[Fic] Masquerade [1/...]

posted on 27 Jul 2014 15:54 by any-poly in Masquerade directory Fiction

Fic : Masquerade [1/...]

Paring : TempG

Rating : PG17

A/N : What goes around, comes around

 

 

 

 

เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยคำลวงและการหักหลัง มนุษยธรรมจึงมักถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ 

 

 

 

‘ วันนี้เป็นครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์จับกุมนักการเมืองชื่อดัง ชเวจินฮยอก ผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ลอบวางเพลิงตึกสูงชื่อ โอไรออน (Orion) ซึ่งเป็นตึกสูงที่สุดย่านคังนัมในปี 1994 ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบริษัทที่ตั้งสำนักงานในตึกนั้นและมีผู้เสียชีวิตถึง 125 คน .... ’

 

“ไม่นึกว่าผมจะน่าเบื่อขนาดที่คุณต้องเปิดทีวีดูแบบนี้”

เสียงทุ้มของอีกฝ่ายกระซิบอยู่ที่ข้างหูทำให้ร่างบางต้องขยับหนีสัมผัสยุกยิกนั้น มือแข็งแรงเอื้อมมาหยิบรีโมทโทรทัศน์ที่อีกฝ่ายถือไว้ก่อนจะกดปุ่มที่ทำให้ภาพการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวสาวหายไปจากหน้าจอ ร่างบางยิ้มอย่างซุกซนเมื่อต้นขาสัมผัสกับผิวเนื้อของอีกฝ่าย

“ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณตื่น” คนตัวเล็กกว่าเอ่ยเสียงเบาและยกแขนเพรียวขึ้นโอบรอบคอร่างสูง “ก็แค่เปิดทีวีดูไปเรื่อยเปื่อย”

“คุณปลุกผม รู้ตัวหรือเปล่า”

ตาเรียวสีน้ำตาลจ้องลึกเข้าไปในแก้วตาสีดำสนิทของคนพูดก่อนจะขยับสะโพกให้บดเบียดต้นขาของอีกฝ่ายและส่งยิ้มเหมือนไม่รู้ความหมายของประโยคนั้น

“งั้นนอนต่อไหมครับ”

“ไม่ล่ะ”

ริมฝีปากหยักของร่างสูงแนบสนิทกับกลีบปากบาง ฝ่ามือไล่ไล้ลงตามแนวโค้งของสันหลัง ร่างบางส่งเสียงเบาๆ ด้วยความพอใจเมื่อริมฝีปากหยักของอีกเลื่อนไปเล็มผิวเนื้อแถวๆ หูข้างซ้าย ริมฝีปากบางจึงคลี่ยิ้มก่อนเอ่ยถาม

“ไม่คิดจะบอกชื่อหน่อยเหรอครับ”

“จำเป็นด้วยเหรอ” คิ้วเข้มขมวดแต่กลับมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มบนริมฝีปาก

“คิดว่าไม่นะ”

ร่างบางคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะดันไหล่กว้างให้อีกฝ่ายเอนลงไปอยู่ด้านล่าง รอยยิ้มร้ายของร่างสูงให้รสเหมือนตอนที่กำลังดื่มวอดก้า เครื่องดื่มไร้สีแต่รสแรงเกินกว่าจะละเลียดจิบทีละน้อย ตาเรียวหลับลงเมื่อรู้สึกว่าสัมผัสของอีกฝ่ายร้อนรุ่มแค่ไหน

 

สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่เมามายกับรสชาติของอีกฝ่ายเกินกว่าจะห้ามใจไหว 

 

 

ความเมื่อยล้าทั่วทั้งร่างคือสัญญาณประท้วงจากร่างกายว่ามันถูกใช้งานอย่างหักโหมเกินไปเมื่อคืนนี้ ตาเรียวยังคงไม่เปิดรับแสงในห้องเมื่อพยายามเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์มือถือที่กำลังแผดเสียงร้องอยู่บนโต๊ะเล็กข้างเตียง นิ้วโป้งปัดหน้าจออย่างหงุดหงิดก่อนวางโทรศัพท์แนบหู

“ฮัลโหล”

“นายไปมุดหัวอยู่ที่ไหนเนี่ย” คนปลายถามอย่างเดือดดาล “รู้ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น”

“มีอะไรล่ะ ก็พูดมาสิ”

ร่างบางพลิกตัวขึ้นนอนหงายและนิ่วหน้าอย่างหัวเสียเมื่อรู้สึกว่ามีของเหลวเหนียวเหนอะไหลเปรอะเปื้อนต้นขาด้านใน แต่ร่างกายก็ยังเมื่อยล้าเกินกว่าจะลุกไปทำความสะอาดตัวเองตอนนี้

“มีเรื่องน่ะสิ”

“อะไรนะ พูดอีกทีซิยองเบ”

“เอาไว้ค่อยพูดแบบละเอียดตอนนายมาถึงที่ออฟฟิศฉันแล้วกัน”

คนที่โทรมาตัดสายทิ้งไปก่อนที่คนฟังจะทันตั้งตัว ร่างบางถอนหายใจและลุกขึ้นเลื่อนดูเบอร์ไม่ได้รับและข้อความในมือถือ สายไม่ได้รับ 13 สาย กว่าครึ่งเป็นของยองเบและที่เหลือเป็นสายจากเลขาของพ่อ ข้อความที่ยังไม่ได้อ่านทั้งหมดมาจากเลขาของเขาเอง

 

ควอนจียงรู้สึกหัวหมุนไปหมดตอนที่โยนโทรศัพท์มือถือลงบนเตียงนอน

 

ตาเรียวกวาดมองไปรอบห้องพักในโรงแรมและไม่เห็นวี่แววของคนที่อยู่ด้วยกันทั้งคืน ที่จริงเขารู้ว่าอีกฝ่ายคงออกไปนานแล้วเพราะเตียงฝั่งที่ฝ่ายนั้นนอนอยู่เย็นชืด จียงคว้ากางเกงที่พาดอยู่กับเก้าอี้มาควานหากระเป๋าเงิน และพบว่าบัตรเครดิตทั้งหมดกับเงินสดยังอยู่ครบ

จียงถอนใจและโยนกระเป๋าเงินลงไปกองข้างๆ โทรศัพท์ก่อนจะลุกไปจัดการทำความสะอาดตัวเองในห้องน้ำ ร่างบางหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นรอยแดงเป็นจ้ำตรงแผ่นอกและซอกคอ สายน้ำอุ่นจัดจนเกือบร้อนจากฝักบัวช่วยบรรเทาอากาศตึงๆ ที่ท้ายทอยลงไปได้จนเกือบหายสนิท

“แดมน์!”

ร่างบางสบถเมื่อพยายามทำให้ตัวเองสะอาดใต้สายน้ำอุ่น แต่คราบลื่นนั้นดูเหมือนจะไม่ยอมหมดไปง่ายๆ ปกติแล้วเขาไม่ต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ เพราะจียงไม่เคยยอมให้ใครโดยไม่ป้องกันตัวเอง แต่กับคนที่หายไปแล้วคนนี้กลับยอมง่ายๆ

มือบางกดสบู่เหลวมาทำความสะอาดตัวเองอีกครั้งและพยายามทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ทีละเหตุการณ์ เขาจำได้ว่าเข้าไปในผับคนเดียวและไม่เดินเข้าไปในโซนวีไอพี แต่กลับไปสั่งเบอร์เบินมาดื่มที่ตรงหน้าบาร์ อีกฝ่ายเข้ามาตอนที่เขาสั่งเครื่องดื่มแก้วที่สาม ฝ่ายนั้นสั่งวอดก้า

จียงส่ายหัวไล่ภาพความทรงจำที่เหลือออกไป เพราะไหนๆ อีกฝ่ายก็ไปนานแล้วไร้ประโยชน์ที่จะนึกถึงอีก ทั้งที่รู้ว่ายองเบคงหัวเสียน่าดูที่ไปช้า แต่เขาก็ยังอาบน้ำอย่างประณีต พอจะเดินมาหยิบเสื้อผ้าคิ้วบางก็ขมวดก่อนจะคลี่ยิ้มเพราะเพิ่งสังเกตว่าฝ่ายนั้นหยิบเสื้อกับกางเกงมาวางพาดไว้ให้ที่เก้าอี้แถมหยิบรองเท้ามาวางไว้ให้อย่างเรียบร้อย

ชุดอาหารเช้าบนโต๊ะกลางในห้องนั่งเล่นเกือบถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดีถ้าจียงไม่บังเอิญเห็นกุหลาบขาวดอกโตวางไว้ด้วย ร่างบางตัดสินใจเดินเข้าไปดูโดยไม่แตะต้องอาหารเช้าและสายตาก็สะดุดกับกระดาษที่พับเอาไว้ใต้ดอกกุหลาบ มือบางคลี่มันออกและขมวดคิ้วใส่ลายมือขยุกขยิกบนกระดาษ

 

ผมเสียใจที่ไม่มีโอกาสบอกลาคุณ ขอให้ถือว่าค่าห้องพักและชุดอาหารเช้าเป็นคำขอโทษที่เป็นรูปธรรมจากผม กรุณารับไว้ด้วยความเต็มใจนะครับ และหวังว่าเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีก 

 

“เฮอะ! คำขอโทษที่เป็นรูปธรรม” จียงเอ่ยพลางทำหน้าเยาะเย้ยเมื่อคิดถึงรอยยิ้มร้ายๆ ของอีกฝ่าย “เขียนโน้ตไว้แต่ไม่ยอมลงชื่อ ให้ตายเถอะ”

ร่างบางพับกระดาษจดหมายของโรงแรมเก็บใส่กระเป๋ากางเกงและหยิบกุหลาบขาวที่วางไว้บนโต๊ะติดมือมาก่อนออกจากห้อง ตาเรียวซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตากันแดดอันใหญ่ตอนที่มองไปเห็นกล้องวงจรปิดตัวเล็กที่บันทึกภาพในลิฟต์ของโรงแรม จียงอดกังวลใจไม่ได้เมื่อนึกได้ว่าเมื่อคืนนี้ยอมให้อีกฝ่ายจูบดูดดื่มในลิฟต์ ถ้าเกิดมีคนเอารูปหรือคลิปมาข่มขู่เรียกเงิน จียงเดาว่ายองเบคงอยากฆ่าเขาทิ้งแทนที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับมือดีนั่นแน่ๆ

 

แต่หมอนั่นจูบเก่งเป็นบ้าจริงๆ

 

จียงไล่ความคิดทั้งหมดออกไปตอนที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่าง ร่างบางเดินไปยื่นคีย์การ์ดให้พนักงานหน้าล๊อบบี้ หญิงสาวหน้าตาสะสวยโค้งขอบคุณอย่างสุภาพและแจ้งว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ร่างบางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามพนักงานสาวเบาๆ

“ช่วยดูบัตรเครดิตที่จ่ายค่าห้องให้หน่อยได้ไหมครับว่าเป็นชื่อใคร”

“สักครู่นะคะ” พนักงานสาวตอบแล้วเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารมาเปิด “ลูกค้าชำระเงินแล้วเป็นเงินสดค่ะ ไม่มีการใช้จ่ายผ่านบัตร”

“แล้วคนที่จ่ายเงินเซ็นชื่อไว้หรือเปล่าครับ”

“เซ็นชื่อไว้เป็นชื่อคุณควอนจียงค่ะ”

“โอเค ขอบคุณมากครับ”

จียงพยักหน้าเป็นการขอบคุณพนักงานสาว เธอโค้งให้อย่างสุภาพและไม่แสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็นมากไปกว่านั้น นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่จียงเลือกชวนฝ่ายนั้นออกจากผับและตรงมาที่นี่ ค่าห้องค้างคืนเพียงคืนเดียวอาจจะเท่าค่าตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดสำหรับเดินทางไปต่างประเทศ แต่บรรยากาศและการบริการต่างจากโรงแรมทั่วไปลิบลับ และประเด็นสำคัญอยู่ที่เขาไม่ได้เป็นคนจ่าย

 

แต่ฝ่ายนั้นจะรู้สึกว่าเขาไร้ค่าเหมือนสาวๆ ที่เขาเคยหิ้วมาค้างหรือเปล่า จียงไม่แน่ใจนัก

 

 

ทงยองเบแทบจะปาข้าวของลงพื้นถ้าไม่ติดว่ากำลังอยู่ในออฟฟิศ เขาโทรหาเจ้านายหลายต่อหลายครั้ง แต่จียงไม่ยอมรับสายเลยหลังจากที่ติดต่อได้ตอนเกือบ 11 โมงเช้า ตอนนี้เกือบบ่ายโมงตรงแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เห็นหน้าอีกฝ่าย

ยองเบอยากรู้นักว่าจียงจะยังสบายใจอยู่อีกไหมถ้ารู้ว่าเมื่อเช้านี้ตำรวจกับหน่วยสอบสวนการทุจริตและการฟอกเงินถือหมายศาลเข้าไปค้นบริษัทตั้งแต่ตอนแปดโมงเช้า เอกสารทางบัญชีทั้งหมดรวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องถูกอายัติไว้เป็นหลักฐาน แม้กระทั่งห้องทำงานของจียงก็ถูกรื้อจนเละเทะ แต่ที่ตัดสินใจไม่บอกจียงทางโทรศัพท์เพราะเขาไม่แน่ใจว่าจียงจะหงุดหงิดแค่ไหน

 

ในเวลาแบบนี้จียงควรจะอยู่เงียบๆ และเป็นข่าวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“ว่าไง คุณทนาย มีเรื่องอะไร”

ควอนจียงเอ่ยถามมาตั้งแต่ผลักประตูเข้ามาในห้องทำงานของยองเบ คุณทนายของจียงมองหน้าและสังเกตว่าจียงยังใส่ชุดเดิมตั้งแต่ออกจากงานเลี้ยงเมื่อคืนเพียงแต่ไม่มีสูทสวมทับเสื้อเชิ้ต แต่ยองเบไม่คิดว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่เท่ากับเรื่องที่เจออยู่

“วันนี้เราเจอหมายศาล”

“เรื่องอะไร” คิ้วเรียวขมวด “ฉันไม่ได้ขับรถเร็วหรือไปชนใครนะ”

“เรื่องมันใหญ่กว่านั้นอีกจียง มีคนส่งเรื่องไปที่หน่วยสอบสวนการฟอกเงินว่าบริษัทพ่อนายตกแต่งบัญชีเพื่อเลี่ยงภาษี วันนี้ตำรวจกับเจ้าหน้าที่เลยเอาหมายศาลมาค้น”

“ตลก!” ควอนจียงพูดอย่างหงุดหงิด “ถามจริงเถอะ มีบริษัทที่จ่ายภาษีแบบไม่หาทางลดหย่อนจริงๆ เหรอ”

“หน่วยสอบสวนน่ะมีหลักฐานที่จะเอาผิดเรื่องการฟอกเงินอยู่นะ ตอนนี้ฉันกำลังหาอยู่ว่าใครเป็นมือดีเรื่องนี้”

“ยองเบ” ร่างบางถอนแว่นตาดำที่สวมอยู่และโยนมันลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย “นายคิดว่าซึงรีเล่นตุกติกกับเราหรือเปล่า”

“ไม่แน่นอน ซึงรีคุมบัญชีทั้งหมดของนายที่มี เขาไม่เอาตัวเองเสี่ยงคุกแน่ๆ เพราะถ้านายหรือพ่อนายโดนเรื่องนี้ เขาก็จะโดนไปด้วย”

“งั้นนายสงสัยใคร”

“ฉันยังไม่เจอใครที่น่าสงสัย”

“เราจะรอดเรื่องนี้ใช่ไหม”

จียงมองหน้าอีกฝ่ายตอนที่ตั้งคำถาม ทงยองเบเป็นทนายเหมือนพ่อของเขา สองพ่อลูกตระกูลนี้ทำงานกับพ่อของจียงมาตั้งแต่ตั้งบริษัท ความลับหลายอย่างของพ่อเขามีพ่อยองเบเป็นคนช่วยดูแลให้

“เรารอดแน่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” ยองเบพูดเบาๆ ด้วยสีหน้ายิ้มๆ “คนทั่วไปมักเชื่อว่ากฎหมายคือความยุติธรรม แต่คำนิยามที่แท้จริงของความยุติธรรมก็คือเมื่อเราพิสูจน์ให้คนที่ฟังเรื่องราวของเราเชื่อว่ามันคือความจริง”

“ทนายความเขาไม่ควรคิดกันอย่างนี้นะ ฉันว่านะ”

จียงพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นเพราะคำรับรองของอีกฝ่าย ยองเบเดินไปที่โต๊ะเล็กมุมห้องและรินกาแฟดำอุ่นๆ จากหม้อต้มกาแฟมาเผื่อจียงแก้วหนึ่ง

“มีแต่คนที่ไม่ได้เป็นทนายนั่นแหละที่คิดแบบนั้น” ทงยองเบพูดพลางหัวเราะเบาๆ “วันนี้หุ้นบริษัทพ่อนายร่วงตั้งแต่เปิดตลาด นายดูพวกผู้ถือหุ้นของนายเอาไว้ดีๆ แล้วกัน ช่วงนี้พ่อนายคงต้องการผู้ช่วย แล้วก็อย่าหาเรื่องพี่เขยให้พ่อนายโมโหก็พอ”

จียงหัวเราะอย่างขบขัน ยองเบรู้เรื่องของเขาเป็นอย่างดีทั้งเรื่องที่ในบริษัท และเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เขามักจะมีเรื่องขัดใจกับพ่อบ่อยๆ ส่วนพี่สาวคนเดียวอย่างพี่ดามิแม้จะสนิทสนมกันดีตั้งแต่เด็ก แต่จียงกลับไม่ชอบหน้าพี่เขยที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเท่าไหร่นัก

“ฉันจะพยายามแล้วกัน”

“ปิดตาแล้วก็ปิดปากซะบ้างจียง” ยองเบหัวเราะก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารที่เลขาส่งเข้ามาเมื่อครู่ “เรื่องหมายศาลนี่นายไม่ต้องห่วง ทีมเราจัดการได้แน่ๆ”

“ถ้านายมั่นใจขนาดนี้ นายจะโทรจิกฉันทำไมเนี่ย”

“ก็ฉันกลัวนายเจอนักข่าวแล้วจะตอบอะไรออกไปโดยไม่ได้ปรึกษากันก่อนไง ถ้าแบบนั้นก็จบเห่กันพอดี”

“ฉันไม่โง่หรอกน่า” จียงตอบพลางขมวดคิ้ว

“ฉันไม่ได้บอกว่านายโง่ แต่อารมณ์เดือดๆ ของนายจะพาทุกอย่างพัง ฉันไม่อยากเสี่ยงว่ะ พูดตรงๆ”

“เรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไงน่ะยองเบ”

ตาเรียวมองตรงไปที่ตาเรียวดำขลับเหมือนลูกปัดของอีกฝ่าย จียงรู้จักยองเบมาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อของเขาส่งเสียให้อีกฝ่ายเรียนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกัน ยองเบเป็นคนคนเดียวที่จียงกล้าวางใจว่าเป็นเพื่อนสนิทที่คอยรับฟังและคอยปลอบใจมาตลอด

“ไม่รู้สิ อาจจะเพราะเราแก่ขึ้นล่ะมั้ง” ยองเบตอบเบาๆ และรอยยิ้มหายไปจากใบหน้า

“และฉันกำลังจะเป็นแบบพ่อฉัน”

จียงหัวเราะขื่นๆ เมื่อยองเบตบบ่าเบาๆ เขายังนั่งอยู่ในห้องทำงานอีกฝ่ายครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจออกมาเพราะคงต้องเข้าบ้านไปให้พ่อเห็นหน้าเสียหน่อย ตอนนี้ใครๆ ก็คงเข้าหน้าไม่ติดเพราะหุ้นของบริษัทร่วงเหมือนฝนที่ตกลงมาในวันฟ้าครึ้ม จียงรู้ว่าเขาควรจะหัวเสียที่หุ้นราคาตก แต่ในเมื่อมีทีมงานที่ไว้ใจได้เป็นแขนเป็นขาให้พ่อเขามาตลอด เขาก็คงไม่ต้องกังวลจนเกินไปนัก ตาเรียวเหลือบไปเห็นกุหลาบสีขาวดอกโตที่ถือติดมือมาจากที่โรงแรมด้วย กลีบของมันเริ่มเฉาแล้ว จียงเปิดกระจกและยื่นดอกไม้ข้ามกระจกออกไปก่อนจะเปลี่ยนใจโยนมันกลับไปที่เบาะหน้าเหมือนเดิม

 

อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นคำขอบคุณที่เป็นรูปธรรมของหมอนั่นแล้วกัน

 

 

 

“หายหัวไปไหนมา เลขาฮันโทรหาแกก็ไม่ติด”

เสียงของผู้เป็นพ่อฉุนเฉียวอย่างที่จียงคิดไว้ไม่มีผิด ควอนชอลจุนเดินถือแก้วเครื่องดื่มออกมาต้อนรับลูกชายที่ห้องโถงทางเข้าบ้าน จียงคุ้นเคยกับท่าทางหงุดหงิดของพ่อมาตั้งแต่เล็กจึงไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์ให้รกใจ ตาเรียวสังเกตเห็นรอยสีชมพูพาดบนแก้มของผู้เป็นพ่อที่บ่งบอกว่าคงเติมน้ำสีอำพันในแก้วมาหลายครั้ง

“ไปหายองเบมาครับ เรื่องที่บริษัทเราโดนเรื่องภาษี”

“แล้วยองเบว่ายังไง”

เมื่อน้ำเสียงของควอนชอลจุนอ่อนลง แม่บ้านที่ยืนแอบอยู่ตรงมุมห้องจึงค่อยๆ เดินเข้ามารับกระเป๋ากับเสื้อสูทและเก็บรองเท้าของจียงเข้าไปด้านในบ้าน ลูกชายคนเล็กของบ้านตระกูลควอนได้แต่ยักไหล่เบาๆ

“ยองเบบอกว่าไม่มีปัญหาครับ เขาจัดการได้ แค่เราต้องพูดให้ตรงกันก็พอว่า บริษัทของเราจ่ายภาษีอย่างถูกต้องตามขั้นตอน”

“ก็ดี” ผู้เป็นพ่อยกแก้วขึ้นจิบ “งั้นพรุ่งนี้เลขาฮันไปนัดประชุมผู้ถือหุ้น เราต้องชี้แจ้งเรื่องนี้ก่อนที่พวกจิ้งจอกนั่นจะแตกตื่น”

“ได้ครับ”

เลขาฮันเป็นนักเรียนทุนของมูลนิธิลีจูยอนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม พ่อของจียงจึงเรียกตัวมาเป็นผู้ช่วยตั้งแต่เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์ จียงไม่แน่ใจนักว่าภายใต้ท่าทางเรียบเฉยของเลขาฮันนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง แต่คนที่อยู่ข้างพ่อของเขามาได้หลายปีคงมีเขี้ยวมีเล็บอยู่ไม่น้อย

“แล้วเมื่อคืนแกไปนอนที่ไหนมา”

“ผมนอนข้างนอกครับ ดื่มเยอะเลยขับกลับบ้านไม่ไหว”

“ไม่ได้หิ้วผู้หญิงไปนอนด้วยใช่ไหม”

“เปล่าครับ” ไม่ใช่ผู้หญิงที่ผมไปด้วยเมื่อคืนนี้ จียงคิดในใจ

 “ก็ดี อย่าลืมแล้วกันว่าคราวก่อนเรื่องแม่นางแบบของแกฉันจ่ายนักข่าวไปตั้งเท่าไหร่พวกนั้นถึงทำไม่รู้ไม่ชี้”

ควอนชอลจุนชี้หน้าลูกชายแล้วหันหลังเดินเข้าไปทางห้องนั่งเล่น อดีตนักแสดงสาวจองฮันนาที่ตอนนี้เป็นภรรยาออกหน้าของคุณควอนเดินเข้ามาเกาะแขนพ่อเขาและหันมาส่งยิ้มอย่างที่จียงลงความเห็นว่าสวยแต่ดูไม่จริงใจที่สุดให้

“คุณจียงดูเหมือนจะเพลียๆ นะคะ ให้แม่บ้านทำซุปให้หน่อยดีไหมคะ”

“ไม่รบกวนคุณฮันนาดีกว่าครับ ผมขอไปนอนพักหน่อยดีกว่า”

จียงตอบพร้อมกับรอยยิ้มแต่ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของแม่เลี้ยงเท่าไหร่นัก และปล่อยให้คุณฮันนากับพ่อเดินเข้าไปด้วยกัน ก่อนจะส่งยิ้มให้ลูกติดของแม่เลี้ยงที่เดินลงมาจากชั้นบน จองแทราดูน่าสงสารในความคิดของจียง เด็กสาวไม่ได้เค้าความงามของแม่มาเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกครั้งที่เห็นหน้าแทรา เขาก็จะนึกขบขันรสนิยมในการเลือกผู้ชายของคุณฮันนาอยู่ในใจ เพราะแม่เลี้ยงของเขาเลือกเงินในกระเป๋าของผู้ชายก่อนรูปร่างหน้าตา แต่ถึงอย่างนั้นจียงก็เอ็นดูลูกติดของแม่เลี้ยงมากเป็นพิเศษ

พ่อของแทราเป็นนักธุรกิจเล็กๆ ที่บริษัทล้มไปตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี 1997 ภรรยาที่เป็นอดีตนักแสดงเลยฟ้องหย่าสามีเก่าแถมหอบลูกสาววัยขวบเศษมาเลี้ยงพร้อมเงินค่าเลี้ยงดูก้อนหนึ่ง จนกระทั่งมาเจอตาแก่รวยๆ โง่ๆ อย่างพ่อเขาตอนที่แทราอายุ 10 ขวบ

“จะออกไปข้างนอกเหรอแทรา”

“ค่ะ หนูมีเรียนเปียโน” แทราตอบพลางยิ้มเนือยๆ ให้พี่ชาย “พี่จียงคะ พี่จะออกไปไหนหรือเปล่า ถ้าไม่ไปรอทานข้าวเย็นพร้อมหนูได้ไหมคะ”

“ได้สิ” จียงขยี้ผมของแทราอย่างเอ็นดู “กลับมาแล้วมาปลุกพี่แล้วกันนะ”

“ค่ะ”

“เดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่รถแล้วกันนะ”

ใบหน้าจืดชืดของแทราดูเปล่งปลั่งขึ้นมาแวบหนึ่ง จียงอดคิดไม่ได้ว่าน้องสาวลูกติดแม่เลี้ยงอาจจะไม่ใช่คนสวยอย่างแม่ที่เป็นดาราเก่า แต่ก็เป็นคนน่าเอ็นดูด้วยนิสัยและท่าทาง จียงเปิดประตูให้น้องสาวและยืนรอโบกมือกลับไปให้เด็กสาวที่โบกมือให้จนรถเลี้ยวอ้อมวงเวียนน้ำพุหน้าบ้านและออกประตูใหญ่ไป

 

วันนี้แทราเป็นแค่เด็กสาวมัธยมปลายที่น่าเอ็นดูและไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่วันหน้าก็ยังไม่มีใครรู้

 

จียงเปลี่ยนใจไม่เข้าไปห้องนอน แต่เดินเข้าไปในห้องแกลอรี่ที่เคยเป็นของแม่แทน งานศิลปะทั้งภาพวาดและงานปั้นของจิตรกรทั้งในเกาหลีและต่างประเทศที่แม่ของเขาเคยสะสมไว้ถูกวางไว้ในห้องที่ได้รับการดูอย่างดี เพราะมีภัณฑารักษ์เข้ามาช่วยดูแลของในแกลอรี่เดือนละครั้ง

ขาเพรียวลากผ่านข้าวของในห้องไปหยุดลงตรงหน้าชั้นวางหน้ากากไม้ที่เป็นงานศิลปะของญี่ปุ่นที่ใช้ในการแสดงละครโน (Noh) แม่ของเขาซื้อมาจากคณะละครที่กำลังจะปิดตัวลง ตัวหน้ากากอันหนึ่งเป็นรูปหน้าผู้ชาย และอีกอันเป็นรูปหน้าผู้หญิง

จียงจำได้ว่าเคยกลัวจับใจตอนที่แม่สวมหน้ากากผู้หญิงให้ดู ใบหน้าแข็งกระด้างนั้นเป็นสีขาวเหมือนกระดาษและทุกสัดส่วนบนใบหน้าดูเหมือนหุ่นมากกว่าคนจริงๆ ตอนเป็นเด็กจียงมักจะนึกถึงรอยยิ้มอ่อนโยนตอนที่แม่ถอดหน้ากากออกและรวบลูกชายคนเล็กที่ตกใจจนร้องไห้เข้ามากอด

แต่ตอนนี้ภาพแม่ในความทรงจำเหมือนภาพที่มองเห็นในก้นสระน้ำ เลือนรางและดูเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่จียงจำได้ว่าวันนั้นที่เขาอยู่ในห้องนี้กับแม่มีแสงส่องเข้ามาทางช่องลม และถ้าจำไม่ผิดมันเป็นฤดูหนาวปีที่ 10 ในชีวิตของเขา

“จียง”

เสียงเรียกนั้นทำให้ลูกชายคนเล็กของบ้านตระกูลควอนสะดุ้งจนสุดตัว ร่างบางหันไปตามเสียงเรียกและคลี่ยิ้มสดใสเมื่อเห็นว่าพี่สาวคนเดียวยืนอยู่ตรงหน้าประตู

“พี่ดามิ ไม่เห็นรู้เลยว่าพี่จะมา”

“น้องตกใจเหรอจ๊ะ”

“ไม่หรอกครับ” จียงยิ้มและกอดพี่สาวไว้แน่น “ผมแค่คิดอะไรเพลินๆ หน่อย”

“พี่จะต้องไปรับยูราตอนเย็นน่ะเลยแวะมาที่บ้านก่อน ท่าทางไม่ค่อยดีใช่ไหม”

“ก็ไม่แย่ครับ” จียงตอบเลี่ยงๆ “พี่ไปหาพ่อมาหรือยัง”

“ยังเลยจ้ะ เด็กบอกว่าน้องอยู่ที่นี่พี่เลยแวะมาก่อน”

“งั้นไปหาพ่อเถอะครับ เดี๋ยวผมขอไปงีบหน่อย วันนี้เหนื่อยมากจริงๆ”

ควอนดามิพยักหน้ารับและบอกว่าจะปิดประตูห้องแกลอรี่ให้ จียงเลยตัดสินใจกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง ห้องกว้างขวางทางปีกขวาของบ้าน ตกแต่งแบ่งส่วนเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน และระเบียงรับลมที่มีบันไดเล็กพาดลงไปชั้นล่างตรงไปยังสระว่ายน้ำเล็กๆ ที่จียงสั่งให้ขุดเพิ่มเพื่อให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว

เย็นนี้เขาคงต้องปั้นหน้ารับแขกเพราะถ้าพี่ดามิมาที่บ้านตอนบ่ายแบบนี้ หมายความว่าจะมีมื้อเย็นของครอบครัวสุขสันต์ที่สมาชิกในครอบครัวอย่าง พ่อเขา แม่เลี้ยง ลูกติดแม่เลี้ยงอย่างแทรา พี่ดามิกับพี่เขยที่จียงไม่ชอบหน้า และยูรา หลานสาววัย 3 ขวบของเขากินมื้อเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อฟังพ่อบ่นเรื่องหุ้นที่ตกวันนี้ไปตลอดมื้ออาหาร

เขารับปากยองเบไปแล้วว่าจะไม่กวนใจพ่อให้โมโหในช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังย่ำแย่ อย่างน้อยจียงก็เชื่อว่าคำแนะนำของยองเบมีประโยชน์แน่ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จียงเลือกเปลี่ยนเสื้อผ้าและนอนเอาแรงก่อน แต่พอล้มตัวลงนอนถึงนึกขึ้นได้ว่ากุหลาบขาวกับกระดาษโน้ตที่เก็บมาจากในห้องที่โรงแรมอยู่ในกระเป๋า มือบางดึงมันออกมาและนั่งมองมันอยู่ครู่ใหญ่ ความทรงจำของเมื่อคืนเหมือนจะผุดมาตามรอยช้ำสีน้ำตาลบนกลีบดอกไม้

 

“ผมไม่แน่ใจว่าอยากได้อะไร แต่ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง”  

 

เสียงทุ้มๆ กับแววระยิบระยับในแก้วตาสีดำสนิทเมื่อคืนนี้ทำให้จียงต้องถอนหายใจลึกๆ เขารู้สึกเหมือนตัวเองตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดลงไป ตอนแรกเขาแทบไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายมานั่งข้างๆ ที่บาร์ ไม่สนใจแม้กระทั่งเครื่องดื่มที่ฝ่ายนั้นเสนอให้ แต่พอจียงเอ่ยปากถามว่าต้องการอะไรอีกฝ่ายก็ตอบประโยคนั้นมา แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นแล้วก็จบลงที่ห้องนั้นในโรงแรม

 

ถ้าได้บอกลากันสักคำ เขาอาจจะไม่รู้สึกว่ามีเรื่องค้างคาใจขนาดนี้

 

มือบางวางกุหลาบเฉาๆ ดอกนั้นไว้บนโต๊ะข้างเตียงและล้มตัวลงนอนมองเพดานห้อง จียงเพิ่งรู้สึกว่าห้องส่วนตัวของตัวเองกว้างมากขนาดนี้ทั้งที่อยู่คนเดียว ตาเรียวหลับลงพร้อมกับถอนใจด้วยความรู้สึกว่าเรี่ยวแรงในตัวค่อยๆ หายไปเหมือนน้ำที่ระเหยออกจากแก้วในวันที่แดดร้อนจัด

 

ถ้าตื่นมาแล้วตัวเขาหายไปจากโลกนี้ จียงจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

จองแทราบอกลาครูสอนเปียโนและรีบเดินออกมารอคนขับรถที่หน้าประตูโรงเรียนสอนดนตรี เธอได้รับข้อความว่าแม่ของเธอสั่งให้คนขับรถแวะไปเอาขนมและคงมาถึงช้ากว่าที่เคยราวๆ 5 นาที แทราไม่มีปัญหากับการรอ แต่ตาเรียวก็เหลือบไปมองร้านกาแฟใกล้ๆ จุดที่ยืนอยู่ เธออยากดื่มน้ำหวานสักแก้ว แต่แม่คงไม่พอใจแน่ถ้าเธอไม่ทำตามคำสั่งเรื่องงดของหวานของแม่

หลายๆ ครั้งที่แทรารู้สึกอึดอัดใจกับคำพูดของแม่ เพราะแม่มักจะพูดว่าเธอเป็นคุณหนูตระกูลควอน บุคลิกและรูปร่างจะต้องดูดีเสมอ แม้กระทั่งการมาเรียนเปียโนนี่ก็เป็นการตัดสินใจของแม่ ถึงครูที่สอนจะบอกว่าเธอดูไม่มีพรสวรรค์ทางดนตรีนัก แต่แม่ก็ยืนกรานให้ครูสอนเธอให้ได้ดีที่สุดจนถึงขั้นจ่ายเงินเพื่อนจ้างสอนตัวต่อตัว แม้ว่าทักษะของเธอจะไม่ได้เก่งล้ำหน้าคนอื่นไปแม้แต่นิดเดียว

 

แทราคิดว่าเธอรู้ในสิ่งที่แม่ของเธอแกล้งทำเป็นไม่รู้ ความจริงที่ว่าเธอไม่ใช่ลูกสาวตระกูลควอน และไม่มีวันมีส่วนได้ส่วนเสียในบ้านหลังนั้น ไม่ว่าแม่จะพยายามทำให้เธอเป็นลูกสาวบ้านนั้นมากแค่ไหน

 

บางครั้งแม่ของเธอก็ทะเยอะทะยานจนเกินไป จนแทรารู้สึกเหมือนแม่เอาบทละครที่แม่เคยเล่นมาใช้ในชีวิตจริง คุณควอนพ่อเลี้ยงของเธอก็เจ้าอารมณ์จนคนในบ้านแทบเข้าหน้ากันไม่ติด คุณดามิถึงจะดูอ่อนโยนและใจดีแต่ก็ห่างเหินกันเกินกว่าที่เธอจะรู้สึกสบายใจด้วย พี่จียงดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่นั้นดูไม่แห้งแล้งนัก 

แทรารู้สึกว่าพี่ชายที่เป็นลูกติดพ่อเลี้ยงช่างใจดีและเข้าอกเข้าใจคนอื่น ไม่เหมือนพ่อเจ้าอารมณ์หรือพี่สาวไว้ตัวอย่างสุภาพ พี่จียงมักจะถามอยู่เสมอว่าเธอคิดอย่างไรเมื่อจะต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน

 

ความรู้สึกของเธอเป็นสิ่งที่พี่จียงไม่เคยมองข้าม

 

“ขอโทษนะครับ”

เสียงเรียกนั้นทำให้รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของเด็กสาว แทราถอยห่างจากผู้ชายที่มายืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยความไม่ไว้ใจ แม้ว่าท่าทางของอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้มาร้ายก็ตาม

“ขอรบกวนสักครู่นะครับ ผมชื่อคิมจินอู เป็นอาสาสมัครที่บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอลครับ วันเสาร์นี้เราจะมีการแจกอาหารคนไร้บ้าน แล้วก็มีกิจกรรมให้เด็กๆ ที่นั่น ถ้าคุณสนใจเป็นอาสาสมัครช่วยงาน ก็ไปติดต่อเราได้ที่บ้านเด็กกำพร้าที่อยู่ถนนถัดไปนะครับ”

ตาเรียวของแทรามองใบปลิวพิมพ์รูปเด็กๆ ที่อีกฝ่ายยื่นส่งมาอย่างไม่แน่ใจนัก แต่พอเห็นบัตรประจำตัวอาสาสมัครกับเสื้อสกรีนสัญลักษณ์ของบ้านเด็กกำพร้าที่อีกฝ่ายสวมอยู่ มือของเด็กสาวก็ค่อยๆ ยื่นออกไปรับแผ่นพับนั้นมาพลิกดู

“ไม่มีเลขบัญชีบริจาคเงินเหรอคะ”

“ไม่มีครับ” หนุ่มอาสาสมัครตากลมใสยิ้มอ่อนโยน “เรายินดีรับอาสาสมัครที่มาช่วยงานครับ ไม่ได้รับเป็นเงิน”

“อา ...”

แทราอึกอักเพราะรู้ว่าแม่คงจะไม่อนุญาตให้เธอไปร่วมกิจกรรมการกุศลที่ไม่มีนักข่าวหรืองานเลี้ยงหลังจากบริจาคเงินแน่ๆ เด็กสาวจึงได้แต่แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรถคันหรูของที่บ้านขับมาจอดเทียบตรงที่เธอยืนอยู่ อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีจะยื้อไว้แต่กลับโค้งให้อย่างสุภาพก่อนถอยไปหาผู้หญิงอีกสองคนที่กำลังเดินผ่านมาเมื่อรถยุโรปคันงามเคลื่อนจากมา

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณแทรา” คนขับรถเอ่ยถามเมื่อเห็นลูกสาวคุณฮันนายังหันมองผ่านกระจกหลัง

“เปล่าค่ะ”

แทราตอบเบาๆ และก้มหน้าอ่านรายละเอียดของใบปลิวในมือก่อนจะตัดสินใจเก็บเอกสารใบปลิวใส่กระเป๋าและนั่งเงียบจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าบ้านหลังใหญ่ของควอนชอลจุน แทราถอนหายใจก่อนจะปรับสีหน้าให้สดชื่นเพราะแม่สั่งไว้ว่าต้องทำหน้าตาให้สดใสทุกครั้งที่กลับมาที่บ้าน

 

เด็กสาวเหนื่อยจนแทบจะขาดใจเมื่อนึกว่าต้องปั้นหน้ามีความสุขไปเรื่อยๆ ถ้ายังอยู่ในบ้านหลังนี้

 

 

 

มื้อเย็นวันนี้ผ่านไปอย่างเรียบร้อยแบบที่จียงคิดว่าตัวเองคงกำลังฝันอยู่ เพราะเขาทนฟังพี่เขยประจบพ่อได้เกือบ 3 ชั่วโมงโดยไม่ขัดคอ พี่ดามิเองก็ดูจะสบายใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าวันนี้เขาหัวเราะกับมุขตลกฝืดๆ ของสามีเธอและช่วยพี่สาวป้อนขนมหลานสาว ยูราจูบแก้มจียงก่อนจะขึ้นรถกลับบ้านกับพ่อแม่และบอกว่าคราวนี้จะเอาของเล่นมาเล่นกับน้าด้วย ควอนดามิกอดน้องชายแน่นและแอบพึมพำขอบคุณก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่สามีรออยู่ จียงรู้ว่าพี่สาวขอบคุณที่เขาไม่กวนโมโหพี่เขยและขอบคุณที่ทำให้เธอไม่ต้องกลับไปมีปัญหากับสามีที่บ้าน

 

ความอดทนทุกอย่างเป็นการลงทุนเพื่อความสงบสุขในวันพรุ่งนี้ พ่อเขาคงอารมณ์ดีตอนไปเจอผู้ถือหุ้น

 

ร่างบางไม่ได้ตรงไปห้องนอนที่ปีกขวาเพื่อพักผ่อนแต่กลับเดินไปที่ชั้นสองของบ้านแทน มือเรียวเคาะประตูห้องของแทราที่แง้มไว้ก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ

“พี่เข้าไปได้ไหม”

“ได้ค่ะ”

แทราตอบเบาๆ และลุกจากเตียงมาเปิดประตูให้ เด็กสาวอยู่ในชุดนอนสวมแว่นสายตาและมัดผมลวกๆ ราวกับจะเตรียมเข้านอนแล้ว จียงเปิดประตูทิ้งไว้และเดินตามเด็กสาวมานั่งบนเตียงที่มีแลปทอปเครื่องบางเปิดค้างไว้อยู่

“วันนี้ไปเรียนเปียโนเป็นไงบ้าง”

“แย่เหมือนเดิมค่ะ” แทราตอบเบาๆ และก้มมองพื้น “หนูพยายามแล้วค่ะ แต่นิ้วของหนูมันไม่ขยับเลย”

“พยายามซ้อมบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้นเองนะ”

“ค่ะ”

แทราตอบเบาๆ และถอนหายใจอย่างไม่ปิดบัง ตลอดมื้ออาหารจียงแอบเหลือบมองแทราทุกครั้งเมื่อพ่อเขาเอ่ยชมหลานสาวตัวน้อยที่หัดตักอาหารเอง แม้คุณฮันนาพยายามเปลี่ยนเรื่องโดยพูดเรื่องที่ส่งแทราไปเรียนเปียโน แต่ว่าบทสนทนาก็มาจบลงด้วยการที่พ่อเขาเสนอให้พี่ดามิหาครูสอนเปียโนให้ยูราเมื่อโตขึ้นกว่านี้อีกหน่อย สุดท้ายลูกติดของคุณฮันนาดูตัวลีบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งจมหายไปจากสายตาของทุกคนที่โต๊ะอาหาร

“แล้วนี่ทำอะไรอยู่เหรอ” จียงเปลี่ยนเรื่องและมองหน้าจอแลปทอป

“กำลังดูเว็บบ้านเด็กกำพร้าค่ะ” แทราดูแจ่มใสขึ้นกว่าตอนที่พูดเรื่องเรียนเปียโน “วันนี้มีคนมาแจกใบปลิวรับสมัครอาสาสมัครค่ะ หนูเลยลองมาเปิดดูเว็บเขา เป็นบ้านเด็กกำพร้าเอกชนรับเลี้ยงเด็กทั้งผู้ชายและผู้หญิงอายุตั้งแต่ 3 ขวบจนถึง 11 ขวบล่ะค่ะ”

“บริจาคเงินให้เขาสิ ถ้าอยากช่วยที่บ้านเด็กกำพร้านั่นน่ะ”

“หนูก็อยากค่ะ แต่เขาไม่รับเงินน่ะสิคะ”

เด็กสาวตอบพลางดันแว่นสายตาให้แนบกับจมูก จียงขยี้ผมลูกเลี้ยงของพ่อเบาๆ ก่อนจะมองหน้าเว็บที่แทราเปิดค้างเอาไว้ ภาพเด็กๆ หลายคนกำลังทำกิจกรรมกับอาสาสมัครในเว็บไซด์

“อยากไปเหรอแทรา”

“ค่ะ วันเสาร์นี้หนูไม่มีอะไรต้องทำ แต่แม่คงไม่ให้ไป” แทราตอบเบาๆ

“พี่พาไปไหมล่ะ คุณฮันนาคงไม่ว่าหรอกถ้าบอกว่าพี่ชวนไปข้างนอก”

“จริงเหรอคะ พี่จียงจะพาหนูไปเหรอคะ”

“ใช่” เด็กน้อยที่น่าสงสาร จียงคิดทั้งที่กำลังยิ้มให้ลูกเลี้ยงของพ่อ

“งั้นหนูจะบอกแม่นะคะ ขอบคุณมากค่ะพี่จียง”

“ตกลงตามนี้” จียงยักคิ้วและทำหน้าเจ้าเล่ห์ “แต่จำไว้ว่าอย่าเผลอบอกคุณฮันนาว่าเราจะไปไหนนะ แค่บอกว่าไปกับพี่ก็พอ โอเคไหม”

“โอเคค่ะ” แทรายิ้มสดใส

“งั้นก็ฝันดีนะเด็กดี”

จียงจูบผมน้องสาวเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องของแทรา ร่างบางลากขาผ่านทางเดินว่างเปล่าในบ้านและกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง เขาไม่แน่ใจนักว่าทำไมถึงได้รับปากแทราว่าจะพาไปทำงานอาสาสมัคร แต่เขารู้ว่าแทราคงรู้สึกดีขึ้นหน่อยถ้ามีใครสักคนสนใจความรู้สึก

 

เด็กวัยรุ่นมักจะเจ็บปวดและสับสนเพราะชีวิตอย่างนี้เสมอ

 

จียงเดินเข้าไปอาบน้ำเตรียมเข้านอนเพราะพรุ่งนี้งานประชุมผู้ถือหุ้นคงจะดึงพลังทั้งหมดออกจากตัว แต่ก็ยังหยุดมองกุหลาบขาวเฉาๆ ยังคงวางไว้ข้างเตียง แม่บ้านไม่กล้าหยิบอะไรไปทิ้งแน่ถ้าเขาไม่โยนมันลงในตะกร้า มือบางหยิบกุหลาบขึ้นมามองและนึกถึงคนที่อยู่ด้วยกันทั้งคืนเมื่อคืน

 

ริมฝีปากนั่น แรงบดเบียดที่สะโพก และเสียงหายใจหนักๆ ที่ข้างหู

 

จียงรีบวางกุหลาบลงที่เดิมและปิดไฟทั้งห้องก่อนจะล้มตัวลงนอน ร่างบางเริ่มหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าตัวเองย้อนกลับไปคิดถึงอีกฝ่ายขึ้นมาอีกหน เขาควรทำลืมๆ เรื่องนี้ไป เพราะว่าอีกฝ่ายก้าวต่อไปแล้วเขาเองก็ควรจะลืมมันและก้าวต่อไปเหมือนกัน

 

ก็แค่คู่นอนคืนเดียว จะสนใจทำไมอีก

 

 

 

จียงเห็นทงยองเบเคาะปากกากับโต๊ะครั้งที่ 20 แล้วตั้งแต่เริ่มประชุมเมื่อตอน 10 โมงเช้า พ่อของจียงนั่งหัวโต๊ะตามตำแหน่งประธานบริหาร และจียงที่เป็นรองประธานบริหารนั่งอยู่ทางด้านซ้ายข้างๆ ยองเบ เก้าอี้ทางขวาของพ่อเขาเป็นคุณฮันนาที่แม้จะไม่มีฐานะอะไรในบริษัทแต่ก็ติดตามมาประชุมในครั้งนี้ด้วย

ควอนชอลจุนเริ่มชี้แจงสถานการณ์ทางการเงินของบริษัท KCJ Constructions เรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจัดการทางภาษี และยืนยันกับทุกคนว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เลวร้าย เพราะทั้งทางฝ่ายบัญชีและฝ่ายกฎหมายมั่นใจว่ามีหลักฐานเพียงพอจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของทางบริษัทได้

“แล้วเราจะทำยังไงกับหุ้นที่ตกอยู่ตอนนี้ครับ”

ตาเรียวของจียงเหลือบมองชายวัยใกล้เคียงกับพ่อของเขา จียงสังเกตว่าคนที่นั่งติดกันอีกสองสามคนมีท่าทางว่าจะเป็นพวกเดียวกันกับคนที่เอ่ยถาม มือเรียวปลดปลอกปากกาและเขียนคำว่า จางจุนฮง ก่อนจะวงกลมรอบชื่อนี้เอาไว้ พ่อของจียงยกกาแฟขึ้นจิบและพยักหน้าให้เลขาฮันเป็นคนอธิบาย

“ตอนนี้นักลงทุนกำลังสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือของบริษัท ทางท่านประธานได้ส่งตัวแทนที่น่าเชื่อถือคือคุณทงจงฮยอน หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของบริษัทเป็นผู้ให้ข่าวกับสื่อแล้วครับ เมื่อข่าวออกไปในทิศทางที่ดีขึ้น นักลงทุนก็จะกล้ากลับมาลงทุนกับหุ้นของเราครับ”

“แต่ในช่วงนี้ถ้าเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในบริษัทก็อาจจะเป็นผลดีมากกว่านะครับ” จางจุนฮงพูดขึ้นมาและมีผู้ถือหุ้นอีก 2 คนพยักหน้ารับ

“หมายความว่ายังไง” ควอนชอลจุนถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ดวงตามองตรงไปที่จางจุนฮงอย่างเปิดเผย “ความเปลี่ยนแปลงแบบไหนที่ทางผู้ถือหุ้นทุกคนเห็นว่าเหมาะสม”

“ท่านประธานอาจจะพักงานบริหารชั่วคราวจนกว่าเรื่องจะซาลงไป ...”

จียงอ่านไพ่ในมือของจางจุนฮงได้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนจะให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อดันตัวเองขึ้นเป็นประธานของ KCJ Group แทนพ่อของเขา การรวบบริษัทเล็กบริษัทน้อยเข้ามาอยู่ใน KCJ Group เป็นที่มาของความมั่งคั่งทุกวันนี้ของพ่อเขา บริษัทย่อยอื่นๆ อาจจะไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับ KCJ Constructions แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

เงินและอำนาจ หอมหวานจนใครๆ ก็อยากจะลิ้มลองกันทั้งนั้น

 

“KCJ Group เริ่มต้นมาด้วยผลงานของท่านประธาน” จียงขัดคอด้วยน้ำเสียงที่ละมุนกว่าผู้เป็นพ่อและส่งยิ้ม ให้กับคนในห้องประชุม “ทั้งบริษัทของท่านประธานเองและบริษัทในกรุ๊ปทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านการก่อสร้างทั้งของภาครัฐและเอกชน นักลงทุนไม่ได้เชื่อมั่นเฉพาะงานที่มีประสิทธิภาพ แต่เชื่อมั่นในตัวท่านประธานด้วย การที่เราปรับเปลี่ยนตำแหน่งในองค์กรช่วงที่กำลังเจอวิกฤติแบบนี้คงไม่ดีทุกฝ่ายนะครับ”

ตาเรียวแอบเหลือบมองปฏิกิริยาของพ่อแล้วมองไปรอบๆ ห้องเพื่อรอให้บรรดาผู้ที่ถือหุ้นที่เรียกมาประชุมวันนี้เปิดไพ่ที่ถือไว้ในมือออกมา ตอนนี้จียงเห็นหน้าไพ่ของจางจุนฮงกับเจ้าของบริษัทที่รับจ้างเกี่ยวกับงานกระจกและเจ้าของบริษัทที่รับจ้างทำงานระบบไฟฟ้าภายในตึกแล้ว อยู่ที่ว่าตอนนี้จะมีใครเปิดไพ่ในมืออีกหรือเปล่า

“ผมเห็นด้วยกับคุณจียงนะครับ” ยุนซองจง เจ้าของบริษัทที่รับทำงานรื้อถอนพูดขึ้น “ใน KCJ Group ของเราก็จะต้องแสดงความเชื่อมั่นในตัวท่านประธานก่อน ไม่อย่างนั้นคงเรียกความเชื่อมั่นในตัวนักลงทุนกลับมายาก”

“ท่านอื่นมีใครจะเสนอความเห็นเพิ่มไหมครับ”

ควอนชอนจุลลงไพ่ใบสุดท้ายในตานี้และโชคเข้าข้างที่หน้าไพ่ของพ่อเขาแต้มสูงกว่าที่ทุกคนถืออยู่ในมือ ความเงียบของผู้เข้าร่วมประชุมกลายเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่าทุกอย่างยังคงอยู่ในการควบคุมของพ่อเขา จียงลุกขึ้นไปบอกลาผู้ถือหุ้นทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่แว้นแม้แต่กับจางจุนฮงและอีกฝ่ายก็ยิ้มกลับมาอย่างสดชื่น

 

จียงรู้ดีในเกมความอดทน คนที่หมดความอดทนก่อนเป็นฝ่ายแพ้เสมอ

 

“เก่งนี่” ยองเบพูดเบาๆ จนแทบไม่ขยับปากตอนที่จียงเดินกลับมาหยิบของ “นายกวนประสาทแค่พี่เขยนายคนเดียวนี่หว่า”

“ฉันไม่ได้ยัดฟองน้ำไว้ในหัวแทนสมองนี่”

จียงตอบเบาพอกันและเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้ม เมื่อพ่อเดินเข้ามาใกล้ ควอนชอลจุนตบบ่าลูกชายและยองเบก่อนจะเอ่ยปากด้วยสีหน้าสดชื่น

“วันนี้แกทำได้ดีมากนะ ถ้าฉันออกปากเองอาจจะไม่ได้ผลแบบนี้”

“ผมแค่ทำหน้าที่รองประธานครับ” จียงพูดยิ้มๆ “งานของผม เงินของผม จะให้คนอื่นฮุบไปง่ายๆ ก็คงไม่ดีแน่”

ควอนชอลจุนหัวเราะเสียงดังก่อนจะเอ่ยปากบอกว่าให้ตามไปกินข้าวที่ห้องรับแขกข้างห้องทำงาน จียงได้ยินว่าคุณฮันนาสั่งอาหารมาจากที่โรงแรม แม่เลี้ยงของจียงควงแขนพ่อเขาและเดินนำหน้าไป เลขาฮันกับยองเบได้รับเชิญให้ไปร่วมโต๊ะมื้อกลางวันนี้ด้วยกัน ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทที่เตรียมจะแยกตัวกลับไปจึงต้องตามไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

อย่างน้อยวันนี้ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีกว่าที่คิด

 

 

 

ร่างบางลืมตาขึ้นตอนที่ได้ยินเสียงเรียกเบาๆ พอเห็นแทราแต่งตัวเหมือนเตรียมจะออกไปข้างนอก จียงก็งุนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกออกว่าสัญญากับไว้ว่าจะพาไปช่วยงานอาสาสมัครบ้านเด็กกำพร้า เด็กสาวมีท่าทีเกรงใจเมื่อเห็นจียงกระวีกระวาดเตรียมตัวไปอาบน้ำ

“พี่จียงอยากนอนต่อไหมคะ ไว้เราค่อยไปคราวหน้าก็ได้ค่ะ”

“ไม่ๆ พี่ขออาบน้ำแป๊บนึง” จียงลูบผมเด็กสาวเบาๆ “ช่วยลงไปบอกแม่บ้านให้เตรียมกาแฟกับแซนวิชให้พี่หน่อยได้ไหม”

“ได้ค่ะ”

“รอพี่ข้างล่างเลยนะ อีก 20 นาทีพี่จะตามลงไป”

“ค่ะ”

แทรารับคำอย่างสดใสก่อนจะหายออกไปจากห้อง จียงรู้สึกว่าหัวยังหมุนๆ เมื่อจะเดินเข้าห้องน้ำ เมื่อคืนนี้เขาประชุมกับซึงรีและยองเบจนดึกเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องจัดการหาข้อโต้แย้งเพื่อนำไปใช้ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เลี่ยงภาษี พอคุยธุระกันเสร็จก็เลยดื่มกันต่ออีกนิดหน่อยและกลับเข้ามานอนที่บ้าน

ร่างบางถอนใจเมื่อรู้สึกว่าอาทิตย์นี้เวลาหมดไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะทำอะไรไม่ทัน แค่เรื่องยุ่งๆ ที่บริษัทก็ทำเอาหัวหมุน เวลาเหมือนจะวิ่งไปข้างหน้าเร็วกว่าที่ควรจะเป็น แต่เพราะยองเบกับซึงรีรับปากแล้วว่าเรื่องทุกอย่างจะเรียบร้อย จียงจึงไม่กังวลเท่าตอนแรก

 

เขากำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่พ่อเขาสร้างมากับมือทีละก้าว

 

จียงถอนหายใจอีกครั้งใต้สายน้ำอุ่นจัดและรีบออกมาแต่งตัว มือเรียวหยิบเสื้อยืดเรียบๆ สีฟ้าจางๆ กับกางเกงยีนส์สีเข้มและรองเท้าผ้าใบ เพราะไม่นึกอยากแต่งตัวให้สะดุดตามากเกินกว่าคนที่จะไปช่วยงานอาสาสมัคร และเมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยขาเพรียวก็ก้าวยาวๆ ไปที่โต๊ะเล็กข้างเตียงก่อนจะคว้าเงินสดย่อยปึกหนึ่งใส่กระเป๋าเงิน

แทรานั่งรออยู่ที่ห้องทานข้าวด้านล่าง เด็กสาวยิ้มสดใสเมื่อเห็นจียงเดินลงมา แม่บ้านยกกาแฟดำกับจานใส่แซนวิชเข้ามาให้เมื่อจียงนั่งลงที่โต๊ะ เครื่องดื่มของแทราเป็นโกโก้ มื้อเช้าแบบเร่งรีบของจียงกับลูกติดของแม่เลี้ยงจบลงอย่างเงียบเชียบ แต่แทราดูสดใสและตื่นเต้นเมื่อเดินควงแขนพี่ชายไปขึ้นรถ

“บ้านเด็กกำพร้าอยู่ตรงไหนนะแทรา”

“อยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียนสอนดนตรีของหนูนะคะ” แทราพูดเบาๆ และก้มหน้ามองแผนที่ “แถวโบสถ์ชองนัมน่ะค่ะ พี่จียงไปถูกไหมคะ”

“คิดว่าถูกนะ”

จียงยิ้มอ่อนเมื่อเห็นแทราทำหน้ากังวล ร่างบางปล่อยให้อีกฝ่ายเปิดเพลงฟังไปเรื่อยๆ ก่อนจะขับรถออกนอกถนนใหญ่ และวางแผนไว้ว่าจะจอดรถแถวๆ โบสถ์แล้วค่อยเดินไปที่บ้านเด็กกำพร้าด้านใน พอรถเริ่มเข้าใกล้จุดหมายน้องสาวของจียงก็ยิ่งดูตื่นเต้นกว่าเก่า

“เอาล่ะ เราจอดตรงนี้ดีกว่า”

จียงพูดเบาๆ เมื่อจอดรถตรงที่ว่างข้างโบสถ์ชองนัม แทราพยักหน้ารับและลงไปรอให้จียงตามมา ที่จริงเขาไม่ได้สนใจกิจกรรมอาสาสมัครพวกนี้มากนัก แต่ที่มาด้วยเพราะอยากให้แทราได้ทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าคุณฮันนากำหนดกรอบชีวิตลูกสาวเสียจนน่ากลัวว่าวันหนึ่งแทราจะกลายเป็นตุ๊กตาให้คุณฮันนาจับไปวางตรงไหนก็ได้ตามใจ

“คนเยอะจังค่ะ”

แทรากระซิบอย่างตื่นเต้นเมื่อเดินเข้าไปด้านในบ้านเด็กกำพร้า จียงมองตามและเห็นว่าวันนี้มีคนมาที่บ้านเด็กกำพร้ามากกว่าปกติ กว่าครึ่งไม่ใช่อาสาสมัครแต่เป็นคนไร้บ้านและคนแก่ที่ดูท่าทางไม่มีเงินทองมากนักมารับอาหารกลางวันและถุงอาหารแห้งกับยาสามัญประจำบ้าน

เด็กโตหลายคนจูงเด็กที่เล็กกว่าให้ช่วยเดินแจกขนมกับน้ำดื่มให้กับคนที่ต่อแถวรอรับอาหาร จียงกับแทรายืนงงๆ อยู่นาน ก่อนที่เด็กหนุ่มท่าทางใจดีคนหนึ่งจะเดินเข้ามาทัก

“สวัสดีครับ”

ตากลมโตของอีกฝ่ายเป็นประกายสดใส ป้ายชื่อที่ห้อยคอเขียนว่า คิมจินอู จียงยิ้มกลับให้อีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ เด็กหนุ่มยิ้มให้จียงและหันไปหาแทรา

“เราเจอกันที่หน้าโรงเรียนสอนดนตรีใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ใช่ค่ะ” แทราตอบอย่างอึกอักและมองจียง

“จะมาช่วยงานใช่ไหมครับ ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ”

“ให้เราสองคนช่วยอะไรดีครับ” จียงเป็นฝ่ายเอ่ยถามเมื่อเห็นน้องสาวยังเงียบ “ผมกับน้องสาวช่วยงานได้ทั้งวันเลยครับวันนี้”

“ถ้าอย่างนั้น ช่วยยืนตรงที่แจกกับข้าวได้ไหมครับ ตรงนั้นมีอาสาสมัครแค่คนเดียวน่ะครับ”

“ได้ค่ะ”

แทราตอบเสียงเบาก่อนจะจับมือจียงเดินตามจินอูเข้าไปด้านในตรงโต๊ะวางกับข้าวมีคนยืนรออยู่หลายคน แต่คนที่ตักกับข้าวให้ก่อนหน้ากำลังหันหลังไปหยิบของที่โต๊ะเล็กด้านหลัง จินอูจึงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส

“พี่ซึงฮยอนครับ มีอาสาสมัครมาช่วยตักกับข้าว ฝากด้วยนะครับ”

“ได้สิ”

เสียงทุ้มกับดวงตาคมของคนที่หันมาทำให้จียงรู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง เพราะคนที่ส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรนั้นคือเจ้าของดอกกุหลาบขาวที่จียงยังคงเก็บไว้ แทรายืนตรงที่ถาดใส่ผักโขมยำ จียงจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยืนคั่นระหว่างน้องสาวกับคนตักกับข้างอีกคน

 

ซึงฮยอน .... ใช่ไหม

 

“ถุงมือกับผ้ากันเปื้อนครับ”

ซึงฮยอนส่งของที่ว่าให้แทราและจียงอย่างสุภาพ จียงเลยช่วยแทราผูกผ้ากันเปื้อนก่อนจะใส่ให้ตัวเอง ตาเรียวเหลือบมองคนข้างตัวที่โค้งทักทายคนไร้บ้านที่มารับแจกอาหารและตักซุปไข่ใส่ถ้วยให้ พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีว่าจะพูดเรื่องในคืนนั้นจียงจึงสนใจกับการตักผัดเนื้อใส่จานให้คนที่มารับอาหารแทน

“พี่จียงเหนื่อยหรือเปล่าคะ”

แทรากระซิบถามเมื่อแถวคนที่มารับอาหารสั้นลงจนเหลือแค่สองสามคน เด็กสาวมีรอยเลือดฝาดแดงๆ ที่แก้มทั้งสองข้างเพราะอาการค่อนข้างร้อน แต่แทรากลับดูสดใสจนจียงต้องยิ้มออกมาด้วย

“ไม่เหนื่อยหรอก แต่หิวนะ”    

จียงแกล้งแซวทำให้แทราหัวเราะคิกคัก แก้มของแทราแดงกว่าเดิมเมื่อคิมจินอูเดินถือขวดน้ำเข้ามาให้คนที่มายืนช่วยตักอาหาร เด็กสาวพึมพำขอบคุณเบาเสียจนจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ แทบไม่ได้ยิน จินอูเดินไปส่งขวดน้ำให้ร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านข้างจียง

“พี่ซึงฮยอน ขอบคุณมากนะครับที่มาช่วย”

“ไม่เป็นไร วันนี้พี่ว่างอยู่แล้ว”

ร่างสูงตอบเบาๆ ก่อนจะเปิดขวดน้ำดื่ม เสียงเด็กๆ ที่อยู่ในบ้านเด็กกำพร้าฮันพยอลหัวเราะดังมาถึงจุดที่แจกอาหาร อาสาสมัครที่มาเล่นหุ่นกระบอกกำลังบังคับหุ่นให้เล่นตามเนื้อเรื่องของนิทานเรื่อง ปีเตอร์แพน คิมจินอูหันมาชวนจียงกับแทราคุยอย่างสดใส

“เป็นยังไงบ้างครับ เหนื่อยกันไหมครับ”

“ไม่ค่ะ” แทราตอบเบาๆ “ตอนแรกนึกว่าจะเป็นกิจกรรมของเด็กๆ อย่างเดียวนะคะ ไม่นึกว่าจะมีแจกอาหารกลางวันคนยากไร้ด้วย”

“เป็นความตั้งใจของผู้ก่อตั้งบ้านเด็กกำพร้าที่นี่น่ะครับ ท่านอยากให้เด็กๆ ที่อยู่ที่นี่รู้ว่าพวกเขาไม่ต้องรอเป็นผู้รับอย่างเดียว แต่เขาก็เป็นผู้ให้ได้ด้วย”

“ที่จริงน่าจะรับเงินบริจาคด้วยนะครับ อย่างน้อยก็เป็นการช่วยกิจกรรมของที่นี่ เพราะบางคนอาจจะไม่สะดวกมาช่วยงาน”

จียงเป็นคนพูดขึ้นมาและได้ยินเสียงของคนที่ยืนข้างๆ หัวเราะเบาๆ ร่างบางตัดสินใจไม่หันไปมองอีกฝ่ายแต่มุ่งความสนใจตรงไปที่จินอูมากกว่าอะไรทั้งหมด เด็กหนุ่มตาโตมองหน้าคนที่กำลังหัวเราะกับจียงสลับกันและพูดเบาๆ อย่างเกรงใจ

“ผู้ก่อตั้งที่นี่ไม่รับเงินบริจาคเพราะกลัวว่าจะเป็นที่ที่คนรวยใช้ลดหย่อนภาษีจากการบริจาคน่ะครับ เราเลยรับเฉพาะอาสาสมัครที่จะมาช่วยงาน หรือคนที่อยากให้ของใช้เด็กๆ ซื้อของมาบริจาคเป็นครั้งคราว ตอนนี้เรามีครอบครัวนึงบริจาคนมกล่องให้เด็กๆ เป็นรายเดือนทุกเดือนครับ”

“ดีจังเลยค่ะ”

แทราตอบเบาๆ และเริ่มถามจินอูเรื่องทั่วๆ ไปของบ้านเด็กกำพร้า แต่จียงกลับรู้สึกหน้าชาเมื่อคิดถึงจุดประสงค์ของบ้านเด็กกำพร้าที่นี่ เด็กๆ เกือบห้าสิบคนทั้งชายหญิงมีชีวิตอยู่ที่นี่ มีคนดูแลแทนพ่อแม่ ได้เรียนหนังสือ และมีอาหารกิน คนที่ก่อตั้งที่นี่ก็ไม่ได้ใช้มันเพื่อประโยชน์อื่นนอกจากเพื่อเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

 

เสียงหัวเราะของเด็กๆ เมื่อหุ่นกระบอกปีเตอร์แพนกำลังต่อสู้กับกัปตันฮุคทำให้จียงหัวหมุน

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ คุณหน้าซีดๆ นะครับ”

เสียงทุ้มของอีกฝ่ายทำให้จียงต้องเงยหน้าไปมอง ตาคมกริบนั้นไม่มีวี่แววเจ้าเล่ห์เหมือนในคืนนั้น จียงพยายามส่ายหน้าเพื่อปฏิเสธ แต่แทราก็หันมามองด้วยความห่วงใย

“นั่นสิคะ พี่จียงหน้าซีดจัง”

“ผมว่าไปล้างหน้าหน่อยดีกว่านะครับ จะได้สดชื่นขึ้นหน่อย”

มือแข็งแรงเอื้อมมาดึงแขนจียงเบาๆ ร่างบางกำลังจะอ้าปากบอกปฏิเสธแต่อีกฝ่ายกลับออกแรงดึงมากขึ้น จียงเลยตัดสินใจเดินตามไปเงียบๆ เพราะไม่อยากให้แทราสงสัย ร่างสูงพาเดินลัดเข้าไปภายในห้องโถงที่ดูเหมือนห้องประชุมและเดินทะลุออกไปที่ห้องน้ำชายด้านหลัง

จียงหันหน้าไปมองคนที่เดินตามเข้ามาด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงล๊อคประตูทางเข้าห้องน้ำ เงาของร่างสูงสะท้อนในกระจกเป็นภาพเหมือนจริงที่ว่ามีตัวเขากับซึงฮยอนอีกคนหนึ่งยืนอยู่ในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน จียงจ้องหน้าร่างสูงและเอ่ยถามเบาๆ

“ต้องการอะไร”

ร่างบางเริ่มคิดว่าตัวเองทำผิดพลาดที่ขึ้นห้องกับคนแปลกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ ตอนนี้หมอนี่อาจจะอยากข่มขู่เพื่อเรียกเงิน บางทีหลักฐานอาจจะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในลิฟต์หรืออะไรทำนองนั้น ริมฝีปากบางถูกกัดอย่างลืมตัวเมื่อจียงรู้สึกหัวเสีย

“ผมแค่เห็นคุณดูไม่ค่อยดี”

เสียงทุ้มนั้นแผ่วเบาและเจือเสียงหัวเราะ จียงนึกสงสัยว่าคนตรงหน้าเป็นคนแบบไหนกันแน่ เป็นคนสุภาพไม่มีพิษมีภัยกับใครเหมือนเมื่อตอนที่ช่วยงานอาสาสมัครหรือเป็นคนที่ทำท่าทางเจ้าเล่ห์อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

“ผมโอเค ขอบคุณมากครับ” จียงตอบเบาๆ เพื่อให้อีกฝ่ายออกไปจากห้องน้ำ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล “คุณออกไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมตามไปเอง”

“แต่หน้าคุณซีดมาก”

ปลายนิ้วแข็งแรงไล้เบาๆ ลงบนแก้มเย็นชืดของจียง ทิ้งรอยอุ่นไว้บนผิวเป็นแนวเมื่ออีกฝ่ายละมือไปแล้ว ตาเรียวจ้องหน้าร่างสูงอย่างงุนงง

“ชเวซึงฮยอนครับ”

“ชื่อคุณ?” จียงพูดแล้วหรี่ตาเหมือนแมว “ส่วนชื่อผมคงไม่ต้องบอกคุณแล้วมั้ง คุณเซ็นชื่อผมเป็นคนจ่ายค่าห้อง”

“คุณโกรธ?”

“เปล่า” จียงปัดมือของอีกฝ่ายที่ยื่นมาใกล้แก้มออก “ผมดีขึ้นแล้ว ขอตัว ...”

จียงไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำตอนที่อีกฝ่ายดึงแขนเข้าไปใกล้ พอรู้ตัวอีกทีริมฝีปากหยักของอีกฝ่ายก็แนบกับริมฝีปากแล้ว จูบของซึงฮยอนทำให้ในหัวของจียงว่างเปล่า ตอนนี้เขาแค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น สัมผัสที่จียงรู้สึกได้สลับกันอยู่ที่ริมฝีปากอุ่น อกกว้างแข็งแรง วงแขนที่โอบรัดรอบเอว

 

เขาเคยคิดมาก่อนแล้วใช่ไหมว่าชเวซึงฮยอนจูบเก่งเป็นบ้าเลยจริงๆ

 

ร่างบางหายใจเข้าลึกๆ เมื่อซึงฮยอนถอนจูบไปแล้ว จียงรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดในตัวหายไปหมดจนต้องเอนซบอยู่กับบ่าแข็งๆ ของซึงฮยอน กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยรวยรินอยู่ตรงปลายจมูก เสื้อเชิ้ตเรียบๆ ที่อีกฝ่ายใส่แนบชิดกับผิวเนื้อ มีเสียงเต้นตุบๆ ของหัวใจเต้นอยู่ใต้อกเสื้อนั่น

 

จียงคิดไม่ออกว่าควรจะทำอะไรต่อ

 

มือแข็งแรงประคองใบหน้าของเขาไว้ทำให้ต้องมองตาคมดำขลับนั่นอีกครั้ง ริมฝีปากชื้นของอีกฝ่ายห่างไปไม่ถึงคืบ จียงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเสียสติตอนที่คิดว่าต้องการสัมผัสมันอีกครั้ง

“แก้มคุณค่อยดูมีสีเลือดขึ้นมาหน่อยแล้ว” ปลายจมูกโด่งคลอเคลียก่อนแยกจาก “คุณอาจจะอยากโทรหาผม”

ซึงฮยอนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะโบกกระดาษแข็งแผ่นไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือขึ้นตรงหน้าจียง ร่างบางกลั้นหายใจเมื่อมือข้างที่ถือนามบัตรของซึงฮยอนไล้ผ่านสะโพกลงไปที่ขอบกางเกงด้านหลัง และปลายนิ้วนั้นสอดกระดาษแผ่นบางลงในกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์สีเข้ม

“ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง”

ก้อนเนื้อในอกของร่างบางเต้นรัวเมื่ออีกฝ่ายพูดประโยคนั้น จียงไม่ได้อยากหลับตาลงแต่เขาห้ามตัวเองไม่ได้เมื่อริมฝีปากหยักประทับลงเบาๆ ที่หน้าผาก ชเวซึงฮยอนแค่ยิ้มและออกไปจากห้องน้ำ ทิ้งให้จียงเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง ร่างบางคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ แม้กระทั่งตอนที่เปิดน้ำเย็นจากก๊อกขึ้นมาล้างหน้า

 

รอยเลือดฝาดสีจางบนแก้มทำให้เขาดูไม่ซีดเซียวมากเกินไปจริงๆ

 

แทราทำหน้ากังวลตอนที่เห็นเขาเดินกลับมา เด็กสาวยังคงยืนอยู่กับอาสาสมัครชื่อคิมจินอู แต่ไม่มีวี่แววของคนที่อาสาพาเขาไปห้องน้ำเมื่อครู่ แทราเสนอให้โทรเรียกคนขับรถมารับถ้าหากเขายังรู้สึกไม่ดี จียงได้แต่ยิ้มและยืนยันกับเด็กสาวว่าตัวเองสบายดีและเล่นมุขตลกว่าสามารถขับรถไปวนรอบโซลก็ยังได้แทราจึงเลิกเซ้าซี้

ตาเรียวพยายามมองหาซึงฮยอนแม้จะพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในสนามที่จัดกิจกรรมของบ้านเด็กกำพร้า เขาตัดสินใจไม่ถามแทราหรือคิมจินอู เขาไม่จำเป็นต้องถามเพราะไม่ว่าอย่างไรก็หาอีกฝ่ายจนเจอได้ไม่ยากถ้าคิดจะตามหา

 

แต่ชเวซึงฮยอนนี่ไม่เคยคิดจะบอกลากันเลยจริงๆ หรือไง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk.... Happy Sunday :)

Comment

Comment:

Tweet

ชอบมาก น่าติดตามสุดๆๆ มาต่อเร็วๆนะคะ เป็นอะไรที่บรรยายไม่ถูกอ่ะ อ่านแล้วมีความสุข

#6 By crystal (1.46.202.7|1.46.202.7) on 2014-09-07 18:24

ชอบมาก น่าติดตามสุดๆๆ มาต่อเร็วๆนะคะ เป็นอะไรที่บรรยายไม่ถูกอ่ะ อ่านแล้วมีความสุข

#5 By crystal (1.46.202.7|1.46.202.7) on 2014-09-07 18:23

น่าติดตาม ดูมีลับลมคมในอะไรซ่อนอยู่

#4 By snowmim on 2014-07-29 22:40

เอ๋...มันแปลกๆนะค่ะ
การเมือง ครอบครัว ความสัมพันธ์แปลกๆที่ท็อปยื่นให้จี
มันจะเศร้าตอนจบไหมคร่าาา
ไม่เศร้านะค่าาาาา

จีไม่ได้หิ้วผญ.จริงๆอะแหละ
แต่ถูกหิ้วแทน ฮ่าๆๆ
แล้วที่เจอกันบ้านเด็กกำพร้านั้น
บังเอิญจริงๆใช่ป่ะ
อ่านแล้วชอบอีกแล้วคร่าาา
 ได้ความรู้สึกที่ชัดเจน
มาต่อเร็วๆนะคะ

อยากอ่านต่อแล้ววววววววว

#3 By mintaname on 2014-07-29 15:19

น่าติดตามที่สุดเลยย มาอัพต่อเร็วๆนะค่ะbig smile

#2 By 1988 (27.55.76.175|27.55.76.175) on 2014-07-29 10:38

ติดตามค่ะ ชอบๆ

#1 By yuigd (1.46.43.92|1.46.43.92) on 2014-07-27 21:39