[Fic] Masquerade [1/...]

posted on 27 Jul 2014 15:54 by any-poly in Masquerade directory Fiction

Fic : Masquerade [1/...]

Paring : TempG

Rating : PG17

A/N : What goes around, comes around

 

 

 

 

เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยคำลวงและการหักหลัง มนุษยธรรมจึงมักถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ 

 

 

 

‘ วันนี้เป็นครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์จับกุมนักการเมืองชื่อดัง ชเวจินฮยอก ผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ลอบวางเพลิงตึกสูงชื่อ โอไรออน (Orion) ซึ่งเป็นตึกสูงที่สุดย่านคังนัมในปี 1994 ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบริษัทที่ตั้งสำนักงานในตึกนั้นและมีผู้เสียชีวิตถึง 125 คน .... ’

 

“ไม่นึกว่าผมจะน่าเบื่อขนาดที่คุณต้องเปิดทีวีดูแบบนี้”

เสียงทุ้มของอีกฝ่ายกระซิบอยู่ที่ข้างหูทำให้ร่างบางต้องขยับหนีสัมผัสยุกยิกนั้น มือแข็งแรงเอื้อมมาหยิบรีโมทโทรทัศน์ที่อีกฝ่ายถือไว้ก่อนจะกดปุ่มที่ทำให้ภาพการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวสาวหายไปจากหน้าจอ ร่างบางยิ้มอย่างซุกซนเมื่อต้นขาสัมผัสกับผิวเนื้อของอีกฝ่าย

“ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณตื่น” คนตัวเล็กกว่าเอ่ยเสียงเบาและยกแขนเพรียวขึ้นโอบรอบคอร่างสูง “ก็แค่เปิดทีวีดูไปเรื่อยเปื่อย”

“คุณปลุกผม รู้ตัวหรือเปล่า”

ตาเรียวสีน้ำตาลจ้องลึกเข้าไปในแก้วตาสีดำสนิทของคนพูดก่อนจะขยับสะโพกให้บดเบียดต้นขาของอีกฝ่ายและส่งยิ้มเหมือนไม่รู้ความหมายของประโยคนั้น

“งั้นนอนต่อไหมครับ”

“ไม่ล่ะ”

ริมฝีปากหยักของร่างสูงแนบสนิทกับกลีบปากบาง ฝ่ามือไล่ไล้ลงตามแนวโค้งของสันหลัง ร่างบางส่งเสียงเบาๆ ด้วยความพอใจเมื่อริมฝีปากหยักของอีกเลื่อนไปเล็มผิวเนื้อแถวๆ หูข้างซ้าย ริมฝีปากบางจึงคลี่ยิ้มก่อนเอ่ยถาม

“ไม่คิดจะบอกชื่อหน่อยเหรอครับ”

“จำเป็นด้วยเหรอ” คิ้วเข้มขมวดแต่กลับมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มบนริมฝีปาก

“คิดว่าไม่นะ”

ร่างบางคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะดันไหล่กว้างให้อีกฝ่ายเอนลงไปอยู่ด้านล่าง รอยยิ้มร้ายของร่างสูงให้รสเหมือนตอนที่กำลังดื่มวอดก้า เครื่องดื่มไร้สีแต่รสแรงเกินกว่าจะละเลียดจิบทีละน้อย ตาเรียวหลับลงเมื่อรู้สึกว่าสัมผัสของอีกฝ่ายร้อนรุ่มแค่ไหน

 

สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่เมามายกับรสชาติของอีกฝ่ายเกินกว่าจะห้ามใจไหว 

 

 

ความเมื่อยล้าทั่วทั้งร่างคือสัญญาณประท้วงจากร่างกายว่ามันถูกใช้งานอย่างหักโหมเกินไปเมื่อคืนนี้ ตาเรียวยังคงไม่เปิดรับแสงในห้องเมื่อพยายามเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์มือถือที่กำลังแผดเสียงร้องอยู่บนโต๊ะเล็กข้างเตียง นิ้วโป้งปัดหน้าจออย่างหงุดหงิดก่อนวางโทรศัพท์แนบหู

“ฮัลโหล”

“นายไปมุดหัวอยู่ที่ไหนเนี่ย” คนปลายถามอย่างเดือดดาล “รู้ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น”

“มีอะไรล่ะ ก็พูดมาสิ”

ร่างบางพลิกตัวขึ้นนอนหงายและนิ่วหน้าอย่างหัวเสียเมื่อรู้สึกว่ามีของเหลวเหนียวเหนอะไหลเปรอะเปื้อนต้นขาด้านใน แต่ร่างกายก็ยังเมื่อยล้าเกินกว่าจะลุกไปทำความสะอาดตัวเองตอนนี้

“มีเรื่องน่ะสิ”

“อะไรนะ พูดอีกทีซิยองเบ”

“เอาไว้ค่อยพูดแบบละเอียดตอนนายมาถึงที่ออฟฟิศฉันแล้วกัน”

คนที่โทรมาตัดสายทิ้งไปก่อนที่คนฟังจะทันตั้งตัว ร่างบางถอนหายใจและลุกขึ้นเลื่อนดูเบอร์ไม่ได้รับและข้อความในมือถือ สายไม่ได้รับ 13 สาย กว่าครึ่งเป็นของยองเบและที่เหลือเป็นสายจากเลขาของพ่อ ข้อความที่ยังไม่ได้อ่านทั้งหมดมาจากเลขาของเขาเอง

 

ควอนจียงรู้สึกหัวหมุนไปหมดตอนที่โยนโทรศัพท์มือถือลงบนเตียงนอน

 

ตาเรียวกวาดมองไปรอบห้องพักในโรงแรมและไม่เห็นวี่แววของคนที่อยู่ด้วยกันทั้งคืน ที่จริงเขารู้ว่าอีกฝ่ายคงออกไปนานแล้วเพราะเตียงฝั่งที่ฝ่ายนั้นนอนอยู่เย็นชืด จียงคว้ากางเกงที่พาดอยู่กับเก้าอี้มาควานหากระเป๋าเงิน และพบว่าบัตรเครดิตทั้งหมดกับเงินสดยังอยู่ครบ

จียงถอนใจและโยนกระเป๋าเงินลงไปกองข้างๆ โทรศัพท์ก่อนจะลุกไปจัดการทำความสะอาดตัวเองในห้องน้ำ ร่างบางหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นรอยแดงเป็นจ้ำตรงแผ่นอกและซอกคอ สายน้ำอุ่นจัดจนเกือบร้อนจากฝักบัวช่วยบรรเทาอากาศตึงๆ ที่ท้ายทอยลงไปได้จนเกือบหายสนิท

“แดมน์!”

ร่างบางสบถเมื่อพยายามทำให้ตัวเองสะอาดใต้สายน้ำอุ่น แต่คราบลื่นนั้นดูเหมือนจะไม่ยอมหมดไปง่ายๆ ปกติแล้วเขาไม่ต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ เพราะจียงไม่เคยยอมให้ใครโดยไม่ป้องกันตัวเอง แต่กับคนที่หายไปแล้วคนนี้กลับยอมง่ายๆ

มือบางกดสบู่เหลวมาทำความสะอาดตัวเองอีกครั้งและพยายามทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ทีละเหตุการณ์ เขาจำได้ว่าเข้าไปในผับคนเดียวและไม่เดินเข้าไปในโซนวีไอพี แต่กลับไปสั่งเบอร์เบินมาดื่มที่ตรงหน้าบาร์ อีกฝ่ายเข้ามาตอนที่เขาสั่งเครื่องดื่มแก้วที่สาม ฝ่ายนั้นสั่งวอดก้า

จียงส่ายหัวไล่ภาพความทรงจำที่เหลือออกไป เพราะไหนๆ อีกฝ่ายก็ไปนานแล้วไร้ประโยชน์ที่จะนึกถึงอีก ทั้งที่รู้ว่ายองเบคงหัวเสียน่าดูที่ไปช้า แต่เขาก็ยังอาบน้ำอย่างประณีต พอจะเดินมาหยิบเสื้อผ้าคิ้วบางก็ขมวดก่อนจะคลี่ยิ้มเพราะเพิ่งสังเกตว่าฝ่ายนั้นหยิบเสื้อกับกางเกงมาวางพาดไว้ให้ที่เก้าอี้แถมหยิบรองเท้ามาวางไว้ให้อย่างเรียบร้อย

ชุดอาหารเช้าบนโต๊ะกลางในห้องนั่งเล่นเกือบถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดีถ้าจียงไม่บังเอิญเห็นกุหลาบขาวดอกโตวางไว้ด้วย ร่างบางตัดสินใจเดินเข้าไปดูโดยไม่แตะต้องอาหารเช้าและสายตาก็สะดุดกับกระดาษที่พับเอาไว้ใต้ดอกกุหลาบ มือบางคลี่มันออกและขมวดคิ้วใส่ลายมือขยุกขยิกบนกระดาษ

 

ผมเสียใจที่ไม่มีโอกาสบอกลาคุณ ขอให้ถือว่าค่าห้องพักและชุดอาหารเช้าเป็นคำขอโทษที่เป็นรูปธรรมจากผม กรุณารับไว้ด้วยความเต็มใจนะครับ และหวังว่าเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีก 

 

“เฮอะ! คำขอโทษที่เป็นรูปธรรม” จียงเอ่ยพลางทำหน้าเยาะเย้ยเมื่อคิดถึงรอยยิ้มร้ายๆ ของอีกฝ่าย “เขียนโน้ตไว้แต่ไม่ยอมลงชื่อ ให้ตายเถอะ”

ร่างบางพับกระดาษจดหมายของโรงแรมเก็บใส่กระเป๋ากางเกงและหยิบกุหลาบขาวที่วางไว้บนโต๊ะติดมือมาก่อนออกจากห้อง ตาเรียวซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตากันแดดอันใหญ่ตอนที่มองไปเห็นกล้องวงจรปิดตัวเล็กที่บันทึกภาพในลิฟต์ของโรงแรม จียงอดกังวลใจไม่ได้เมื่อนึกได้ว่าเมื่อคืนนี้ยอมให้อีกฝ่ายจูบดูดดื่มในลิฟต์ ถ้าเกิดมีคนเอารูปหรือคลิปมาข่มขู่เรียกเงิน จียงเดาว่ายองเบคงอยากฆ่าเขาทิ้งแทนที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับมือดีนั่นแน่ๆ

 

แต่หมอนั่นจูบเก่งเป็นบ้าจริงๆ

 

จียงไล่ความคิดทั้งหมดออกไปตอนที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่าง ร่างบางเดินไปยื่นคีย์การ์ดให้พนักงานหน้าล๊อบบี้ หญิงสาวหน้าตาสะสวยโค้งขอบคุณอย่างสุภาพและแจ้งว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ร่างบางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามพนักงานสาวเบาๆ

“ช่วยดูบัตรเครดิตที่จ่ายค่าห้องให้หน่อยได้ไหมครับว่าเป็นชื่อใคร”

“สักครู่นะคะ” พนักงานสาวตอบแล้วเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารมาเปิด “ลูกค้าชำระเงินแล้วเป็นเงินสดค่ะ ไม่มีการใช้จ่ายผ่านบัตร”

“แล้วคนที่จ่ายเงินเซ็นชื่อไว้หรือเปล่าครับ”

“เซ็นชื่อไว้เป็นชื่อคุณควอนจียงค่ะ”

“โอเค ขอบคุณมากครับ”

จียงพยักหน้าเป็นการขอบคุณพนักงานสาว เธอโค้งให้อย่างสุภาพและไม่แสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็นมากไปกว่านั้น นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่จียงเลือกชวนฝ่ายนั้นออกจากผับและตรงมาที่นี่ ค่าห้องค้างคืนเพียงคืนเดียวอาจจะเท่าค่าตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดสำหรับเดินทางไปต่างประเทศ แต่บรรยากาศและการบริการต่างจากโรงแรมทั่วไปลิบลับ และประเด็นสำคัญอยู่ที่เขาไม่ได้เป็นคนจ่าย

 

แต่ฝ่ายนั้นจะรู้สึกว่าเขาไร้ค่าเหมือนสาวๆ ที่เขาเคยหิ้วมาค้างหรือเปล่า จียงไม่แน่ใจนัก

 

 

ทงยองเบแทบจะปาข้าวของลงพื้นถ้าไม่ติดว่ากำลังอยู่ในออฟฟิศ เขาโทรหาเจ้านายหลายต่อหลายครั้ง แต่จียงไม่ยอมรับสายเลยหลังจากที่ติดต่อได้ตอนเกือบ 11 โมงเช้า ตอนนี้เกือบบ่ายโมงตรงแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เห็นหน้าอีกฝ่าย

ยองเบอยากรู้นักว่าจียงจะยังสบายใจอยู่อีกไหมถ้ารู้ว่าเมื่อเช้านี้ตำรวจกับหน่วยสอบสวนการทุจริตและการฟอกเงินถือหมายศาลเข้าไปค้นบริษัทตั้งแต่ตอนแปดโมงเช้า เอกสารทางบัญชีทั้งหมดรวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องถูกอายัติไว้เป็นหลักฐาน แม้กระทั่งห้องทำงานของจียงก็ถูกรื้อจนเละเทะ แต่ที่ตัดสินใจไม่บอกจียงทางโทรศัพท์เพราะเขาไม่แน่ใจว่าจียงจะหงุดหงิดแค่ไหน

 

ในเวลาแบบนี้จียงควรจะอยู่เงียบๆ และเป็นข่าวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“ว่าไง คุณทนาย มีเรื่องอะไร”

ควอนจียงเอ่ยถามมาตั้งแต่ผลักประตูเข้ามาในห้องทำงานของยองเบ คุณทนายของจียงมองหน้าและสังเกตว่าจียงยังใส่ชุดเดิมตั้งแต่ออกจากงานเลี้ยงเมื่อคืนเพียงแต่ไม่มีสูทสวมทับเสื้อเชิ้ต แต่ยองเบไม่คิดว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่เท่ากับเรื่องที่เจออยู่

“วันนี้เราเจอหมายศาล”

“เรื่องอะไร” คิ้วเรียวขมวด “ฉันไม่ได้ขับรถเร็วหรือไปชนใครนะ”

“เรื่องมันใหญ่กว่านั้นอีกจียง มีคนส่งเรื่องไปที่หน่วยสอบสวนการฟอกเงินว่าบริษัทพ่อนายตกแต่งบัญชีเพื่อเลี่ยงภาษี วันนี้ตำรวจกับเจ้าหน้าที่เลยเอาหมายศาลมาค้น”

“ตลก!” ควอนจียงพูดอย่างหงุดหงิด “ถามจริงเถอะ มีบริษัทที่จ่ายภาษีแบบไม่หาทางลดหย่อนจริงๆ เหรอ”

“หน่วยสอบสวนน่ะมีหลักฐานที่จะเอาผิดเรื่องการฟอกเงินอยู่นะ ตอนนี้ฉันกำลังหาอยู่ว่าใครเป็นมือดีเรื่องนี้”

“ยองเบ” ร่างบางถอนแว่นตาดำที่สวมอยู่และโยนมันลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย “นายคิดว่าซึงรีเล่นตุกติกกับเราหรือเปล่า”

“ไม่แน่นอน ซึงรีคุมบัญชีทั้งหมดของนายที่มี เขาไม่เอาตัวเองเสี่ยงคุกแน่ๆ เพราะถ้านายหรือพ่อนายโดนเรื่องนี้ เขาก็จะโดนไปด้วย”

“งั้นนายสงสัยใคร”

“ฉันยังไม่เจอใครที่น่าสงสัย”

“เราจะรอดเรื่องนี้ใช่ไหม”

จียงมองหน้าอีกฝ่ายตอนที่ตั้งคำถาม ทงยองเบเป็นทนายเหมือนพ่อของเขา สองพ่อลูกตระกูลนี้ทำงานกับพ่อของจียงมาตั้งแต่ตั้งบริษัท ความลับหลายอย่างของพ่อเขามีพ่อยองเบเป็นคนช่วยดูแลให้

“เรารอดแน่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” ยองเบพูดเบาๆ ด้วยสีหน้ายิ้มๆ “คนทั่วไปมักเชื่อว่ากฎหมายคือความยุติธรรม แต่คำนิยามที่แท้จริงของความยุติธรรมก็คือเมื่อเราพิสูจน์ให้คนที่ฟังเรื่องราวของเราเชื่อว่ามันคือความจริง”

“ทนายความเขาไม่ควรคิดกันอย่างนี้นะ ฉันว่านะ”

จียงพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นเพราะคำรับรองของอีกฝ่าย ยองเบเดินไปที่โต๊ะเล็กมุมห้องและรินกาแฟดำอุ่นๆ จากหม้อต้มกาแฟมาเผื่อจียงแก้วหนึ่ง

“มีแต่คนที่ไม่ได้เป็นทนายนั่นแหละที่คิดแบบนั้น” ทงยองเบพูดพลางหัวเราะเบาๆ “วันนี้หุ้นบริษัทพ่อนายร่วงตั้งแต่เปิดตลาด นายดูพวกผู้ถือหุ้นของนายเอาไว้ดีๆ แล้วกัน ช่วง