[FIC] : My Roommate Is Gwishin [9/....]

posted on 18 Jul 2014 12:44 by any-poly in MyRoommateIsGwishin directory Fiction
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [9/....]

Rating : PG15

Paring : TempG and more…

Beta Reader : Icysbrani

Author Note : Some ideas from ‘The Master’s Sun’ & ‘Ghost Whisperer’










กงมินจีถอนหายใจก่อนจะเปิดไฟล์ภาพที่ที่เก็บเอาไว้ใน USB ที่ได้รับจากปาร์คบมเมื่อวันก่อน ที่จริงมินจีอยากปฏิเสธเหมือนกันว่าตัวเองเป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ คงไม่ดีแน่ถ้าเกิดมีใครรู้ว่าเจ้าหน้าที่แผนกพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลที่เพิ่งได้รับบรรจุเข้าทำงานแบบสดๆ ร้อนๆ จะแอบเข้าฐานข้อมูลของทางราชการ

แต่เพราะตอนที่คุณยายเสียและยังวนเวียนอยู่ในบ้าน ก็ได้พี่ดาร่ามาช่วยจนวิญญาณของคุณยายข้ามภพไปสำเร็จ มินจีจึงสนิทสนมกับพี่สาวทั้งสองคนมาตลอด 

มินจีมองซ้ายมองขวาก่อนจะเปิดโปรแกรมเปรียบเทียบใบหน้าที่มีบันทึกไว้ในฐานข้อมูลกับภาพสเก็ตซ์ที่ได้มา เสียงระบบทำงานไปช้าๆ คลอกับเสียงนาฬิกาในห้องแล็บ ตาเรียวมองออกไปเห็นออฟฟิศข้างนอกว่างเปล่าเพราะหมดเวลาราชการไปแล้วจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปชงชาร้อนมาแก้วหนึ่งและนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือไปเพื่อฆ่าเวลา

เสียงดังปิ๊บสั้นๆ 2 ครั้งดังขึ้นทำให้มินจีรีบเงยหน้าขึ้นมองหน้าจอด้วยความตกใจ มือบางกดสั่งบันทึกข้อมูลและภาพหน้าบัตรประชาชนของหญิงสาวปริศนาคนนั้นลงธัมไดร์ฟและซุกไว้ในช่องลับของกระเป๋า หล่อนไม่อยากเสี่ยงให้พนักงานรักษาความปลอดภัยสอบถามตอนจรวจกระเป๋าก่อนออกจากตึก

‘เจอคนที่พี่ตามหาแล้วนะคะ’

ข้อความสั้นๆ ถูกส่งไปจากมือถือของมินจีถึงปาร์คบม 




ชเวซึงฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองกลุ้มเรื่องงานหรือเรื่องที่ห้องมากกว่ากัน ร่างสูงถอนใจก่อนจะรวบเอกสารที่แปลและทำสรุปข้อมูลไว้เสร็จแล้วเข้าแฟ้ม ตาคมเหลือบมองเอกสารปึกใหญ่ที่ยังสรุปไม่เสร็จและเหลือบมองเวลาอีกครั้ง นาฬิกาเรือนเล็กบนโต๊ะทำงานบอกว่าเกือบหกโมงเย็นเต็มทีและวันนี้จียงเพราะจะต้องไปเยี่ยมญาติกับพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด

การต้องกลับไปห้องมืดๆ เงียบๆ ทำให้ซึงฮยอนแทบหายใจไม่ออก

มือแข็งแรงเปิดเอกสารปึกที่เหลือตอนที่แดซองซึ่งนั่งอยู่ติดกันลุกขึ้นเตรียมกลับบ้าน เด็กหนุ่มหน้าแมวเกาะแผงกั้นโต๊ะแล้วยิ้มอย่างสดใส

“พี่ซึงฮยอนกลับบ้านเลยมั้ยครับ”
“ยังอ่ะ งานยังไม่เสร็จเลย”

ซึงฮยอนยกปึกเอกสารขึ้นอย่างล้าๆ ก่อนจะมองหน้าแดซองอย่างชั่งใจว่าควรจะขอให้หนุ่มรุ่นน้องไปนอนเป็นเพื่อนดีหรือเปล่า เพราะรู้ว่าแดซองกลัวผียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด 

แต่ว่าของแบบนี้ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะ

“คือว่า ...”
“แดซอง ไปกันหรือยัง”

เสียงใสๆ ของพี่อินนาทำให้ซึงฮยอนไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยค พี่สาวคนสวยเดินมาหาแดซองและยิ้มให้ซึงฮยอนก่อนจะถาม

“ซึงฮยอนงานเสร็จหรือยัง ไปดูหนังด้วยกันไหม”
“คือว่า ...” ร่างสูงมองหน้าแดซองที่ยิ้มแหยๆ ก่อนจะยิ้มให้อินนา “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมขอจัดการพวกนี้ให้เสร็จดีกว่าครับ ไม่งั้นพรุ่งนี้ผมแย่แน่ๆ”
“งั้นก็อย่ากลับดึกมากนะ”

อินนาตอบก่อนจะโบกมือลา ซึงฮยอนยิ้มเจื่อนๆ ตอนที่แดซองเดินตามหลังสาวรุ่นพี่ที่แอบชอบออกจากออฟฟิศไป ร่างสูงถอนหายใจแล้วก้มหน้าก้มตาจัดการเอกสารทั้งหมดที่เตรียมไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นจากงานอีกครั้งซึงฮยอนจึงเห็นว่าเกือบสองทุ่มครึ่งแล้วจึงได้ตัดสินใจเก็บเอกสารที่จัดการเรียบร้อยแล้วใส่แฟ้มและเตรียมตัวกลับบ้าน

อากาศด้านนอกตึกชื้นและค่อนข้างหนาวเพราะฝนที่ตกลงมาช่วงหัวค่ำ ร่างสูงโยนกระเป๋าถือไว้ที่เบาะข้างๆ และขับรถออกจากลานจอดรถชั้นใต้ดิน แสงไฟจากถนส่องเข้ามาที่กระจกหน้ารถพร้อมสายฝนที่พร่างพรมลงมาอีกรอบ คู่รักเดินเบียดกันใต้ร่มคันหนึ่งผ่านหน้ารถของซึงฮยอนที่จอดติดไฟแดง มือแข็งแรงหยิบโทรศัพท์มากดๆ เบอร์ที่คุ้นเคยเพื่อฆ่าเวลาและสุดท้ายก็ตัดสินใจกดโทรออก

“ฮัลโหล” ปลายสายส่งเสียงอู้อี้ๆ เหมือนเป็นหวัด “ว่าไงฮะ โดนผีหลอกเหรอ”
“เวลารับโทรศัพท์นี่เขาให้ถามเรื่องแบบนี้เหรอ”

ชเวซึงฮยอนกรอกตาก่อนจะหัวเราะเบาๆ เพราะคนปลายสายหัวเราะคิกคักทั้งที่เสียงยังอู้อี้ ร่างสูงได้ยินเสียงอีกฝ่ายไอแห้งๆ ผ่านมาทางโทรศัพท์

“เป็นหวัดเหรอ”
“ฮะ อากาศชื้นกว่าที่โซลมากเลย”
“แล้วนายไปหาหมอหรือยังเนี่ย” ซึงฮยอนถามพลางหาบลูทูธมาสวม “เป็นหวัดแล้วปล่อยไว้ไม่ดีนะ เดี๋ยวเกิดปอดบวมไปแย่เลย”
“ผมไม่ใช่เด็กสามขวบนะฮะ กินยาเรียบร้อยจะหายแล้วเนี่ย” 

จียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะชวนคุยเรื่องของกินที่ญาติทำให้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึงฮยอนฟังไปเงียบๆ และตัดสินใจเลี้ยวรถขึ้นทางด่วนออกนอกเมืองแต่ยังไม่วางสาย

“นี่จะถึงห้องหรือยังฮะ” 
“ยังเลย” ซึงฮยอนตอบพลางลดกระจกลงเพื่อส่งเงินค่าทางด่วนให้พนักงาน “วันนี้ฉันว่าจะไปนอนบ้านแม่”
“กลัวล่ะสิฮะ” 
“อือ” ร่างสูงตอบเบาๆ “ใครจะไม่กลัวอะไรแบบนายล่ะ”
“ใครบอกว่าผมไม่กลัวล่ะ แค่กลัวน้อยกว่าคุณหน่อยนึงเอง ตอนนี้พี่ดาร่ากับพี่บมช่วยกันเอารูปสเก็ตซ์ไปหาให้อยู่นะฮะ คิดว่าน่าจะได้เรื่องอะไรบ้างนะ”
“แล้วถ้าเกิดได้เรื่องแล้วจะทำไงต่อ” ซึงฮยอนถามพลางมองกระจกหลังและแซงรถคันหน้าขึ้นไป
“ก็จะได้หาไงฮะว่ายังมีเรื่องอะไรติดค้างต่ออยู่ คุณคนนั้นถึงไม่ยอมไปไหน”
“แล้วถ้านายหาไม่เจอล่ะ”
“คุณซึงฮยอน เราหาเจอแน่ฮะ” เด็กหนุ่มตอบเบาๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องกังวลนะฮะ”
“แต่คราวที่แล้วก็เกือบแย่ไปแล้วนะ ดีที่ป้ายนั่นไม่ได้หล่นใส่นายหรือคุณยองเบ ฉันเป็นห่วงแทบแย่”

ซึงฮยอนพูดออกไปเบาๆ แต่คราวนี้ปลายไม่ได้หัวเราะหรือตอบอะไรกลับมา จียงแค่เงียบไปจนซึงฮยอนประหลาดใจ นานเกือบนาทีหนึ่งก่อนที่จะได้ยินเสียงอู้อี้ของอีกฝ่าย

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ แค่นี้ก่อนดีกว่า ผมต้องไปคุยกับญาติๆ แล้ว”
“โอเค แล้วนายจะกลับมามะรืนนี้ใช่ไหม”
“ฮะ ขับรถดีๆ แล้วกันนะฮะ”
“อืม เจอกันนะ”
“ฮะ”

เด็กหนุ่มวางสายไปตอนที่ซึงฮยอนขับรถออกจากทางด่วนพอดี ซึงฮยอนขับรถไปจอดที่หน้าบ้าน พอเปิดประตูเข้าไปด้านในก็เห็นว่าสนามด้านหน้ากับรอบกำแพงบ้านเปิดไฟไว้สว่าง ประตูใหญ่ทางเข้าบ้านปิดอยู่แต่ไม่ได้ล๊อคไว้ เมื่อเข้าบ้านไปเล่นกับหมาอยู่พักหนึ่ง ร่างสูงก็ได้ยินเสียงคนเดินมาใกล้ๆ พอเงยหน้าขึ้นมาถึงได้เห็นผู้ชายอีกคนที่หน้าคล้ายกับตัวเองเพียงแต่แก่กว่ากำลังถือแก้วไวน์อยู่ในมือ

“คุณพ่ออยู่บ้านเหรอครับ นึกว่าออกไปข้างนอกเสียอีก”
“พ่อเพิ่งกลับมา แต่วันนี้คุณแม่กับพี่ฮเยยุนออกไปงานเลี้ยงกัน เหลือแค่พ่อกับอัลโล่แล้วก็ชาร์ลี”

นายพลชเวตอบเบาๆ ก่อนจะลูบหัวหมาแก่ 2 ตัวที่ทำเสียงงืดๆ ใส่ซึงฮยอนด้วยความตื่นเต้น ซึงฮยอนมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อแล้วแอบยิ้มน้อยๆ เพราะรู้สึกเหมือนเห็นตัวเองในวัยใกล้หกสิบ คุณพ่อของซึงฮยอนเป็นชายร่างสูง ไหล่กว้างและยังดูแข็งแรงต่างจากนายทหารวัยใกล้เกษียณคนอื่นๆ ที่ซึงฮยอนเคยรู้จัก 

ร่างสูงเดินตามคุณพ่อเข้าไปในห้องครัวที่บ้าน ก่อนจะวางกระเป๋าและเปิดตู้เย็นหยิบน้ำแร่ขวดที่แช่ไว้เย็นเฉียบออกมาดื่ม นายพลชเวยังไม่ได้จิบไวน์ที่รินไว้เพิ่มตอนที่ซึงฮยอนดื่มน้ำจนหมดแก้ว

“คุณพ่อทานมื้อเย็นหรือยังครับ”
“ยังเลย ลูกหิวหรือเปล่าล่ะ”
“หิวมากครับ”

ซึงฮยอนพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ทำให้คุณพ่อพลอยหัวเราะไปด้วยก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็นหยิบเนื้อสเต๊กที่คุณแม่หมักใส่ตู้เย็นไว้ออกมาวางและหันไปตั้งกระทะให้ร้อน ซึงฮยอนชอบเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว นายพลชเวอาจจะเป็นนายทหารที่เข้มงวดกับลูกน้อง แต่เมื่ออยู่ที่บ้าน คุณพ่อของซึงฮยอนกลายเป็นผู้ชายน่ารักๆ ที่ชอบทำกับข้าว และใช้เวลาเงียบๆ อยู่ในโรงไม้ที่ทำขึ้นมาด้านหลังบ้านหรือไม่ก็อยู่ที่ห้องอ่านหนังสือ 

สุดท้ายลูกชายคนเล็กบ้านตระกูลชเวเลยกลายเป็นลูกมือช่วยหั่นแครอทสดกับแตงกวาเป็นแท่งๆ ใส่แก้วแช่น้ำแข็งเตรียมไว้เป็นเครื่องเคียงนอกจากพวกข้าวโพดกับผักอีกสองสามอย่างที่คุณพ่อเอาไปย่างให้สุก

กลิ่นเนื้อที่อยู่บนกระทะและน้ำเกรวี่อุ่นๆ บนเตาทำให้ซึงฮยอนหิวยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งมาถึง

มื้อเย็นของคุณพ่อกับลูกชายผ่านไปอย่างเงียบๆ เหมือนทุกครั้ง ซึงฮยอนกินสเต็กจนหมดและดื่มไวน์ไปอีกสองแก้วก่อนจะยกจานไปล้างระหว่างที่คุณพ่อกำลังกินแอปเปิ้ลเป็นของหวานล้างปาก 

“คุณพ่อเอาไวน์เพิ่มไหมครับ”
“เอาสิ หยิบมาจากในตู้เลย ขวดไหนก็ได้”

ร่างสูงเปิดตู้แช่ไวน์ที่อยู่ข้างๆ ตู้เย็นและเลือกหยิบออกมาเปิดขวดหนึ่ง ไวน์เป็นเครื่องดื่มอย่างหนึ่งที่ซึงฮยอนดื่มตามคุณพ่อ แม้ช่วงหลังๆ จะไม่ค่อยได้ดื่มบ่อยนักแต่ไวน์ก็ยังเป็นเครื่องดื่มที่ซึงฮยอนชอบที่สุด มือแข็งแรงรินไวน์ลงแก้วให้คุณพ่อและเติมแก้วของตัวเองก่อนจะนั่งลงดื่มเงียบๆ

“เดี๋ยวพ่อว่าจะไปที่โรงไม้หน่อย” นายพลชเวเอ่ยขึ้นเบาๆ ตอนที่ซึงฮยอนเติมไวน์ให้อีกรอบ “ซึงฮยอนขึ้นไปพักผ่อนเลยก็ได้นะลูก”
“ผมไปด้วยดีกว่าครับ”

ตาคมแบบเดียวกับของซึงฮยอนมองมาตรงๆ ก่อนที่นายพลชเวจะพยักหน้าและถือแก้วไวน์เดินนำไป อากาศด้านนอกวันนี้ค่อนข้างชื้นเพราะฝนตกเพิ่งหยุดตกได้ไม่นาน แต่ในโรงไม้หลังบ้านกลับอุ่นและแห้งกว่าเพราะเครื่องปรับอากาศ

ร่างสูงมองไปรอบๆ และรู้สึกเหมือนตัวเองกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งเพราะทุกอย่างในห้องนี้ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือต่างๆ อย่างตะไบ สว่าน ค้อน ที่จัดวางไว้ตรงผนังข้างหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นโต๊ะวางแผ่นไม้ กระดาษร่างแบบ และโต๊ะตัวใหญ่กลางห้องมีเรือจำลองลำเล็กขึ้นโครงกระดูกงูค้างไว้อยู่

“จะต่อเรือลำใหม่เหรอครับ”

ซึงฮยอนถามพลางลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ คุณพ่อที่นั่งลงตรงหน้าโต๊ะเขียนแบบ นายพลชเวพยักหน้าและไม่พูดอะไรต่อ ตาคมของซึงฮยอนกวาดมองแบบร่างคร่าวๆ บนโต๊ะและเอ่ยขึ้นมาเบาๆ 

“แบบเรือเหมือนลำที่คุณพ่อต่อให้คุณย่าเลยนี่ครับ”
“ใช่ พ่อตั้งใจว่าจะต่อแบบเดียวกันน่ะ” นายพลเชวพูดเบาๆ พลางยกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบ “ช่วงนี้จู่ๆ พ่อก็นึกถึงคุณปู่ขึ้นมาน่ะ”

ลูกชายคนเล็กของตระกูลชเวมองหน้าคุณพ่อที่ยังยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม คุณปู่ของซึงฮยอนเป็นทหารนาวิกโยธินต่างจากคุณพ่อที่เป็นทหารอากาศ เรื่องหนึ่งที่ซึงฮยอนรู้ว่าทำให้คุณพ่อรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ คือการที่เขาตัดสินใจไม่เป็นทหารเหมือนกับผู้ชายคนอื่นๆ ในครอบครัว

แต่เพราะคุณพ่อไม่เคยพูด ซึงฮยอนจึงไม่เคยยกเรื่องนี้ขึ้นมาคิดอีก

เรือไม้จำลองที่คุณพ่อต่อเล่นอยู่เสมอเมื่อมีเวลาว่างเป็นอิทธิพลอย่างหนึ่งที่คุณปู่ส่งมาถึงคุณพ่อ ซึงฮยอนยังจำตอนที่ตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ นั่งดูคุณพ่อกับคุณปู่ช่วยกันตัดและขัดไม้เพื่อนำมาต่อเรือจำลอง ของเล่นวัยเด็กของซึงฮยอนที่ได้จากคุณปู่คือเรือที่เหมือนของจริงแต่ขนาดเล็กกว่าและสามารถใส่เครื่องยนต์เล็กๆ ให้เอาลงไปเล่นในสระได้จริงๆ 

“มีอะไรไม่สบายใจเหรอลูก”

เสียงทุ้มๆ ของคุณพ่อทำลายความเงียบ ซึงฮยอนสบตาคุณพ่อด้วยความอึดอัดเพราะตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยโกหกคุณพ่อได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

“คือว่า ... เรื่องที่ห้องน่ะครับ” ซึงฮยอนอึกอัก “ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี”

นายพลชเวเติมไวน์ลงในแก้วให้ลูกชายก่อนจะที่จะปล่อยให้ซึงฮยอนเล่าเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นที่ห้องให้ฟังตั้งแต่ต้น รวมทั้งเรื่องของเด็กที่ชื่อควอนจียงที่ซึงฮยอนบอกว่าเป็นคนที่มาช่วยจัดการเรื่องแปลกๆ ให้ด้วย ซึงฮยอนเล่าไปเรื่อยๆ จนจบและยกไวน์ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

“เรื่องทั้งหมดมันบ้ามากเลยครับ” ซึงฮยอนพูดเบาๆ “ผมคงไม่เชื่อถ้าเกิดคนอื่นมาเล่าให้ฟัง”
“เรื่องบางเรื่องมันก็พูดยากนะซึงฮยอน” คุณพ่อของซึงฮยอนถอนหายใจและมองโครงเรือจำลองที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ “พ่อไม่เคยเจอเรื่องพวกนี้ แต่หลายๆ อย่างที่เรามองไม่เห็นก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง”
“ผมไม่รู้จะจัดการมันยังไงดีครับ” มือแข็งแรงลูบหน้าตัวเองอย่างอ่อนล้า
“ที่จริงมันเหมือนกับต่อจิ๊กซอว์หรือเปล่า ลูกอาจจะหยิบไปเจอชิ้นที่ดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร”

ซึงฮยอนเงยหน้าขึ้นมองคุณพ่อ อีกฝ่ายแค่ยักไหล่ให้และตบบ่าลูกชายเบาๆ เหมือนกับจะปลอบใจทำให้ซึงฮยอนได้แต่ยิ้มเนือยๆ 

“คุณพ่อว่าผมขายห้องนั้นทิ้งแล้วย้ายกลับมาอยู่บ้านดีไหมครับ”
“ไม่รู้สิ” นายพลชเวลุกขึ้นไปหยิบโครงไม้ที่ตัดค้างไว้ขึ้นมา “บางทีเราควรลองจัดการปัญหาที่เจอดูก่อนไหม”
“ผมลองแล้วครับ แต่ไม่ได้ผลเลย จียงก็พยายามแล้วแต่ช่วยอะไรไม่ได้”
“ซึงฮยอน โครงไม้นี่มันดูเหมือนเรือหรือเปล่า” คุณพ่อของซึงฮยอนวางโครงไม้ลงไปเติมในโครงเรือที่ว่างเปล่าตอนที่ถามคำถามให้ลูกชายคนเล็กขมวดคิ้ว “ตอนที่ลูกไม่เคยเห็นกระดูกงูเรือ ลูกก็ไม่เชื่อใช่ไหมว่าโครงไม้นี่แหละที่ทำให้เป็นเรือขึ้นมาได้ เรื่องที่ห้องลูกถ้าจียงเคยช่วยคนอื่นๆ ได้ เขาก็น่าจะช่วยลูกได้เหมือนกัน”
“แต่ผมไม่อยากให้มีใครต้องเจ็บตัวนะครับ รอบที่แล้วคุณยองเบกับจียงก็เกือบเจ็บตัวไปแล้ว”
“ถ้าเกิดว่าพยายามถึงที่สุดแล้วมันไม่สำเร็จก็กลับมาอยู่บ้านก็ได้ ห้องของลูกก็ยังอยู่ อีกอย่างแม่เขาจะได้ไม่เหงาด้วยเวลาพ่อไม่อยู่”

นายพลชเวยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นลูกชายทำหน้าโล่งใจก่อนจะลุกขึ้นมาช่วยหยิบแผ่นไม้ที่เตรียมไว้ส่งให้คุณพ่อ ตาคมจับจ้องมือของคุณพ่อที่ค่อยๆ ลงมือต่อเรือจำลองต่ออย่างสบายใจ บางทีการได้กลับมาอยู่บ้านอาจจะทำให้อะไรๆ ในชีวิตดีขึ้น

เราต้องหาเจอแน่ๆ ไม่ต้องกังวลนะฮะ

คำพูดของจียงย้อนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง ถ้าหากเขาบอกจียงไปว่าตอนนี้เขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมาช่วยจัดการเรื่องแปลกๆ ที่ห้องอีกแล้ว เด็กหนุ่มก็อาจจะโล่งใจที่ได้กลับไปอยู่บ้านของตัวเองเสียที เขาเองก็จะได้ย้ายกลับมาอยู่กับที่บ้าน และหลังจากนี้ก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีก

แต่ทำไมพอคิดว่าไม่ได้เจอกันอีกแล้วถึงได้รู้สึกแปลกๆ แบบนี้ก็ไม่รู้



จียงไม่ได้ตรงกลับไปที่คอนโดของซึงฮยอนเลยตอนที่ออกจากบ้านแต่กลับเลือกไปที่บ้านอีกหลังหนึ่งที่บมกับดาร่าส่งรายละเอียดมาให้ทางอีเมลล์ บ้านหลังเล็กอยู่ที่ชานกรุงโซลค่อนข้างห่างจากถนนใหญ่ จียงลงรถบัสและเดินขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ แต่ก็ทำให้มีเหงื่อชื้นตามไรผม เด็กหนุ่มหอบและคอแห้งตอนที่มาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านหลังนั้น

เวลาผ่านไปหลายนาทีหลังเสียงกดออดของจียง ประตูเล็กข้างหน้าบ้านถึงได้เปิดออก เด็กหนุ่มโค้งทักทายผู้หญิงที่น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับแม่ของตัวเองอย่างสุภาพก่อนจะเอ่ยปาก

“ผมชื่อจียงฮะ เป็นรุ่นน้องของพี่อารึม เพิ่งทราบว่าพี่อารึมเสีย เลยแวะมาแสดงความเสียใจด้วยฮะ”

ตาเรียวของเจ้าของบ้านมองกระเช้าเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพที่เด็กหนุ่มถือมาด้วยแล้วมองหน้าจียงอีกครั้ง เด็กหนุ่มเลยรีบส่งยิ้มจริงใจให้อีกฝ่าย หญิงเจ้าของบ้านยิ้มอ่อนและเปิดประตูต้อนรับจียงเข้าไปด้านในบ้าน จียงเห็นรูปถ่ายครอบครัวใส่กรอบวางอยู่ในห้องนั่งเล่น ผู้หญิงชื่อ ยุนอารึม ที่เป็นเจ้าของห้องคนเก่าคล้องแขนผู้เป็นแม่และผู้ชายอีกคนที่น่าจะเป็นพี่ชายยืนอยู่ข้างผู้ชายที่ดูแล้วน่าจะเป็นพ่อ 

เด็กหนุ่มพยายามสังเกตไปรอบๆ ห้องเพื่อหาอะไรที่เกี่ยวกับยุนอารึมอีกตอนที่เจ้าของบ้านไปเตรียมชามาให้ดื่ม แต่กลับไม่มีของอย่างอื่นที่น่าจะทำให้วิญญาณสาวในห้องของซึงฮยอนติดอยู่ในโลกนี้ได้อีก ขนาดนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้านตระกูลยุนได้พักใหญ่ แต่จียงยังมองไม่เห็นวี่แววของวิญญาณเลย

“ดื่มชาก่อนสิจ๊ะ”
“ขอบคุณฮะ”

จียงรับถ้วยชาจากเจ้าของบ้านมาดื่มก่อนจะพยายามหาคำพูดที่คิดว่าจะไม่ทำให้คนฟังรู้สึกแย่มากที่สุดเพื่อแสดงความเสียใจเรื่องลูกสาวของบ้านนี้ที่จากไป

“รู้จักอารึมได้ยังไงเหรอจ๊ะ” คุณนายยุนเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“ผมรู้จักสมัยเรียนมหาลัยน่ะฮะ เสียใจด้วยนะฮะ ไม่นึกว่าจะกะทันหันแบบนี้เลยฮะ”
“ขอบใจจ้ะ” คุณนายยุนยิ้มเศร้าๆ “ตอนที่อารึมป่วย แม่ก็ไม่ได้ติดต่อใครเลย เพราะเขาไม่อยากเจอใคร”
“ผมเข้าใจฮะ พี่อารึมคงอยากพักผ่อน”
“ร่างกายเขาแย่มากเลยจ้ะ”

พูดถึงตรงนี้คุณแม่ของยุนอารึมก็เริ่มร้องไห้ออกมาจนจียงรู้สึกผิดที่โกหกเรื่องที่รู้จักกับคนเป็นลูกสาว แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากตัดสินใจมาเจอครอบครัวของอารึม

“เข้มแข็งไว้นะฮะ”
“ขอบใจจ้ะ” คุณนายยุนปาดน้ำตาและพยายามปรับท่าทางให้สดใส “แม่ก็คิดว่าอารึมคงไปสบายแล้ว เพราะตอนที่ป่วยแกทรมานมากเลย”
“อา อย่างนั้นเหรอฮะ” 
“จ้ะ เนื้องอกในสมองนั่นทำให้เขาทรมานมากจริงๆ ยิ่งผ่าตัดร่างกายยิ่งอ่อนแอ”
“ผมเสียใจด้วยจริงๆ ฮะ” จียงบีบมือเจ้าของบ้านเบาๆ และเริ่มเอ่ยเข้าเรื่อง “คือตอนสมัยที่พี่อารึมยังสบายดีอยู่ พี่เขาเคยพูดกับผมว่าอยากจะให้ช่วยทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จน่ะฮะ”
“ทำอะไรเหรอจ๊ะ” ตาเรียวมีประกายสงสัย
“พี่อารึมยังไม่ได้บอกเลยฮะ ผมเลยคิดว่าพี่เขาจะบอกคุณแม่เอาไว้”
“ไม่นะจ๊ะ” คุณนายยุนส่ายหน้าอย่างงุนงง “เขาไม่ได้บอกอะไรแม่เลยตอนที่เริ่มป่วย”
“อา งั้นคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอกฮะ”

จียงพูดแล้วยิ้มให้คุณแม่ของยุนอารึมอย่างอ่อนโยน ทั้งที่ในใจคิดว่าอุตส่าห์มาหาถึงนี่กลายเป็นล้มเหลวไปหมด เพราะดูท่าทางแล้วปัญหาที่ทำให้ยุนอารึมยังคงตามหลอกหลอนซึงฮยอนที่ห้องน่าจะเป็นเรื่องของอารึมเองมากกว่าเรื่องที่บ้าน เด็กหนุ่มนั่งคุยกับคุณนายยุนอยู่อีกครู่ใหญ่และขอตัวกลับ คุณนายยุนยืนยันว่าจะขับรถออกมาส่งที่ถนนใหญ่ แต่เป็นจียงเองที่เลือกปฏิเสธ

แค่หลอกว่าเป็นเพื่อนลูกสาวเขานี่ก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว

กว่าจะฝ่าคนขึ้นรถประจำทางกลับมาที่คอนโดของซึงฮยอนได้ จียงก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงในตัวหายไปหมด เด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตากดมือถือส่งข้อความไปบอกเจ้าของห้องว่าช่วยซื้อของกินมาให้เยอะๆ หน่อย ชเวซึงฮยอนก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดที่จียงสงสัยว่าอีกฝ่ายทำงานอยู่จริงๆ หรือเปล่า

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงลิฟต์เปิดและส่งยิ้มกลับไปโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังจะก้าวออกจากลิฟต์เป็นคนข้างห้องของชเวซึงฮยอน 

“สวัสดีฮะ คุณซึงรี”
“อ้าว จียง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ” หนุ่มข้างห้องของซึงฮยอนยิ้มสดใสพลางตบบ่าอีกฝ่าย “เป็นไง ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย นึกว่าย้ายกลับไปอยู่บ้านซะแล้ว”
“ยังไม่ได้ย้ายกลับฮะ แต่พอดีไปทำธุระนิดหน่อยน่ะฮะเลยไม่ได้มาค้าง”
“ก็ดีแล้วล่ะนะที่ไม่อยู่ช่วงนี้น่ะ”

คิ้วเรียวของจียงขมวดอย่างสงสัยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น ซึงรีเองก็ดูลำบากใจไม่น้อยเมื่อเดินเข้ามาใกล้และเริ่มเล่าให้จียงฟัง

“คุณซึงฮยอนกับแฟนเขาคงทะเลาะกันน่ะ เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ที่ระเบียง วันนี้ก็ได้ยินเสียงโครมครามๆ ดังมาจากในห้องน่ะ”

เด็กหนุ่มฟังเรื่องที่ซึงรีเล่าแล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองควรจะกลัวห้องที่กำลังจะขึ้นไป หรือควรจะสงสารซึงรีดีที่ต้องเจอเรื่องแปลกๆ โดยไม่รู้ตัวแบบนี้ จียงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ เมื่ออีกฝ่ายทำหน้าหนักใจ แต่เลือกที่จะไม่เล่าอะไรออกไปเพราะปล่อยให้เข้าใจไปแบบนี้ก็ดีกว่าจริงๆ 

กว่าแยกตัวจากคุณซึงรีมาได้จียงก็เพิ่งจะสังเกตว่าเวลาผ่านไปเกือบ 10 นาทีและก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัวตอนที่ได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากในห้อง 1415 มือเรียวเลื่อนขึ้นไปแตะสร้อยเงินที่ห้อยจี้ประจำตัวเอาไว้ด้วยความเคยชินทั้งที่สร้อยนี้ไม่ใช่เครื่องรางของขลังอะไร แต่จียงก็รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ได้แตะมันไว้แบบนี้

มือบางเอื้อมไปแตะลูกบิดประตูและค่อยๆ เปิดมันออกช้าๆ



ชเวซึงฮยอนยิ้มอายๆ เมื่อพนักงานสาวที่ร้านไก่ทอดแอบอมยิ้มตอนที่เขาสั่งไก่ทอดชุดใหญ่กลับบ้าน ที่จริงเขาอยู่คนเดียวก็ไม่ค่อยได้กินอะไรแบบนี้บ่อยนัก แต่จียงชอบกินของทอดพวกนี้แถมเห็นตัวเล็กๆ บางๆ แบบนั้นกลับกินเก่งชนิดที่ซึงฮยอนยังยอมแพ้

ร่างสูงหอบไก่ทอดและถุงใส่เบียร์เย็นเฉียบ 6 กระป๋องกลับขึ้นรถ มือแข็งแรงกดโทรออกไปหาจียงเพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายอยากจะกินอะไร แต่เสียงที่ปลายสายกลับเป็นเสียงในระบบตอบรับอัตโนมัติแทน ซึงฮยอนกังวลใจไม่น้อยตอนที่เห็นข้อความของจียง เพราะเขาตัดสินใจมาเด็ดขาดแล้วว่าจะบอกจียงว่าจะขายห้องนั้นทิ้ง และคงไม่ต้องรบกวนเด็กหนุ่มอีกแล้ว

ซึงฮยอนนั่งคิดมาตลอดทั้งวันว่าจะพูดอย่างไรดีที่จะทำให้จียงไม่เสียความรู้สึก และไม่คิดว่าเขามองว่าจียงทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ซึงฮยอนไม่อยากให้จียงโกรธหรือรู้สึกไม่ดีถ้าจะต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลนี้ 

แต่จียงอาจจะโล่งใจที่ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องบ้าๆ ที่ห้องเขาอีก

ร่างสูงถอนใจเบาๆ และขมวดคิ้วก่อนจะขับรถกลับคอนโดด้วยความแปลกใจที่จู่ๆ ฟ้าก็เริ่มมีเมฆสีเทาครึ้มๆ เหมือนฝนกำลังจะตกทั้งที่เมื่อครู่นี้ยังไม่มี แต่สุดท้ายเขาก็มาถึงคอนโดก่อนฝนจะตก เมื่อบังเอิญสวนกันกับแชรินตรงหน้าลิฟต์ซึงฮยอนเลยยิ้มทักทายหญิงสาวที่ส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้

“เป็นไงบ้างครับ ไม่เจอกันนานเลย”
“ก็เรื่อยๆ ค่ะ คุณซึงฮยอนละคะ”
“ก็ดีครับ” ... ถ้าไม่นับเรื่องแปลกๆ ในห้องนะ “คุณแชรินครับ ผมอาจจะมีเรื่องต้องปรึกษาหน่อย ไว้ว่างๆ ผมจะแวะไปที่ออฟฟิศนะครับ”
“ได้สิคะ” 

แชรินตอบอย่างสุภาพแม้ว่าจะดูงุนงนเล็กน้อย ซึงฮยอนจึงหยุดคุยกับเจ้าหน้าที่ประสานงานผู้เช่าสาวอีกสองสามคำและกดเรียกลิฟต์ขึ้นไปชั้น 14 ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่ตาขวากระตุกไม่ยอมหยุดเมื่อก้าวเข้าไปในลิฟต์ ทางเดินไปที่ห้องว่างเปล่าทั้งที่เป็นช่วงเย็นที่ทุกคนน่าจะเริ่มกลับเข้าห้องกันแล้ว มือแข็งแรงกดรหัสเปิดประตูห้องอย่างทุลักทุเลเพราะถือของมาเต็มสองมือ บานประตูเหวี่ยงเปิดออกจังหวะเดียวกับเสียงฟ้าร้องที่ดังเข้ามาถึงในตึก

กระเป๋าสะพายของจียงวางอยู่ที่พื้นทางเดินเข้าห้องแต่ไฟในห้องทุกดวงกลับไม่ได้เปิด

มือแข็งแรงเอื้อมไปกดเปิดไฟตรงมุมประตูทางข้างแต่ดูเหมือนว่าไฟฟ้าในห้องเขาจะไม่ทำงาน ร่างสูงรู้สึกว่าเย็นวูบวาบตรงต้นคอเมื่อมองออกไปนอกทางเดินและเห็นว่าไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนกลางยังทำงานตามปกติ แต่เพราะกระเป๋าของจียงที่วางอยู่กับพื้นซึงฮยอนจึงตัดสินใจเดินเข้ามาในห้องแทนที่จะลงไปติดต่อเจ้าหน้าที่ช่างกะกลางคืน

“จียง นายอยู่ห้องหรือเปล่าน่ะ”

ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนเสียงของตัวเองสั่นเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ ตอนนี้ในห้องค่อนข้างมืดเพราะพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วและฝนกำลังจะตก แสงสีขาววาบจากฟ้าแลบลอดผ่านม่านหน้าต่างบางๆ ตรงมุมห้องและตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องที่ซึงฮยอนคิดว่าฝนคงกำลังจะตกหนักในไม่ช้า ร่างสูงกองของที่ซื้อมาไว้ที่หน้าประตูห้องและค่อยๆ เดินไปทางห้องนั่งเล่นช้าๆ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นห้องส่งเสียงดังจนเหมือนมีใครเดินตามหลังมาติดๆ

บ้าจริง จะมาคิดอะไรในเวลาอย่างนี้นะ

ร่างสูงค่อยๆ เดินเข้าไปที่ห้องนั่งเล่นและเห็นว่าเด็กหนุ่มนั่งก้มหน้าอยู่บนพื้นหน้าชั้นวางตุ๊กตาแบร์บริคที่เขาวางไว้ติดกับประตูบานเลื่อนกระจกที่ติดกับทางเดินออกไประเบียง บานเลื่อนเปิดออกจนสุดทำให้ลมพัดผ้าม่านบางๆ ปลิ้วไปกับสายลม ตาคมสังเกตเห็นว่าบรรดาตุ๊กตาที่เคยอยู่บนชั้นหล่นกองมาอยู่บนพื้นรอบๆ ตัวจียง 

“จียง นายทำอะไรของนายเนี่ย”

เสียงพูดของซึงฮยอนเกือบถูกเสียงฟ้าร้องกลบจบหมด แต่ดูเหมือนจียงจะได้ยินชัดเจนดีเพราะเด็กหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง ทว่าแววตาที่จียงมองกลับมาทำให้เจ้าของห้องรู้สึกเหมือนเลือดในตัวทุกหยดจับเป็นน้ำแข็ง

“นายจะไม่ยอมออกไปจากห้องฉันจริงๆ ใช่ไหม”

น้ำเสียงแหบพร่าที่ไม่เหมือนเสียงของจียงเลยทำให้อากาศในห้องเย็นยะเยือก สายฝนด้านนอกเริ่มโปรยปรายลงมาและหนาเม็ดขึ้นจนมองท้องฟ้าสีน้ำหมึกด้านนอกไม่เห็น ละอองฝนสาดเข้ามาที่ระเบียงและส่งไอชื้นเข้ามาถึงในห้อง แต่ทั้งจียงและซึงฮยอนกลับไม่มีใครขยับ


รอยยิ้มของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นบิดเบี้ยวจนซึงฮยอนไม่กล้าแม้กระทั่งจะหายใจ





















TBC











TALK … หวังว่าจะสนุกกันนะคะ ^^

Comment

Comment:

Tweet

ลุ้นจนแทบลืมหายใจ คุณเขียนได้ดีจริงๆ ค่ะ

#4 By crystal (1.46.201.227|1.46.201.227) on 2014-09-08 14:48

กำลังลุ้นเลยมาต่อไว ๆนะ

#3 By snowmim on 2014-07-27 05:40

ลุ้นๆๆๆ สนุกมากค่ะ ไรเตอร์มาอัพอีกนะค่ะ

#2 By 1988 (27.55.157.181|27.55.157.181) on 2014-07-21 19:19

รอเรื่องนี้ยุ ไรท์มาแล้ววววววว
อ้าว จีถูกผีสิง ซะแล้ว พี่ท็อปจะทำไงเนี้ย
ผีสาวน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆๆๆๆ แถมยังไม่ใกล้ความจิงเท่าไร

#1 By Ming (49.230.153.106|49.230.153.106) on 2014-07-18 16:00