่ายไม่ได้แสดงออกว่าอยากเล่า หรือมีท่าทีอวดเบ่งถึงฐานะทางบ้าน

 

 

“ไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรกิน” จียงถามพลางก้มหน้าอ่านหนังสือไปด้วย “ขนาดพ่อฉันยังให้เงินใช้นี่ก็ยังจะไม่พอกินเลย”

 

“มีแล้วกันน่า”

 

“ขี้โม้ วันก่อนไปกินต๊อกปกกีกัน ยังให้จ่ายฉันอยู่เลย”

 

 

จียงว่าและทำปากเบะใส่รุ่นพี่ที่คุยกันเหมือนเพื่อน ชเวซึงฮยอนมองกลับมาและแค่ยิ้มให้ แต่ก่อนที่จะตั้งตัวได้ ริมฝีปากหยักก็ขยับมาแตะริมฝีปากอย่างบางเบาและละออกไป คนที่เพิ่งขโมยจูบไปเมื่อกี๊ยิ้มกว้างและลุกขึ้นยืนระหว่างชั้นหนังสือ

 

 

“ไปก่อนนะ วันนี้มีนัดกับที่บ้าน”

 

 

แล้วชเวซึงฮยอนก็เดินจากไป ทิ้งควอนจียงให้นั่งใจเต้นเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียวในห้องสมุด

 

 

 

 

มื้อเช้าพร้อมแล้ว เสื้อผ้าที่จับยัดใส่เครื่องไปเมื่อครู่ก็ทั้งซักและอบจนแห้ง กลิ่นผ้าซักใหม่ๆ หอมกรุ่น จียงสะบัดๆ ให้เสื้อผ้าเข้าทรงแล้วลงมือพับเสื้อผ้าใส่ตะกร้า มือเรียวแตะตรงคอเสื้อยืดเก่าๆ เปื่อยขาด และหัวเราะอย่างขำๆ พลางบ่นกับตัวเอง

 

 

“ขาดขนาดนี้ทำผ้าขี้ริ้วได้แล้วมั้งเนี่ย”

 

 

ทั้งที่บ่นแบบนั้นแต่ก็ยังพับเสื้อตัวนั้นลงในตะกร้ารวมกับเสื้อตัวอื่นๆ

 

 

 

 

จียงทำตัวไม่ถูกเมื่อเปิดประตูบ้านออกมาเจอคนที่ยืนตากฝนรออยู่ ตั้งแต่ซึงฮยอนเรียนจบไป เขาก็มีโอกาสเจอคนตรงหน้าแค่อาทิตย์ละวันสองวัน โดยซึงฮยอนจะเป็นคนโทรนัดก่อนเสมอ

 

 

“เข้ามาก่อน” จียงพูดเสียงเบา เพราะรู้ว่าพ่อแม่ที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นกำลังชะโงกหน้ามามองเพื่อนลูกชาย “ทำไมตากฝนมาแบบนี้”

 

 

ชเวซึงฮยอนไม่ตอบ และไม่ยอมก้าวเข้าไปในบ้าน เพราะตัวเปียกโชก สุดท้ายจียงก็ต้องวิ่งไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่มาให้อีกฝ่ายคลุมตัวไว้ คนตัวเปียกชุ่มโค้งทักทายพ่อแม่ของเจ้าของบ้านอย่างสุภาพ แต่จียงไม่ยอมเปิดโอกาสให้แม่ซักอะไรต่อด้วยการลากชเวซึงฮยอนขึ้นไปที่ห้องนอนตัวเอง และดันหลังคนตัวเปียกเข้าไปอาบน้ำพร้อมเสื้อผ้าของพ่อที่ซึงฮยอนน่าจะใส่ได้พอดี

 

 

จียงปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งเช็ดผมจนแห้ง และดื่มชาร้อนจนหมดถ้วย ก่อนจะเอ่ยถาม ชเวซึงฮยอนเงียบไปอึดใจ และพูดออกมาเบาๆ

 

 

“ฉันจะไม่กลับไปอยู่บ้านอีกแล้ว”

 

“ไม่กลับแล้วจะไปอยู่ไหนอ่ะ”

 

“ไม่รู้” ชเวซึงฮยอนตอบแล้วตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้ “ฉันแค่อยากใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่อยากทำงานทั้งวัน คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ คุณย่าอะ ไม่เข้าใจฉันเลย ฉันบอกไปตั้งหลายครั้งแล้วว่าไม่มีหัวเรื่องธุรกิจ ฉันอยากเที่ยวหาประสบการณ์ แล้วก็มาเขียนหนังสือแบบคุณตา”

 

“ตอนนี้ประสบการณ์ก็ไม่มี บ้านก็ไม่มีอยู่ ทำงานก็ไม่ทำ แล้วจะเอาอะไรกิน”

 

“ฉันซื้อหุ้นไว้นานแล้ว ตัวแทนของฉันก็จะเอาเงินกำไรไปลงทุนให้ต่อเรื่อยๆ มีเงินแค่ที่มีก็ไม่เห็นจะแย่เลย อยู่ได้สบายๆ แหละฉันว่า”

 

 

เจ้าของบ้านทำตาโตใส่เมื่อได้ยินแบบนั้น จียงรู้ว่าชเวซึงฮยอนไม่ลำบากเรื่องเงิน เพราะฐานะทางบ้านค่อนข้างดี แต่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะลงทุนไว้มากพอที่จะมีกินมีใช้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องทำงานเป็นหลักเป็นแหล่ง

 

 

“เงินลงทุนมันก็ต้องหมุนไม่ใช่เหรอ” จียงท้วงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังคิดว่าการใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่าย “ถ้าเงินไม่พอขึ้นมาจะทำยังไง มีเงินเก็บสำรองไว้หรือเปล่า”

 

“มี” ซึงฮยอนทำท่าคิดเหมือนเด็กๆ “ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะมีอยู่ราวๆ 400 หรือ 500 ล้านวอนนี่แหละ”

 

 

ควอนจียงไม่ได้ถามต่อ แต่เขวี้ยงหมอนอิงใส่หน้าคนไม่เดือดร้อนเรื่องการเงินไปเรียบร้อย

 

 

 

 

“ตื่นๆ”

 

 

ควอนจียงพูดพลางเดินไล่เปิดม่านหน้าต่างทุกบานในห้อง คนที่นอนหลับอุตุอยู่บนเตียงบิดตัวอย่างเกียจคร้าน แถมยังดึงผ้าห่มขึ้นไปคลุมจนมิดหัวอีกต่างหาก จียงพยายามดึงผ้านวมผืนโตที่คลุมคนบนเตียงออก แต่อีกฝ่ายก็ดึงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

 

 

“นี่ ถ้าไม่ลุกจะเอาน้ำสาดแล้วนะ”

 

 

สิ้นเสียงดุๆ ของเจ้าของคอนโด คนบนเตียงก็ยอมลุกขึ้นมานั่งทำหน้ายู่ยี่ใส่ ใบหน้าคมเริ่มมีหนวดเคราขึ้นตามข้างแก้ม คาง และเหนือริมฝีปาก เพราะเจ้าตัวอยู่แต่บ้านเลยไม่ได้ใส่ใจจะโกนหนวดทุกวัน

 

 

“ไปอาบน้ำเร็วๆ ฉันทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว”

 

“ยังง่วงอยู่เลย”

 

“จะกินข้าวไหม”

 

“กินครับ”

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้ให้นายอยู่บ้านนี้ฟรีๆ นะ เพราะมันเป็นของพ่อ ยังไงนายก็ต้องจ่ายค่าเช่า”

 

 

จียงพูดไปทั้งที่ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายฟังอยู่หรือเปล่า ชเวซึงฮยอนดูเริงร่าสุดขีดเมื่อเห็นห้องชั้น 3 ที่บ้านเช่า คนมีเงินเก็บเป็นร้อยล้านวอนกำลังตื่นเต้นกับห้องเล็กๆ แค่ 28 ตารางเมตร แถมยังต้องแชร์ห้องน้ำกับคนที่เช่าอยู่ชั้นเดียวกันอีกต่างหาก

 

 

“ฉันมีห้องของตัวเองแล้วอะ เดี๋ยวต้องไปหาชั้นมาวางหนังสือ”

 

 

ซึงฮยอนว่าพลางทำท่าคิด เจ้าของห้องชั้น 3 อีกคน เดินมาทักทายเจ้าของบ้าน และส่งยิ้มให้คนที่มาเช่าใหม่แบบอายๆ แต่ชเวซึงฮยอนยิ้มกว้างเหมือนเด็กเล็กที่ได้เพื่อนเหมือนใหม่ เด็กหนุ่มห้องตรงข้ามซึงฮยอนทักทายแบบเก้ๆ กังๆ

 

 

“สวัสดีฮะ ผมชื่อคังซึงยูน ฝาก ...”

 

 

คนพูดยังไม่ทันพูดให้จบประโยค ชเวซึงฮยอนก็พุ่งเข้าไปกอดเด็กหนุ่มที่กำลังพูดไว้แน่น ก่อนจะตบบ่าผอมๆ และบอกด้วยน้ำเสียงใจดี

 

 

“พี่ชื่อชเวซึงฮยอน ฝากตัวด้วยนะ ถ้าพี่เสียงดัง เคาะประตูห้องบอกพี่ได้นะ”

 

“ฮะ”

 

 

เจ้าของห้องชั้น 3 อีกคนตอบรับแบบงงๆ แต่จียงก็อดยิ้มตามไม่ได้ เพราะชเวซึงฮยอนยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินเข้าเดินออกห้องนอนตัวเองอีกหลายรอบ

 

 

 

 

“ไม่ต้องก็ได้มั้ง”

 

“ต้องสิ อยู่นิ่งๆ ได้ไหมเนี่ย เดี๋ยวตีเลย”

 

 

ควอนจียงดุเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมอยู่นิ่งให้โกนหนวดแต่โดยดี ชเวซึงฮยอนทำหน้างอ แต่สุดท้ายก็ยอมนั่งเป็นหุ่นให้เจ้าของคอนโดโกนหนวดให้

 

 

“แล้วจะไปพม่าเมื่อไหร่”

 

“ว่าจะไปเดือนหน้า แต่ยังไม่ได้จองตั๋ว ไม่ได้แพลนสถานที่เที่ยวเลย”

 

“อือฮึ” จียงทำเสียงรับรู้ในลำคอ พลางโกนหนวดเขียวๆ ตรงข้างแก้มไปด้วย “บอกแม่หรือยังว่าจะไป”

 

“บอกแล้ว”

 

“แม่ว่าไง”

 

“แม่บอกว่าเดี๋ยวโอนตังค์มาให้ไปซื้อตั๋วเครื่องบิน”

 

“น่าอิจฉาคนไปเที่ยว เงินตัวเองก็ไม่ต้องออก” จียงว่า แล้วเปลี่ยนไปโกนหนวดที่คางอีกฝ่าย

 

“ไปด้วยกันไหม นายยังไม่เคยไปเลย”

 

“ไปทีเป็นเดือนๆ ใครจะไปด้วยได้ ฉันต้องเก็บค่าเช่า แถมต้องพาลูกค้าไปดูที่อีกสองสามราย ไปไม่ได้หรอก”

 

“เงินฉันก็มี นายจะทำงานทำไมเยอะแยะ”

 

“เงินนายอยู่ในกระเป๋านายโน่น มันอยู่ในกระเป๋าฉันเมื่อไหร่”

 

 

จียงว่า และคนโดนดุก็ไม่กล้าเถียงเพราะโดนจับโกนหนวดตรงเหนือริมฝีปาก หลังจากล้างครีมโกนหนวดเรียบร้อย ชเวซึงฮยอนก็ได้แต่ยืนทำหน้าจั๊กกะจี้เมื่อโดนมือเรียวๆ โปะอาฟเตอร์เชฟเย็นๆ ให้

 

 

“เรียบร้อย ไปกินข้าวได้”

 

 

ชเวซึงฮยอนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป จียงล้างใบมีดโกนตอนที่ได้ยินเสียงเพลงดังเข้ามาในห้องน้ำเป็นเนื้อเพลงที่คุ้นเคยดังแว่วมาจากห้องนั่งเล่น

 

 

Hey Jude, don't make it bad.

 

Take a sad song and make it better.

 

Remember to let her into your heart,

 

Then you can start to make it better.

 

 

ควอนจียงยิ้มกว้างกับตัวเอง และเดินออกไปหาคนที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าวอย่างอารมณ์ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk ….. ไม่ได้อัพฟิก TempG นานมาก T_T วันนี้เขียนได้รวดเดียวเลย ก็เลยได้ OS เรื่องนี้มาค่ะ เพลงที่ซึงฮยอนเปิดคือ Hey Jude ของ The Beatles ค่ะ

 

 

ขอบคุณมากๆ และคิดถึงเสมอนะคะ ^^