[FIC] : My Roommate Is Gwishin [9/....]

posted on 18 Jul 2014 12:44 by any-poly in MyRoommateIsGwishin directory Fiction
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [9/....]

Rating : PG15

Paring : TempG and more…

Beta Reader : Icysbrani

Author Note : Some ideas from ‘The Master’s Sun’ & ‘Ghost Whisperer’










กงมินจีถอนหายใจก่อนจะเปิดไฟล์ภาพที่ที่เก็บเอาไว้ใน USB ที่ได้รับจากปาร์คบมเมื่อวันก่อน ที่จริงมินจีอยากปฏิเสธเหมือนกันว่าตัวเองเป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ คงไม่ดีแน่ถ้าเกิดมีใครรู้ว่าเจ้าหน้าที่แผนกพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลที่เพิ่งได้รับบรรจุเข้าทำงานแบบสดๆ ร้อนๆ จะแอบเข้าฐานข้อมูลของทางราชการ

แต่เพราะตอนที่คุณยายเสียและยังวนเวียนอยู่ในบ้าน ก็ได้พี่ดาร่ามาช่วยจนวิญญาณของคุณยายข้ามภพไปสำเร็จ มินจีจึงสนิทสนมกับพี่สาวทั้งสองคนมาตลอด 

มินจีมองซ้ายมองขวาก่อนจะเปิดโปรแกรมเปรียบเทียบใบหน้าที่มีบันทึกไว้ในฐานข้อมูลกับภาพสเก็ตซ์ที่ได้มา เสียงระบบทำงานไปช้าๆ คลอกับเสียงนาฬิกาในห้องแล็บ ตาเรียวมองออกไปเห็นออฟฟิศข้างนอกว่างเปล่าเพราะหมดเวลาราชการไปแล้วจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปชงชาร้อนมาแก้วหนึ่งและนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือไปเพื่อฆ่าเวลา

เสียงดังปิ๊บสั้นๆ 2 ครั้งดังขึ้นทำให้มินจีรีบเงยหน้าขึ้นมองหน้าจอด้วยความตกใจ มือบางกดสั่งบันทึกข้อมูลและภาพหน้าบัตรประชาชนของหญิงสาวปริศนาคนนั้นลงธัมไดร์ฟและซุกไว้ในช่องลับของกระเป๋า หล่อนไม่อยากเสี่ยงให้พนักงานรักษาความปลอดภัยสอบถามตอนจรวจกระเป๋าก่อนออกจากตึก

‘เจอคนที่พี่ตามหาแล้วนะคะ’

ข้อความสั้นๆ ถูกส่งไปจากมือถือของมินจีถึงปาร์คบม 




ชเวซึงฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองกลุ้มเรื่องงานหรือเรื่องที่ห้องมากกว่ากัน ร่างสูงถอนใจก่อนจะรวบเอกสารที่แปลและทำสรุปข้อมูลไว้เสร็จแล้วเข้าแฟ้ม ตาคมเหลือบมองเอกสารปึกใหญ่ที่ยังสรุปไม่เสร็จและเหลือบมองเวลาอีกครั้ง นาฬิกาเรือนเล็กบนโต๊ะทำงานบอกว่าเกือบหกโมงเย็นเต็มทีและวันนี้จียงเพราะจะต้องไปเยี่ยมญาติกับพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด

การต้องกลับไปห้องมืดๆ เงียบๆ ทำให้ซึงฮยอนแทบหายใจไม่ออก

มือแข็งแรงเปิดเอกสารปึกที่เหลือตอนที่แดซองซึ่งนั่งอยู่ติดกันลุกขึ้นเตรียมกลับบ้าน เด็กหนุ่มหน้าแมวเกาะแผงกั้นโต๊ะแล้วยิ้มอย่างสดใส

“พี่ซึงฮยอนกลับบ้านเลยมั้ยครับ”
“ยังอ่ะ งานยังไม่เสร็จเลย”

ซึงฮยอนยกปึกเอกสารขึ้นอย่างล้าๆ ก่อนจะมองหน้าแดซองอย่างชั่งใจว่าควรจะขอให้หนุ่มรุ่นน้องไปนอนเป็นเพื่อนดีหรือเปล่า เพราะรู้ว่าแดซองกลัวผียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด 

แต่ว่าของแบบนี้ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะ

“คือว่า ...”
“แดซอง ไปกันหรือยัง”

เสียงใสๆ ของพี่อินนาทำให้ซึงฮยอนไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยค พี่สาวคนสวยเดินมาหาแดซองและยิ้มให้ซึงฮยอนก่อนจะถาม

“ซึงฮยอนงานเสร็จหรือยัง ไปดูหนังด้วยกันไหม”
“คือว่า ...” ร่างสูงมองหน้าแดซองที่ยิ้มแหยๆ ก่อนจะยิ้มให้อินนา “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมขอจัดการพวกนี้ให้เสร็จดีกว่าครับ ไม่งั้นพรุ่งนี้ผมแย่แน่ๆ”
“งั้นก็อย่ากลับดึกมากนะ”

อินนาตอบก่อนจะโบกมือลา ซึงฮยอนยิ้มเจื่อนๆ ตอนที่แดซองเดินตามหลังสาวรุ่นพี่ที่แอบชอบออกจากออฟฟิศไป ร่างสูงถอนหายใจแล้วก้มหน้าก้มตาจัดการเอกสารทั้งหมดที่เตรียมไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นจากงานอีกครั้งซึงฮยอนจึงเห็นว่าเกือบสองทุ่มครึ่งแล้วจึงได้ตัดสินใจเก็บเอกสารที่จัดการเรียบร้อยแล้วใส่แฟ้มและเตรียมตัวกลับบ้าน

อากาศด้านนอกตึกชื้นและค่อนข้างหนาวเพราะฝนที่ตกลงมาช่วงหัวค่ำ ร่างสูงโยนกระเป๋าถือไว้ที่เบาะข้างๆ และขับรถออกจากลานจอดรถชั้นใต้ดิน แสงไฟจากถนส่องเข้ามาที่กระจกหน้ารถพร้อมสายฝนที่พร่างพรมลงมาอีกรอบ คู่รักเดินเบียดกันใต้ร่มคันหนึ่งผ่านหน้ารถของซึงฮยอนที่จอดติดไฟแดง มือแข็งแรงหยิบโทรศัพท์มากดๆ เบอร์ที่คุ้นเคยเพื่อฆ่าเวลาและสุดท้ายก็ตัดสินใจกดโทรออก

“ฮัลโหล” ปลายสายส่งเสียงอู้อี้ๆ เหมือนเป็นหวัด “ว่าไงฮะ โดนผีหลอกเหรอ”
“เวลารับโทรศัพท์นี่เขาให้ถามเรื่องแบบนี้เหรอ”

ชเวซึงฮยอนกรอกตาก่อนจะหัวเราะเบาๆ เพราะคนปลายสายหัวเราะคิกคักทั้งที่เสียงยังอู้อี้ ร่างสูงได้ยินเสียงอีกฝ่ายไอแห้งๆ ผ่านมาทางโทรศัพท์

“เป็นหวัดเหรอ”
“ฮะ อากาศชื้นกว่าที่โซลมากเลย”
“แล้วนายไปหาหมอหรือยังเนี่ย” ซึงฮยอนถามพลางหาบลูทูธมาสวม “เป็นหวัดแล้วปล่อยไว้ไม่ดีนะ เดี๋ยวเกิดปอดบวมไปแย่เลย”
“ผมไม่ใช่เด็กสามขวบนะฮะ กินยาเรียบร้อยจะหายแล้วเนี่ย” 

จียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะชวนคุยเรื่องของกินที่ญาติทำให้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึงฮยอนฟังไปเงียบๆ และตัดสินใจเลี้ยวรถขึ้นทางด่วนออกนอกเมืองแต่ยังไม่วางสาย

“นี่จะถึงห้องหรือยังฮะ” 
“ยังเลย” ซึงฮยอนตอบพลางลดกระจกลงเพื่อส่งเงินค่าทางด่วนให้พนักงาน “วันนี้ฉันว่าจะไปนอนบ้านแม่”
“กลัวล่ะสิฮะ” 
“อือ” ร่างสูงตอบเบาๆ “ใครจะไม่กลัวอะไรแบบนายล่ะ”
“ใครบอกว่าผมไม่กลัวล่ะ แค่กลัวน้อยกว่าคุณหน่อยนึงเอง ตอนนี้พี่ดาร่ากับพี่บมช่วยกันเอารูปสเก็ตซ์ไปหาให้อยู่นะฮะ คิดว่าน่าจะได้เรื่องอะไรบ้างนะ”
“แล้วถ้าเกิดได้เรื่องแล้วจะทำไงต่อ” ซึงฮยอนถามพลางมองกระจกหลังและแซงรถคันหน้าขึ้นไป
“ก็จะได้หาไงฮะว่ายังมีเรื่องอะไรติดค้างต่ออยู่ คุณคนนั้นถึงไม่ยอมไปไหน”
“แล้วถ้านายหาไม่เจอล่ะ”
“คุณซึงฮยอน เราหาเจอแน่ฮะ” เด็กหนุ่มตอบเบาๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องกังวลนะฮะ”
“แต่คราวที่แล้วก็เกือบแย่ไปแล้วนะ ดีที่ป้ายนั่นไม่ได้หล่นใส่นายหรือคุณยองเบ ฉันเป็นห่วงแทบแย่”

ซึงฮยอนพูดออกไปเบาๆ แต่คราวนี้ปลายไม่ได้หัวเราะหรือตอบอะไรกลับมา จียงแค่เงียบไปจนซึงฮยอนประหลาดใจ นานเกือบนาทีหนึ่งก่อนที่จะได้ยินเสียงอู้อี้ของอีกฝ่าย

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ แค่นี้ก่อนดีกว่า ผมต้องไปคุยกับญาติๆ แล้ว”
“โอเค แล้วนายจะกลับมามะรืนนี้ใช่ไหม”
“ฮะ ขับรถดีๆ แล้วกันนะฮะ”
“อืม เจอกันนะ”
“ฮะ”

เด็กหนุ่มวางสายไปตอนที่ซึงฮยอนขับรถออกจากทางด่วนพอดี ซึงฮยอนขับรถไปจอดที่หน้าบ้าน พอเปิดประตูเข้าไปด้านในก็เห็นว่าสนามด้านหน้ากับรอบกำแพงบ้านเปิดไฟไว้สว่าง ประตูใหญ่ทางเข้าบ้านปิดอยู่แต่ไม่ได้ล๊อคไว้ เมื่อเข้าบ้านไปเล่นกับหมาอยู่พักหนึ่ง ร่างสูงก็ได้ยินเสียงคนเดินมาใกล้ๆ พอเงยหน้าขึ้นมาถึงได้เห็นผู้ชายอีกคนที่หน้าคล้ายกับตัวเองเพียงแต่แก่กว่ากำลังถือแก้วไวน์อยู่ในมือ

“คุณพ่ออยู่บ้านเหรอครับ นึกว่าออกไปข้างนอกเสียอีก”
“พ่อเพิ่งกลับมา แต่วันนี้คุณแม่กับพี่ฮเยยุนออกไปงานเลี้ยงกัน เหลือแค่พ่อกับอัลโล่แล้วก็ชาร์ลี”

นายพลชเวตอบเบาๆ ก่อนจะลูบหัวหมาแก่ 2 ตัวที่ทำเสียงงืดๆ ใส่ซึงฮยอนด้วยความตื่นเต้น ซึงฮยอนมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อแล้วแอบยิ้มน้อยๆ เพราะรู้สึกเหมือนเห็นตัวเองในวัยใกล้หกสิบ คุณพ่อของซึงฮยอนเป็นชายร่างสูง ไหล่กว้างและยังดูแข็งแรงต่างจากนายทหารวัยใกล้เกษียณคนอื่นๆ ที่ซึงฮยอนเคยรู้จัก 

ร่างสูงเดินตามคุณพ่อเข้าไปในห้องครัวที่บ้าน ก่อนจะวางกระเป๋าและเปิดตู้เย็นหยิบน้ำแร่ขวดที่แช่ไว้เย็นเฉียบออกมาดื่ม นายพลชเวยังไม่ได้จิบไวน์ที่รินไว้เพิ่มตอนที่ซึงฮยอนดื่มน้ำจนหมดแก้ว

“คุณพ่อทานมื้อเย็นหรือยังครับ”
“ยังเลย ลูกหิวหรือเปล่าล่ะ”
“หิวมากครับ”

ซึงฮยอนพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ทำให้คุณพ่อพลอยหัวเราะไปด้วยก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็นหยิบเนื้อสเต๊กที่คุณแม่หมักใส่ตู้เย็นไว้ออกมาวางและหันไปตั้งกระทะให้ร้อน ซึงฮยอนชอบเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว นายพลชเวอาจจะเป็นนายทหารที่เข้มงวดกับลูกน้อง แต่เมื่ออยู่ที่บ้าน คุณพ่อของซึงฮยอนกลายเป็นผู้ชายน่ารักๆ ที่ชอบทำกับข้าว และใช้เวลาเงียบๆ อยู่ในโรงไม้ที่ทำขึ้นมาด้านหลังบ้านหรือไม่ก็อยู่ที่ห้องอ่านหนังสือ 

สุดท้ายลูกชายคนเล็กบ้านตระกูลชเวเลยกลายเป็นลูกมือช่วยหั่นแครอทสดกับแตงกวาเป็นแท่งๆ ใส่แก้วแช่น้ำแข็งเตรียมไว้เป็นเครื่องเคียงนอกจากพวกข้าวโพดกับผักอีกสองสามอย่างที่คุณพ่อเอาไปย่างให้สุก

กลิ่นเนื้อที่อยู่บนกระทะและน้ำเกรวี่อุ่นๆ บนเตาทำให้ซึงฮยอนหิวยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งมาถึง

มื้อเย็นของคุณพ่อกับลูกชายผ่านไปอย่างเงียบๆ เหมือนทุกครั้ง ซึงฮยอนกินสเต็กจนหมดและดื่มไวน์ไปอีกสองแก้วก่อนจะยกจานไปล้างระหว่างที่คุณพ่อกำลังกินแอปเปิ้ลเป็นของหวานล้างปาก 

“คุณพ่อเอาไวน์เพิ่มไหมครับ”
“เอาสิ หยิบมาจากในตู้เลย ขวดไหนก็ได้”

ร่างสูงเปิดตู้แช่ไวน์ที่อยู่ข้างๆ ตู้เย็นและเลือกหยิบออกมาเปิดขวดหนึ่ง ไวน์เป็นเครื่องดื่มอย่างหนึ่งที่ซึงฮยอนดื่มตามคุณพ่อ แม้ช่วงหลังๆ จะไม่ค่อยได้ดื่มบ่อยนักแต่ไวน์ก็ยังเป็นเครื่องดื่มที่ซึงฮยอนชอบที่สุด มือแข็งแรงรินไวน์ลงแก้วให้คุณพ่อและเติมแก้วของตัวเองก่อนจะนั่งลงดื่มเงียบๆ

“เดี๋ยวพ่อว่าจะไปที่โรงไม้หน่อย” นายพลชเวเอ่ยขึ้นเบาๆ ตอนที่ซึงฮยอนเติมไวน์ให้อีกรอบ “ซึงฮยอนขึ้นไปพักผ่อนเลยก็ได้นะลูก”
“ผมไปด้วยดีกว่าครับ”

ตาคมแบบเดียวกับของซึงฮยอนมองมาตรงๆ ก่อนที่นายพลชเวจะพยักหน้าและถือแก้วไวน์เดินนำไป อากาศด้านนอกวันนี้ค่อนข้างชื้นเพราะฝนตกเพิ่งหยุดตกได้ไม่นาน แต่ในโรงไม้หลังบ้านกลับอุ่นและแห้งกว่าเพราะเครื่องปรับอากาศ

ร่างสูงมองไปรอบๆ และรู้สึกเหมือนตัวเองกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งเพราะทุกอย่างในห้องนี้ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือต่างๆ อย่างตะไบ สว่าน ค้อน ที่จัดวางไว้ตรงผนังข้างหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นโต๊ะวางแผ่นไม้ กระดาษร่างแบบ และโต๊ะตัวใหญ่กลางห้องมีเรือจำลองลำเล็กขึ้นโครงกระดูกงูค้างไว้อยู่

“จะต่อเรือลำใหม่เหรอครับ”

ซึงฮยอนถามพลางลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ คุณพ่อที่นั่งลงตรงหน้าโต๊ะเขียนแบบ นายพลชเวพยักหน้าและไม่พูดอะไรต่อ ตาคมของซึงฮยอนกวาดมองแบบร่างคร่าวๆ บนโต๊ะและเอ่ยขึ้นมาเบาๆ 

“แบบเรือเหมือนลำที่คุณพ่อต่อให้คุณย่าเลยนี่ครับ”
“ใช่ พ่อตั้งใจว่าจะต่อแบบเดียวกันน่ะ” นายพลเชวพูดเบาๆ พลางยกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบ “ช่วงนี้จู่ๆ พ่อก็นึกถึงคุณปู่ขึ้นมาน่ะ”

ลูกชายคนเล็กของตระกูลชเวมองหน้าคุณพ่อที่ยังยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม คุณปู่ของซึงฮยอนเป็นทหารนาวิกโยธินต่างจากคุณพ่อที่เป็นทหารอากาศ เรื่องหนึ่งที่ซึงฮยอนรู้ว่าทำให้คุณพ่อรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ คือการที่เขาตัดสินใจไม่เป็นทหารเหมือนกับผู้ชายคนอื่นๆ ในครอบครัว

แต่เพราะคุณพ่อไม่เคยพูด ซึงฮยอนจึงไม่เคยยกเรื่องนี้ขึ้นมาคิดอีก

เรือไม้จำลองที่คุณพ่อต่อเล่นอยู่เสมอเมื่อมีเวลาว่างเป็นอิทธิพลอย่างหนึ่งที่คุณปู่ส่งมาถึงคุณพ่อ ซึงฮยอนยังจำตอนที่ตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ นั่งดูคุณพ่อกับคุณปู่ช่วยกันตัดและขัดไม้เพื่อนำมาต่อเรือจำลอง ของเล่นวัยเด็กของซึงฮยอนที่ได้จากคุณปู่คือเรือที่เหมือนของจริงแต่ขนาดเล็กกว่าและสามารถใส่เครื่องยนต์เล็กๆ ให้เอาลงไปเล่นในสระได้จริงๆ 

“มีอะไรไม่สบายใจเหรอลูก”

เสียงทุ้มๆ ของคุณพ่อทำลายความเงียบ ซึงฮยอนสบตาคุณพ่อด้วยความอึดอัดเพราะตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยโกหกคุณพ่อ