Fic : Masquerade [2/...]

posted on 23 Oct 2014 23:20 by any-poly in Masquerade directory Fiction

Fic : Masquerade [2/....]

Paring : TempG, WINNER

Rating : PG17

A/N : What goes around, comes around

 

 

 

 

“Revenge is a dish that tastes best when served cold.” - Mario Puzo, The Godfather

 

 

 

 

 

 

               เด็กหนุ่มรูปร่างผอมสูงสวมหมวกแก๊ปบังใบหน้าคู่กับชุดพนักงานควบคุมระบบเสียงและวีดีโอในงานประมูลผลงานศิลปะของมูลนิธิลีจูยอนเดินเลี่ยงบรรดาแขกที่มาร่วมประมูลผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง อ๊คซองอู จังหวะการเดินและท่าทางของเด็กหนุ่มแทบไม่ดึงดูดความสนใจของคนในงาน เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเดินเข้าไปที่โต๊ะคอนโทรลระบบและทำอะไรบางอย่างกับเครื่องคอมพิวเตอร์

               ชั่วเวลาไม่ถึงอึดใจเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ แฝงตัวออกมาจากบริเวณงานที่สวนในบ้านตระกูลควอนและผ่านประตูหน้าออกไป ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกแก๊ปก้มต่ำจนมั่นใจว่ากล้อง CCTV ที่ซ่อนอยู่หลังโคมไฟตรงประตูหน้าบ้านจะจับภาพใบหน้าเอาไว้ไม่ได้

               เสียงดนตรีจากในงานแว่วออกมาถึงด้านนอก แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ได้สนใจมากนักเพราะเขาไม่ชอบเพลงคลาสสิคมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อมือของเด็กหนุ่มเอื้อมจะเปิดประตูรถญี่ปุ่นคันเล็กที่จอดแอบอยู่ริมกำแพงบ้านที่อยู่ติดกันกับบ้านตระกูลควอน แต่กลับถูกคว้าข้อมือเอาไว้ก่อน

               เด็กหนุ่มบิดข้อมือตัวเองแล้วจับท่อนแขนของอีกฝ่ายไว้พลางออกแรงดึงตามสัญชาติญาณ แต่อีกฝ่ายกลับฝืนแรงนั้นและดึงข้อมือจนเด็กหนุ่มเกือบล้มลง

               “ซึงยูนนี่ฉันเอง นายจะดึงแรงทำไมเนี่ย” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยทำให้เด็กหนุ่มคลายแรงรัดข้อมือ

               “ใครใช้ให้นายโผล่มาเงียบๆ ล่ะ” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มฟังดูหงุดหงิด “แล้วมานี่ทำไม พี่เขาใช้ให้นายมาเหรอ”

               “เปล่า แค่มาดูว่านายจัดการได้เรียบร้อยดีไหม”

               คนที่เพิ่งมาใหม่ดึงกุญแจรถจากมือเด็กหนุ่มมากดปลดล๊อคประตูและส่งสายตาให้เด็กหนุ่มเจ้าของรถเดินไปประจำที่นั่งฝั่งข้างคนขับ ทันทีที่รถเคลื่อนผ่านหน้าบ้านตระกูลควอนเด็กหนุ่มที่ชื่อคังซึงยูนก็อดเหลือบมองผ่านประตูใหญ่ที่เปิดกว้างอยู่ไม่ได้

               “กลัวไม่เรียบร้อยหรือไงถึงได้มองเข้าไปอีกรอบน่ะ”

               “อย่ามาดูถูกกันน่า มินโฮ ฉันไม่พลาดหรอก”

               คังซึงยูนพูดแล้วเม้มปากอย่างขัดใจ แต่คนฟังกลับหัวเราะคิกคักก่อนเร่งความเร็วผ่านหน้าบ้านหลังใหญ่ของตระกูลควอนไปโดยสวนกับรถยุโรปคันใหญ่ที่กำลังเลี้ยวเข้าบ้านที่จัดงานวันนี้

               “วันนี้พี่เขามากับใครน่ะ”

               “พี่ซึงฮุนล่ะมั้ง” มินโฮตอบเบาๆ ก่อนเร่งความเร็ว “แต่ไม่ใช่แทฮยอนแน่ เพราะว่าพี่เขาให้แทฮยอนไปทำธุระที่ปูซานให้”

               “นั่นสินะ”

               ซงมินโฮพูดเบาๆ แล้วเหลือบมองบ้านตระกูลควอนจากกระจกมองหลังก่อนจะหันมองเด็กหนุ่มตัวผอมที่โยนซีดีแผ่นหนึ่งเข้าไปในลิ้นชักเก็บของหน้ารถ ถึงจะรู้ดีว่าคังซึงยูนไม่เคยทำอะไรพลาดแต่มินโฮก็ยังตัดสินใจมาที่นี่เพื่อดูให้แน่ใจ เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ตามลำพัง

 

 

                จียงรู้สึกเบื่อทุกครั้งที่ต้องมีส่วนร่วมในงานเลี้ยงแบบนี้ แต่ก็ยังคงยิ้มให้กับแขกทุกคนอย่างสดชื่น งานประมูลผลงานศิลปะปีนี้เป็นงานเลี้ยงน้ำชาตอนบ่ายวันอาทิตย์ พ่อของเขาตั้งมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรขึ้นมาด้วยตัวเอง รายได้จากการบริจาคและกิจกรรมทั้งหมดจะนำไปใช้เพื่อการกุศล เช่น ทุนการศึกษาให้เปล่าแก่นักศึกษาเรียนดี แต่งานหลักของมูลนิธิเน้นหนักไปที่การช่วยเหลือครอบครัวที่สมาชิกหายตัวไป เช่น เด็กที่ถูกลักพาตัว หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่หายตัวไปจากบ้าน

                มูลนิธิลีจูยอนช่วยเหลือเรื่องเงินทุนให้กับมูลนิธิเล็กๆ ที่ทำงานเฉพาะด้าน และประสานงานกับหน่วยงานราชการให้ หลายครอบครัวติดตามสมาชิกในครอบครัวกลับมาได้ แต่บางครอบครัวก็ตามหาไม่เจอ ทางมูลนิธิจึงช่วยเยียวยาด้วยการจัดตารางให้พบจิตแพทย์ และหาตำแหน่งงานในบริษัทของ KCJ Group ที่เหมาะสมให้ เกือบ 16 ปีที่ตั้งมูลนิธิขึ้นมา ภาพลักษณ์ของ KCJ Group ที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ก็ดูดีมาตลอด 

                ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาทำใจให้เห็นคุณค่าของมูลนิธินี้ไม่ได้สักที บ่อยครั้งที่อ่านเจอบทความชื่นชมการทำงานของมูลนิธิผ่านสื่อต่างๆ จียงก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนรู้ว่ามูลนิธินี้ตั้งขึ้นมาก็เพื่อเหตุผลหลักในการลดหย่อนภาษีของ KCJ Group และเป็นที่ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่เป็นเงินสดของครอบครัวเขาเอง เงินพวกนั้นถูกซุกซ่อนเข้าบัญชีของมูลนิธิเพื่อเป็นหลักประกันว่า หากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นมา ครอบครัวเขาก็ยังคงมีเงินก้อนโตมากพอจะให้เอาไปตั้งต้นชีวิตใหม่ได้โดยไม่ลำบาก

               

               ทั้งๆ ที่ใช้ชื่อแม่มาตั้งเป็นชื่อมูลนิธิ ก็ยังทำแต่เรื่องสกปรกแบบนี้

               

                “ไม่ชอบงานเลี้ยงเหรอครับ”

                เสียงทุ้มๆ ทำให้จียงเกือบสะดุ้ง ร่างสูงที่มายืนอยู่ข้างหลังตอนไหนไม่รู้ส่งยิ้มให้แต่จียงกลับมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา และเอ่ยถามเสียงเบา

                “คุณเข้ามาในงานได้ยังไง”

                “ผมได้รับเชิญมาครับ”

                “ใครเชิญมา”

                จียงเผลอขมวดคิ้วและรู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองห้วนจนห่างไกลกับคำว่ามารยาทที่ดีของเจ้าภาพ แต่อีกฝ่ายก็ยังยิ้มอ่อนโยน

                “ผมช่วยงานที่บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล ก็เลยได้รับเชิญมา”

                “ไม่ทราบเลยว่าคุณฮันนาเชิญอาสาสมัครของมูลนิธิด้วย”

                ร่างบางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไร จียงไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย ตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจออีกฝ่าย จียงยังไม่กังวลเท่านี้เพราะคิดว่าคงไม่ได้เจอกันอีก แต่กลายเป็นว่าชเวซึงฮยอนก็กลับมาอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้

               และเขาเดาไม่ออกเลยว่าชเวซึงฮยอนต้องการอะไร แต่ที่รู้คืออีกฝ่ายกำลังพยายามเข้ามาใกล้มากจนเกินขอบเขตที่จียงกั้นไว้เป็นเขตปลอดภัย ตาเรียวจ้องหน้าอีกฝ่ายแต่ชเวซึงฮยอนก็มองกลับมาด้วยดวงตาคมกริบคู่นั้น

 

                ใกล้จนน่ากลัว จียงคิดและหวังว่ามันจะไม่แสดงออกผ่านดวงตาให้ซึงฮยอนรู้

 

                “นายครับ”

                เด็กหนุ่มที่เดินมาหาซึงฮยอนเป็นคนทำลายกำแพงความอึดอัดที่ก่อตัวในอากาศ จียงมองเด็กหนุ่มตัวสูงสวมสูทสีเทาเรียบๆ ที่เดินมากระซิบอะไรกับซึงฮยอนแต่คนฟังไม่เปลี่ยนสีหน้า เมื่อเด็กหนุ่มถอยห่างออกไปซึงฮยอนก็ตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไม่เปลี่ยน

                “ขอบใจมากนะซึงฮุน”

                “ครับ”

                เด็กที่ชื่อซึงฮุนรับคำแล้วเดินจากไป คิ้วเรียวของจียงขมวดก่อนที่เจ้าตัวจะรีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นซึงฮยอนมองมา ร่างบางตัดสินใจจะเดินเลี่ยงไปหาแทราที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของงาน แต่มือแข็งแรงของอีกฝ่ายคว้าแขนเขาไว้ไวพอกัน ซึงฮยอนมองมาด้วยสายตาแบบที่จียงกลัวว่าใครจะสังเกตและรู้สึกแบบเดียวกันกับที่เขารู้สึก

 

                สายตาของชเวซึงฮยอนช่าง ... เว้าวอน 

 

                “ทำไมชอบเดินหนีอยู่เรื่อยละครับ”

                “ปล่อยก่อน” จียงพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น ก่อนจะพูดอย่างเบาที่สุด “ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่ตอนนี้”

                “งั้นเมื่อไหร่ล่ะครับ”

                มือแข็งแรงปล่อยจากท่อนแขนของจียงทันทีที่ถามประโยคนี้ออกไป ร่างบางถอนใจอย่างโล่งอก และกัดริมฝีปากเหมือนจะชั่งใจ แต่เมื่อสายตาคมคู่นั้นยังคงมองตรงมาจียงก็ไม่มีทางปฏิเสธ

                “ไว้ผมจะโทรไป”

                ชเวซึงฮยอนยกยิ้มและก้มศีรษะน้อยๆ ให้ก่อนจะเดินจากไปหากลุ่มนักประมูลที่ยืนคุยกันอยู่ตรงหน้าโต๊ะวางเครื่องดื่ม จียงถอนใจเบาๆ และเดินไปหาแทราที่ยืนคุยกับกลุ่มเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน จียงจำชื่อเด็กสาว 3 คนนั้นไม่ได้ แต่จำได้ดีทีเดียวว่าพ่อแม่ของพวกเธอเป็นใครและมีเงินทุนหนาแค่ไหน

                “พี่จียง” แทราเอ่ยทักอย่างสดชื่น “เมื่อกี๊เห็นพี่จียงคุยกับพี่ซึงฮยอนอยู่ ไม่ชวนมาดื่มชาด้วยกันล่ะคะ”

                “คุณซึงฮยอนเขาต้องไปคุยกับแขกคนอื่นน่ะ”

                “พี่จียงรู้จักพี่ซึงฮยอนด้วยเหรอคะ โลกกลมจัง”

               เด็กสาวผมยาวที่สวมชุดกระโปรงลูกไม้เอ่ยขึ้น จียงจำได้ว่าเธอเป็นลูกสาวของเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงโซล พ่อของเขาสนิทกับคุณลีพ่อของเธอ เพราะ KCJ Group เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารทุกแห่งในเครือของห้างนี้ จียงยิ้มให้และเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

               “รู้จักคุณซึงฮยอนด้วยเหรอครับ”

                “ค่ะ พี่ซึงฮยอนเพิ่งจะบริจาคเงินช่วยเหลือสัตว์พิการกับโครงการของที่ห้างน่ะค่ะ”

                เด็กสาวยิ้มอย่างสดใสโดยไม่รู้ว่าประโยคบอกเล่าเมื่อครู่ทำให้จียงสนใจเรื่องของชเวซึงฮยอนมากขึ้นแค่ไหน เพราะถ้าเป็นผู้บริจาคที่เจ้าของห้างรู้จักแบบนี้ ตัวเลขที่ร่วมการกุศลนั้นคงไม่น้อยทีเดียว แต่ความสนใจทั้งหมดถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้ม

               จียงรู้สึกเหนื่อยที่ต้องฟังสาวๆ หัวเราะคิกคักและพูดถึงชายหนุ่มคนอื่นๆ ในงานจึงอาสาไปหยิบขนมให้และทำเฉยใส่รอยยิ้มของชเวซึงฮยอนที่ยืนอยู่กับกลุ่มนักสะสมงานศิลปะ

 

                เสียงเหมือนมีคนเคาะแก้วเบาๆ ผ่านไมโครโฟนทำให้คนที่มาร่วมงานหันไปสนใจด้านหน้าฉากที่ทำยกพื้นไว้ คุณฮันนายืนอยู่ตรงนั้น สวมชุดเดรสแขนกุดสีงาช้างและมีเครื่องประดับชิ้นเดียวคือ เข็มกลัดรูปหงส์ที่ทำด้วยทองคำขาวประดับเพชรกลัดอยู่บนอกเสื้อ เพชรน้ำงามสะท้อนแสงแดดเป็นประกายวิบวับ รอยยิ้มของเธออ่อนหวานและดูสุขุม

 

               เข็มกลัดอันนั้นเคยเป็นของแม่ จียงคิด

 

                “ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานประมูลภาพเพื่อการกุศลของมูลนิธิลีจูยอนค่ะ” คุณฮันนาส่งยิ้มและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงน่าฟัง “มูลนิธิของเราก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ และโดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียผู้เป็นที่รักในครอบครัวไป งานของเราคือการต่อเติมความหวังให้กับผู้ที่กำลังหมดหวัง และทุกท่านที่จะร่วมบริจาคในวันนี้จะเป็นผู้ร่วมมอบความหวังให้กับผู้อื่นร่วมกับเรา ต่อจากนี้ขอเชิญผู้ก่อตั้งมูลนิธิ คุณควอนชอลจุน กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านก่อนที่เราจะเริ่มการประมูลค่ะ”

                แขกที่มาร่วมงานปรบมือเบาๆ เมื่อคุณฮันนาพูดจบ เธอส่งยิ้มให้กับทุกคนพลางกวาดสายตาไปรอบๆ และเดินลงจากยกพื้นนั้นเพื่อไปนั่งที่โต๊ะสำหรับแขกผู้ใหญ่ตรงที่ใกล้กับยกพื้น จียงยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นควอนชอลจุนลุกขึ้นเดินไปแทนที่คุณฮันนา พ่อของเขาสวมเชิ้ตสีเดียวกับภรรยา สวมกางเกงสีกรมท่าและเสื้อนอกสีเดียวกับกางเกง

               “ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาร่วมงานวันนี้อีกครั้งนะครับ ผมในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธินี้รู้สึกซาบซึ้งที่ทุกท่านให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการ ผมและครอบครัวเข้าใจความรู้สึกของผู้สูญเสียได้ดีกว่าใครๆ ดี”

                จียงรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อที่ใบหน้าหลุดพ้นการควบคุมของสมองไปแล้วเมื่อได้ยินผู้เป็นพ่อพูดจนจบประโยค ร่างบางพยายามหายใจลึกๆ เพื่อควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติ และพยายามคุมมือที่ถือจานขนมไว้ไม่ให้สั่น

               “ลีจูยอน ภรรยาคนแรกและแม่ของลูกๆ ของผมหายตัวไปเมื่อ 16 ปีก่อน เราพยายามตามหาเธอแต่ก็ไม่พบ ผมจึงตั้งมูลนิธิเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเธอ และเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอื่นที่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับครอบครัวของเรา”

               ร่างบางฝืนยิ้มเมื่อแขกผู้หญิงรายหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หันมามองหน้าเขาด้วยความเห็นใจ แม้ริมฝีปากจะคลี่ยิ้มอยู่แต่จียงรู้สึกก้อนเนื้อที่เต้นอย่างรุนแรงอยู่ในอกด้วยความโกรธ และควอนชอนจุลยังคงกล่าวเปิดงานต่ออย่างสุขุม 

               “การประมูลผลงานศิลปะในวันนี้ รายได้ทั้งหมดจากการประมูลจะนำไปช่วยเหลือกิจกรรมของมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปครับ”

                ร่างบางรู้สึกเหมือนเสียงต่างๆ ในงานเงียบลงไป เพราะในหูแทบไม่ได้ยินอะไรเลย แม้กระทั่งภาพถาดของหวานที่อยู่ตรงหน้าก็ยังดูพร่าเลือน จียงคงเข้าใจว่าทุกอย่างในงานเป็นปกติถ้าไม่ได้ยินเสียงพ่อตะโกนให้ปิดวีดีโอในไม่กี่วินาทีถัดมา เจ้าภาพของงานหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ตอนนั้นเองจียงถึงได้สังเกตว่าคลิปภาพสั้นๆ ที่กำลังฉายอยู่บนจอภาพด้านหลังยกพื้นไม่ใช่ภาพสรุปผลงานของมูลนิธิอย่างที่เตรียมเอาไว้ แต่เป็นภาพการพิจารณาคดีในศาลที่ดูเหมือนเป็นภาพที่ตัดมาจากข่าวทางโทรทัศน์

 

                จียงรู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกพอใจในสถานการณ์ที่พ่อตัวเองถูกฉีกหน้าแบบนี้ แต่ตอนนี้กลับเป็นช่วงที่ดีที่สุดของงานเลี้ยงที่น่าเบื่อนี่จริงๆ

 

 

                แทราไม่เคยชอบเวลาที่ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงมาแต่ไหนแต่ไรโดยเฉพาะเวลาที่ควอนชอนจุลอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ เด็กสาวนั่งตัวลีบจนแทบจะจมหายไปในโซฟา เธอเหลือบตามองลูกชายโดยสายเลือดของพ่อเลี้ยงที่นั่งทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนอยู่ใกล้ๆ กัน ก่อนจะมองผู้เป็นแม่ที่นั่งขมวดคิ้วอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง

                “มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมคลิปในงานมันถึงกลายเป็นข่าวพิจารณาคดีของชเวจินฮยอกไปได้”

                แม้ควอนชอนจุลจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่เพราะไม่มีเสียงอื่นในห้องนั่งเล่น เสียงของพ่อเลี้ยงจึงดูเหมือนกับเสียงตวาด แทราจึงได้แต่ก้มหน้ามองพื้นเพราะกลัวว่าจะต้องสบตากับพ่อเลี้ยง

                “ช่างเทคนิคบอกว่าไม่มีใครเปลี่ยนอะไรเลยนะคะ” จองฮันนาพูดเสียงเบา “แผ่นที่เปิดก็เป็นแผ่นที่เราเตรียม”

                “แล้วมันเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ”

                ควอนชอนจุลตวาดกลับเมื่อคำอธิบายของภรรยาไม่ได้ทำให้พอใจมากกว่าเดิม แทรารู้สึกว่านั่งไม่สบายตัว แต่เธอก็ไม่กล้าขยับเพราะกลัวว่าความสนใจของคนในห้องจะเบี่ยงมาที่เธอ ส่วนพี่จียงกลับนั่งกดโทรศัพท์มือถือและเอ่ยเสียงเบื่อ

                “ผมว่าพ่อใจเย็นๆ ดีกว่านะครับ”

                “แกจะให้ฉันใจเย็นเหรอจียง ไหนแกบอกมาซิว่าจะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง”

                “มันก็แค่ความผิดพลาดเองนะครับ” จียงเถียงกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “พอเราปิดคลิปบ้าๆ นั่น ก็เริ่มประมูลแล้วก็ได้เงินเข้ามูลนิธิตามเป้านี่”

                “เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ เด็กอย่างแกจะเข้าใจอะไร”

                “แล้วมีอะไรที่ผมไม่เข้า พ่อก็บอกมาสิครับ”

                แทราเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเสียงของจียงดังกว่าปกติ เธอเห็นตาเรียวของพี่ชายจ้องพ่อตัวเองโดยไม่ละไปไหน และควอนชอนจุลก็มองหน้าลูกชายอย่างโกรธเกรี้ยวแต่กลับไม่พูดอะไรต่อนอกจากเดินปึงปังออกไปจากห้อง แม่ของเธอถอนหายใจก่อนจะบอกแม่บ้านให้เรียกคนขับรถมาเตรียมรถให้เธอออกไปข้างนอก

                “แทรา เดี๋ยวลูกขึ้นไปบนห้องแล้วกัน ถ้าจะกินข้าวเย็นก็ให้แม่บ้านยกขึ้นไปให้ เข้าใจไหม”

                “ค่ะ”

เด็กสาวตอบเสียงเบา แต่ดูเหมือนคุณฮันนาจะไม่ได้สนใจฟังคำตอบนัก เพราะแม่ของแทราเดินออกไปจากห้องนั่งเล่นแล้ว เด็กสาวจึงได้แต่หันไปมองจียงและส่งยิ้มแห้งแล้งให้ลูกติดของพ่อเลี้ยง

                “ว่าไงแทรา”

                “เปล่าค่ะ”

                “มานั่งนี่มา”

               จียงพลางกวักมือให้แทรามานั่งด้วยกัน พอเด็กสาวมานั่งใกล้ๆ จียงก็แกล้งขยี้ผมจนยุ่ง เด็กสาวโวยวายอย่างไม่จริงจังนักและสุดท้ายก็หัวเราะเบาๆ แทรารู้สึกใจชื้นว่าจียงไม่ได้โมโหเหมือนกับควอนชอนจุลจึงตัดสินใจพูดด้วยเสียงค่อยๆ

               “พี่จียงอยู่ทานข้าวเย็นที่บ้านได้ไหมคะ”

               “วันนี้พี่จะออกไป...” จียงนิ่งไป “ไปนอนที่คอนโดน่ะ”

               แทราหน้าเจื่อนเมื่อคิดว่าจะต้องอยู่บ้านกับพ่อเลี้ยงที่กำลังหงุดหงิดตามลำพัง เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายก่อนจะเอ่ยขอด้วยความหวังสุดท้าย

               “พี่จียงให้หนูไปค้างที่คอนโดด้วยได้ไหมคะ”

               “ไม่ได้หรอก” จียงตอบแล้วจูบเบาๆ ที่หน้าผากน้องสาว “พี่นัดเพื่อนไว้น่ะ แทราก็ให้แม่บ้านเตรียมข้าวเย็นทานบนห้องนะ ไม่งั้นก็สั่งจากที่โรงแรมก็ได้”

               “ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่ค่อยหิว”

               แทรายิ้มเจื่อนและมองตามจียงที่เดินออกจากห้องนั่งเล่นไปอีกคน บ้านหลังใหญ่ที่อยู่มาตั้งแต่จำความได้กลายเป็นเหมือนฉากในละครเวทีมากกว่าจะเป็นบ้านจริงๆ ทุกคนในบ้านพากันออกไปคนละทิศคนละทางเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะระหว่างกันและกัน ในขณะที่แทรากลายเป็นคนเดียวที่ต้องติดอยู่ที่นี่และไม่มีสิทธิ์ไปไหน

 

               บ้านหลังนี้กว้างเกินไปสำหรับคนที่อยู่ตัวคนเดียว อย่างน้อยแทราก็รู้สึกแบบนั้น

 

 

               ลูกชายคนเล็กของควอนชอนจุลเดินเลียบข้างสนามที่เคยใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงเมื่อตอนบ่าย พ่อบ้านใหญ่คนที่ทำงานบ้านนี้มาตั้งแต่ก่อนจียงเกิดยืนควบคุมพนักงานของบริษัทจัดเลี้ยงเก็บข้าวของ จียงเดินเร็วๆ ผ่านประตูหน้าบ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัยที่พ่อเขาจ้างมารีบลุกขึ้นยืนทักทาย ร่างบางเพียงแต่พยักหน้ารับแล้วเดินออกมาริมถนนใหญ่ รถลีมูซีนสีดำคันงามจอดอยู่ตรงข้างรั้วกระพริบไฟสูงใส่ 2 ครั้ง

 

               เหมือนกำลังทำอะไรพลาดไปหรือเปล่า   

 

               จียงคิดอย่างลังเลตอนที่เด็กหนุ่มชื่อ ซึงฮุน ที่เจอในงานเลี้ยงเมื่อครู่มารอเปิดประตูห้องรถให้ แต่เขาไม่มีทางที่อื่นให้ไปแล้ว ไม่อยากพบหน้าเพื่อนฝูงที่รู้เรื่องราวในชีวิต จียงเพียงต้องการคนแปลกหน้าสักคนที่พอจะพูดคุยด้วยได้ และคนแปลกหน้าคนนั้นบังเอิญส่งข้อความมาหา และเขาบังเอิญตัดสินใจตอบตกลง

               ร่างบางชะงักอยู่ที่ประตูรถชั่วอึดใจก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งเบาะฝั่งตรงกันข้ามกับชเวซึงฮยอน เสียงประตูรถปิดเบาๆ เกือบทำให้จียงสะดุ้ง คิ้วเข้มของฝ่ายตรงข้ามเลิกขึ้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

               “อยากไปไหนหรือเปล่าครับ”

               “ไม่รู้สิ”

               “งั้นไปบ้านผมแล้วกัน” ชเวซึงฮยอนพูดเรียบๆ “ซึงฮุน ไปที่ฮันนัมนะ”

               “ครับ”

               เด็กหนุ่มตอบกลับมาเบาๆ ก่อนจะกดปิดกระจกกั้นระหว่างที่นั่งคนขับกับห้องโดยสาร เป็นครั้งแรกที่จียงรู้สึกว่ารถลีมูซีนแคบไปถนัดใจ อาจจะเป็นเพราะสายของชเวซึงฮยอนครอบครองทุกอย่างบนรถคันนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเบาะที่เขากำลังนั่งอยู่

               “อึดอัดเหรอครับ” ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มน้อยๆ “หรือว่าไม่ชอบรถคันนี้”

               “เปล่า”

               “คุณโกหกแล้วควอนจียง”

               ชเวซึงฮยอนพูดเบาๆ แล้วเลื่อนตัวลงมาจากเบาะที่นั่งอยู่อย่างรวดเร็ว ร่างสูงเกือบจะคร่อมอยู่เหนือร่างจียงด้วยซ้ำในตอนนี้ ใบหน้าหล่อเหลาที่มีดวงตาคมกริบรับกับจมูกโด่งและริมฝีปากร้ายกาจนั่นกำลังโน้มเข้ามาใกล้

               “ไม่”

               เสียงพูดของจียงไม่เบานักทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้ว ก่อนจะยิ้มเหมือนเด็กเกเรกำลังสนุกกับการแกล้งคนอื่น เจ้าของรถเข้ามาคลอเคลียที่ข้างหูและกระซิบ

               “อย่าเสียงดังสิครับ กระจกนี่ติดฟิล์มทึบแต่ไม่ได้กันเสียงนะ”

               ใบหน้าเรียวเผลอหันไปมองกระจกตามคำพูดของซึงฮยอนแต่ถูกดึงกลับมาและริมฝีปากบางก็ถูกครอบครองโดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้ปฏิเสธ จียงกระชากผมอีกฝ่ายไม่แรงนักเพื่อให้ซึงฮยอนหยุดและเป็นฝ่ายเริ่มจูบเสียเอง เขาได้ยินเสียงซึงฮยอนหัวเราะในลำคอเบาๆ และยอมเป็นฝ่ายให้เขาจูบ

 

               บดเบียด แนบชิด

 

               ลมหายใจของซึงฮยอนมีกลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นมินต์ และมีรสหวานที่น่าจะเป็นรสหมากฝรั่งอยู่ตรงปลายลิ้น จียงอยากชิมไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่ารสหวานนั้นจะหมดไปเมื่อไหร่ มือเรียวเลื่อนลงไปสัมผัสอกแกร่งใต้เสื้อสูทของอีกฝ่าย และรู้สึกคอแห้งผากเมื่อมือของซึงฮยอนกำลังวุ่นวายอยู่ที่หัวเข็มขัด มือบางดันไหล่แกร่งของอีกฝ่ายออกและพูดเสียงแหบพร่า

               “ไว้ต่อที่บ้านคุณได้ไหม”

               “อีกไกลนะครับ”

               ชเวซึงฮยอนตอบเบาๆ ก่อนจะจูบริมฝีปากบางแดงเรื่ออีกครั้ง และเมื่ออีกฝ่ายถอนจูบไป ร่างบางก็ได้แต่งับริมฝีปากตัวเองไว้แน่น เพราะสิ่งที่ซึงฮยอนกำลังทำอยู่ตรงหน้าขาอาจจะให้เขาส่งเสียงน่าอายออกไปถ้าไม่พยายามห้ามตัวเองไว้

 

               กระจกนี่ติดฟิล์มทึบแต่ไม่ได้กันเสียง 

 

               มือเรียวทึ้งผมดำนุ่มลื่นของซึงฮยอนอย่างแรงและกัดปากตัวเองเพื่อกลั้นเสียงใดๆ ก็ตามที่จะหลุดรอดออกมาออกอย่างไม่กลัวเจ็บ ขาเพรียวข้างหนึ่งพาดอยู่บนบ่าแกร่ง ริมฝีปากของซึงฮยอนทั้งชื้นและอุ่น ร่างบางหอบหายใจเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังดิ่งลึกลงไปกับซึงฮยอนเรื่อยๆ เหมือนอีกฝ่ายเป็นความมืดที่ไม่มีขอบเขต

 

               สุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นเนื้อเดียวกับความมืดนั้น 

 

 

               แทรารู้ว่าแม่อาจจะไม่พอใจถ้ารู้ว่าเธอเรียกคนขับรถให้มาส่งที่บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอลในเวลาเกือบค่ำแบบนี้ แต่เธอไม่อยากอยู่บ้านเพราะได้ยินเสียงพ่อเลี้ยงอาละวาดใส่แม่บ้านเรื่องอาหารเย็นก่อนจะปึงปังเข้าห้องนอนไป ก่อนหน้านี้เด็กสาวตัดสินใจโทรหาเพื่อนๆ ที่โรงเรียนแต่ไม่มีใครรับสาย แทราเลยนึกถึงบ้านเด็กกำพร้านี่เป็นที่สุดท้าย เพราะคิดว่าอาจจะมีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ให้ทำแก้เบื่อ

               แต่คนดูแลบ้านเด็กกำพร้าเอ่ยขอโทษเด็กสาวที่ให้เข้าไปไม่ได้ เพราะเลยเวลาทำการแล้ว แทราจึงได้แต่พยายามยิ้มสดใสให้อีกฝ่ายและขอโทษที่ทำให้ต้องลำบากใจ เด็กสาวรู้สึกหดหู่และหมดทางไป ตอนนี้ดูเหมือนใครๆ ก็มีทางออกกันหมดยกเว้นเธอ ที่ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็เจอแต่กำแพงหนาทึบ

 

               มีแต่เรื่องให้ผิดหวัง 

 

               แทราตัดสินใจอยู่นานก่อนจะเข้าไปในโบสถ์ชองนัมซึ่งอยู่ข้างๆ กัน เพราะเห็นคนมาสวดมนต์ในโบสถ์ ด้านในห้องโถงสว่างไสวด้วยโคมไฟที่ประดับเพดาน ส่วนตรงหน้ารูปปั้นพระเยซูบนไม้กางเขน มีเทียนไขเล่มโตถูกจุดไว้สว่างเต็มทั้งแท่นวางเทียน

               หน้ารูปปั้นพระแม่มารีมีชายคนหนึ่งนั่งคุกเข่าสวดมนต์อยู่ตรงนั้น เด็กสาวไม่แน่ใจนักว่าใช่คนที่รู้จักไหม จนกระทั่งอีกฝ่ายลุกขึ้นและหันมาสบตากัน รอยยิ้มสดใสจึงแต้มใบหน้าจืดชืดของแทราให้ดูมีชีวิตชีวา

               “พี่จินอู ดีใจจังค่ะ ไม่นึกเลยว่าจะเจอกัน”

               “แทรามากับใครเหรอครับ”

               “มาคนเดียวค่ะ” เด็กสาวยิ้มแห้งๆ แล้วหลบตา “แต่ว่าคนขับรถมาส่งล่ะค่ะ”

               “ดีแล้วล่ะครับ พี่นึกว่ามาคนเดียวยังเป็นห่วงอยู่เลย”

               แทรามองหน้าอาสาสมัครที่มูลนิธิแล้วส่งยิ้มไปให้ เด็กสาวพบว่าตัวเองสบายใจที่จะคุยกับพี่ชายใจดีคนนี้มากกว่าคนแปลกหน้าคนอื่น อาจเป็นเพราะตากลมโตใสซื่อของคนตรงหน้าที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย จินอูพาแทราไปนั่งลงตรงม้านั่งยาวในโบสถ์และเอ่ยถามเด็กสาวที่นั่งเงียบ

               “ทำไมวันนี้มาโบสถ์ละครับ”

               “คือที่บ้านไม่มีอะไรทำน่ะค่ะ” แทราตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะถามจินอูกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง “พี่จินอูล่ะคะ มาโบสถ์ทุกวันเหรอคะ”

               “เปล่าครับ วันนี้อยากสวดมนต์เลยแวะมา”

               “ดีจังเลยนะคะ พี่จินอูเป็นคนดีจัง”

               “ไม่ใช่หรอกครับ” จินอูพูดพลางหัวเราะอย่างขบขัน “คนมาโบสถ์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีหรอกนะครับ”

               “ไม่หรอกค่ะ พี่จินอูเป็นคนใจดีออก ไม่อย่างนั้นคงไม่ไปเป็นอาสาสมัคร ทำงานการกุศลเหนื่อยออก”

               “มันเป็นอย่างเดียวที่พี่ทำได้น่ะครับ”

               จินอูตอบเบาๆ และส่งยิ้มให้เด็กสาว แทราไม่แน่ใจว่าตัวเองแสดงความรู้สึกอะไรออกไปทางสีหน้าหรือเปล่า แต่ที่รู้คือคิมจินอูส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยนเหมือนที่พี่จียงชอบยิ้ม

               “มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ”

               “เปล่าค่ะ ไม่มีจริงๆ แค่อยากออกมาเดินเล่นเฉยๆ ค่ะ”

               แทรายิ้มกว้างเพื่อยืนยันให้อีกฝ่ายแน่ใจ เด็กสาวเห็นแม่ชีสวมชุดดำเหมือนซิสเตอร์ที่เคยสอนเธอที่โรงเรียนสมัยประถมเดินเข้าตรงหน้าแท่นเพื่อเก็บเทียนที่ดับแล้วออกไป จู่ๆ แทราก็นึกถึงพ่อแท้ๆ ที่ไม่ได้เจอกันมานาน ครั้งสุดท้ายที่พบกันสมัยที่ยังเรียนประถม พ่อของเธอใส่ชุดพนักงานยกของมายืนดักรอที่หน้าโรงเรียนเพื่อให้ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักเป็นของขวัญวันเกิด แต่พอแม่รู้เรื่องเข้าตุ๊กตาตัวนั้นก็ถูกโยนลงถังขยะและซิสเตอร์ที่โรงเรียนก็ห้ามไม่ให้เธอออกไปพบใครตามลำพังอีก

               แม่มักพูดเสมอว่าพ่อของเธอเป็นพวกขี้แพ้ ไม่เอาไหน และบ่อยครั้งที่แม่ย้ำว่าเธอเองก็เป็นเหมือนพ่อไม่มีผิดทั้งที่แม่พยายามสุดชีวิตเพื่อจะทำให้ชีวิตของลูกสาวคนเดียวดีขึ้น

 

               “แทรา เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

               เสียงเบาๆ ของจินอูทำให้เด็กสาวสะดุ้งก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธและชวนจินอูคุยเรื่องงานอาสาที่บ้านเด็กกำพร้า ชายหนุ่มเล่าให้ฟังอย่างสดใสและเอ่ยชวนให้เธอมาช่วยอีกถ้าหากว่ามีเวลา แทราจึงรับปากว่าจะไปอีกแน่ๆ แม้จะไม่แน่ใจนักว่าตัวเองจะขอแม่ออกมาได้หรือเปล่า

               สายตาของคิมจินอูเหลือบมองไปที่ประตูหน้าโบสถ์เด็กสาวจึงหันตามไปและเห็นคนขับรถมายืนรออยู่ แทราจึงลุกขึ้นและโค้งให้จินอูก่อนจะขอตัวกลับ อีกฝ่ายเพียงแต่ยิ้มสดใสและบอกให้เธอรักษาสุขภาพ ก่อนจะเดินกลับไปที่แท่นบูชาพระแม่มารีอีกหน มือแข็งแรงของพี่จินอูจุนเทียนไขบูชาอีกเล่มและแทราก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนนั้นเอ่ยบทสวดเบาๆ

 

               วันทามารีย์ เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน พระเจ้าสถิตกับท่าน

               ผู้ได้รับพระพรกว่าสตรีใดๆ และพระเยซูโอรสของท่าน ทรงได้รับพระพรยิ่งนัก 

               สันตะมารีย์ พระมารดาพระเจ้า โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาป

               บัดนี้และเมื่อจะตาย อาแมน

 

 

               กริ๊ก...

 

               กริ๊ก...

 

               กริ๊ก...

 

               จียงได้ยินเสียงแปลกๆ นี้เหมือนดังอยู่ข้างหูจนต้องลืมตาขึ้นมาหาต้นตอของเสียงนั้น และเห็นว่าที่มาของเสียงเกิดจากซิปโปที่ถูกเปิดปิดเล่นอยู่ในมือของร่างสูง ซึงฮยอนสวมเสื้อเชิ้ตยับย่นตัวเดิมแต่ไม่ได้กลัดกระดุม ท่อนล่างซ่อนอยู่ใต้ผ้านวมผืนเดียวกับที่จียงห่มอยู่ และคาบบุหรี่ครึ่งมวนไว้หมิ่นเหม่ กลิ่นนิโคตินกระจายจนเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของห้อง เสียงเปียโนของเพลงที่ไม่รู้จักให้รสหวานแว่วจากลำโพงที่ซ่อนไว้ตรงมุมห้อง

               เขาอาจจะยังไม่ตื่นดีนักจึงได้รู้สึกว่าภาพ เสียง และกลิ่นที่สัมผัสนี้ไม่ใช่ของจริง จนกระทั่งซึงฮยอนดับบุหรี่กับถาดเขี่ยบุหรี่เซรามิคตรงข้างเตียงและโน้มตัวลงมาประทับริมฝีปากตรงขมับ

 

               ของจริงสินะ

 

               “ผมทำให้คุณตื่นอีกแล้ว”

               ซึงฮยอนพูดเบาๆ แล้วเลื่อนตัวลงไปนอนข้างๆ จียงใต้ผ้านวมผืนหนา ไออุ่นจากผิวของซึงฮยอนถ่ายทอดไปยังร่างเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มของจียงจนอุ่นกว่าเก่า ร่างบางให้เหตุผลกับตัวเองว่าเป็นเพราะความเมื่อยล้าจากกิจกรรมเมื่อค่ำ ทำให้ไม่ขัดขืนเมื่อร่างสูงเข้าไปกอดไว้แนบอกและใช้แขนแข็งแรงให้หนุนแทนหมอน

               “ผมตื่นง่าย”

               “แต่ตาคุณยังไม่เปิดเลย” ซึงฮยอนพูดเบาๆ และจูบตรงตาเรียวทั้งสองข้าง “ชอบโกหกจริงๆ เลยนะครับ”

               “คนเราก็ชอบโกหกกันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” จียงถามเมื่ออีกฝ่ายเงียบไป “เล่าเรื่องของคุณให้ฟังหน่อยสิ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลยสักอย่าง”

               “คุณรู้ชื่อผม”

               “ก็แค่ชื่อ”

               “ผมชื่อชเวซึงฮยอน อายุ 28 โสด ทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ พอมีเงินใช้จ่ายนิดหน่อย”

               จียงหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายพูดเหมือนเป็นเรื่องไม่สำคัญ ร่างบางรั้งใบหน้าคมมาจูบเบาๆ และปล่อยให้ปลายจมูกโด่งของซึงฮยอนคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้ม จียงลืมความหงุดหงิดตลอดวันเสียสนิทเมื่อใช้เวลาค่อนคืนอยู่กับอีกฝ่าย ชเวซึงฮยอนไม่เคยทำให้เขาผิดหวังไม่ว่าจะเป็นตอนที่เจอกันครั้งแรกหรือตอนนี้

               “อยากรู้เรื่องอะไรของผมไหม” จียงถามเบาๆ “หรือรู้แค่นี้พอแล้ว”

               “ผมรู้เรื่องคุณมากกว่าที่คุณคิดนะ”

               “จริงเหรอ”

               ร่างบางถามพลางหัวเราะอย่างขบขันเมื่ออีกฝ่ายตอบแบบนั้น แต่ชเวซึงฮยอนไม่พูดอะไรต่อนอกจากหลับตาและเริ่มหายใจสม่ำเสมอเหมือนกำลังหลับสนิท จียงแกล้งบีบจมูกอีกฝ่ายแต่ซึงฮยอนกลับหลับไปแล้ว ร่างบางนอนมองใบหน้าคมในแสงสลัวของโคมไฟข้างเตียง และตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่าสิ่งที่ทำลงไปถูกต้องแล้วหรือเปล่า

               แต่ชเวซึงฮยอนดูเหมือนพวกเศรษฐีใหม่ที่ตั้งตัวขึ้นมาได้ด้วยการทำธุรกิจถูกจุด อาจจะเป็นหุ้นหรือการลงทุนอื่นๆ บางทีเพราะความผิดพลาดกับคนที่คบก่อนหน้านี้ที่ทำให้จียงระแวงมากขนาดนี้ บางทีซึงฮยอนอาจจะเป็นเพื่อนคุยที่ดีเหมือนกับที่เป็นคู่นอนที่ดี

 

               โลกนี้ไม่มีใครโชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีกหรอก จียงคิดก่อนหลับไปในอ้อมแขนของอีกฝ่าย

 

 

               นัมแทฮยอนนั่งเคาะแป้นคอมพิวเตอร์ไปเรื่อยๆ ตอนที่ซงมินโฮวางแก้วกาแฟดำให้บนโต๊ะ เด็กหนุ่มเหลือบตามองและพยักหน้าขอบคุณก่อนจะก้มลงพิมพ์ต่อ มินโฮทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของแทฮยอนและดึงสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวอยู่เสมอมาวาดอะไรเล่นพลางๆ ทั้งห้องมีเสียงที่ดังที่สุดคือเสียงปลายนิ้วของแทฮยอนสัมผัสแป้นคอมพิวเตอร์

               “พี่ไปนอนก็ได้นะ จะตีสามแล้ว” แทฮยอนพูดเบาๆ แต่ตายังจ้องหน้าจอ “ผมยังไม่เสร็จ”

               “ไม่ง่วงหรอก นั่งเป็นเพื่อนนายก่อนก็ได้”

               “ก็แล้วแต่นะ”

               แทฮยอนพูดเบาๆ แล้วยกแก้วกาแฟที่เริ่มคลายความร้อนขึ้นมาจิบและพิมพ์ข้อมูลต่อ มินโฮเอนหลังมองด้านข้างของใบหน้าอีกฝ่าย คิ้วตกนั่นดูเหมือนจะทำให้หน้าหยิ่งๆ ของแทฮยอนดูน่าเอ็นดูขึ้น และดูเหมือนสายตาของเขาคงจับจ้องเจ้าน้องเล็กของกลุ่มนานเกินไป นัมแทฮยอนเลยเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับเอ่ยถามเสียงห้วน

               “อะไร”

               “เปล่า” มินโฮตอบ “แค่สงสัยว่านายทำอะไร”

               “ก็แค่แฮ็กเข้าไปแก้ไขอะไรนิดหน่อย พี่เขาขอให้ทำ”

               “ฉันไม่เคยเข้าใจคอมพิวเตอร์อะไรนี่เลยจริงๆ มันซับซ้อนเกินไป”

               มินโฮพูดพร้อมทำหน้ายุ่ง เสียงเคาะนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ของแทฮยอนหยุดลงก่อนที่เจ้าตัวจะเอนหลังพิงเบาะและยกกาแฟขึ้นมาจิบอีกหน

               “ไม่เห็นมีอะไรยากเลย ก็แค่ทำตัวเป็นหนู”

               “หนูเหรอ” มินโฮเลิกคิ้วอย่างงุนงงและแทฮยอนพยักหน้า

               “อืม เป็นหนู หารูเล็กๆ ที่เป็นช่องโหว่ในระบบที่เราจะเข้าไป พอหาช่องโหว่นั่นเจอ ก็ปลอมตัวเป็นผู้ดูแลระบบอันนั้นซะ แล้วก็เข้าไปแก้อะไรนิดๆ หน่อยๆ”

               “แล้วจะไม่มีคนตามกลับมาเจอนายเหรอ ฉันได้ยินว่ามันเช็คไอดีได้ไม่ใช่เหรอ”

               “ไอพีต่างหาก” แทฮยอนทำหน้ายุ่ง “ไม่เจอหรอกน่า ผมปลอมไอพีตัวเองให้มาจากฮังการีแล้ว แถมกว่าจะหาเจอว่าเป็นไอพีปลอมก็คงอีกนาน ยังไงเขาก็ต้องพยายามปิดระบบให้ได้ก่อนจะตามจับหนูแบบผมอยู่แล้ว”

               “ถ้านายไม่มีปัญหาก็ดี” มินโฮทำหน้าเหนื่อยใจ “ฉันไม่เคยเข้าใจไอ้การแฮ็กเว็บอะไรแบบนี้เลยซักที งงชะมัดเลย”

               “พี่ไม่ยอมเข้าใจมันต่างหาก คอมพิวเตอร์น่ะ คำตอบของคำถามมีแต่ถูกกับผิด ถ้าพี่ใส่คำตอบถูกมันก็ประมวลผลออกมาถูก แต่ถ้าคำตอบพี่ผิดมันก็จะประมวลผลไม่ได้ ก็แค่นี้เอง”

               “ไม่คุยกับนายแล้ว เรื่องนี้ฉันยอมแพ้ หิวไหม ให้ฉันไปทำอะไรให้กินไหม”

               “รามยอนร้อนๆ ซักชามก็ดีนะ”

               “ไข่ลวกกับกิมจีด้วยไหม”

               “จะถามทำไมในเมื่อพี่รู้อยู่แล้วว่าผมชอบแบบไหน”

               “ก็แค่ถามดูน่า นัมแทฮยอน”

               ซงมินโฮพูดยิ้มๆ ก่อนจะเดินมากอดคอเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แทฮยอนทำเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ แต่เมื่อริมฝีปากของมินโฮแตะลงตรงขมับ แทฮยอนก็เอนมาซบไหล่กว้างของอีกฝ่ายก่อนจะหลับตาและถอนหายใจยาวๆ มือแข็งแรงลูบผมของเด็กหนุ่มก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว ตาเรียวของแทฮยอนไม่ได้มองตามแต่เริ่มกลับมามองหน้าจออีกครั้ง ปลายนิ้วสัมผัสแป้นและเริ่มใส่ข้อมูลต่างๆ ลงไปตามที่พี่เขาต้องการ

 

               ทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

 

 

               ซึงรีทุบโต๊ะอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นเอกสารบัญชีกองโตบนโต๊ะ เขาแทบสติแตกเมื่อท่านประธานควอนโทรหาและบอกว่าต้องการให้ย้ายเงินสดเข้าไปในบัญชีของมูลนิธิลีจูยอน เขาไม่เคยเอ่ยปากคัดค้านเรื่องอะไรก็ตามที่ท่านประธานขอมาให้ช่วยทำ แต่ครั้งนี้เงินหนึ่งพันล้านวอนมันมากเกินความจำเป็น เงินก้อนนี้อาจจะโดนขอตรวจสอบเรื่องฟอกเงินอีกหน เขาทำบัญชีแทบตายเพื่อปกปิดเรื่องการถ่ายเทเงินของครอบครัวนี้ แต่ท่านประธานกลับหาคุกมาให้เขาทุกทีจริงๆ

               มือแข็งแรงกดโทรออกหาทงยองเบที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องกฎหมายของบริษัทนี้ ตาเรียวกวาดมองรายงานที่ลูกน้องเตรียมไว้ให้เพื่อตรวจสอบว่าจะไม่มีช่องโหว่ทางการเงินใดๆ ที่อาจจะทำให้ถูกตรวจสอบได้อีก ซึงรีเกือบจะหมดความอดทนตอนที่ต้องนั่งฟังเสียงสัญญาณรอสายของยองเบ

               “ผมนึกว่าต้องโทรสักร้อยรอบพี่ถึงจะรับสาย”

               “อย่ากวนประสาทฉันวันนี้นะซึงรี” ยองเบตอบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่ามาชวนฉันทะเลาะตอนที่มีแต่เรื่องบ้าๆ แบบนี้”

               “มีเรื่องอะไรฮะ” ซึงรีขมวดคิ้ว

               “นายไม่รู้เหรอว่าเว็บของ KCJ Group โดนแฮ็ก ตอนนี้ต้องปิดเว็บไปแล้ว แต่ก็มีมือดีจัดการเอาภาพหน้าเว็บกับเนื้อหาทั้งหมดส่งให้นักข่าว ตอนนี้ข่าวทุกสำนักลงเรื่องเว็บโดนแฮ็กกันหมด”

               “แฮ็กเว็บของบริษัทเนี่ยนะฮะ ทำทำไมกัน”

               “ไม่รู้สิ แต่ข้อมูลทั้งหมดเป็นเรื่องของคุณจูยอนที่หายตัวไป ทั้งภาพข่าวหนังสือพิมพ์ วีดีโอรายงานข่าวเรื่องการตามหาคุณจูยอน แถมยังใส่ข่าวลือที่ว่าคุณจูยอนไม่ได้ถูกลักพาตัวไป แต่เธอหนีไปเพราะท่านประธานจะสั่งฆ่าเธอ ตอนนี้ท่านประธานสั่งให้ทีมกฎหมายฟ้องทุกสำนักข่าวที่ลงข่าวเรื่องนี้”

               “ใครมันทำอย่างนี้ฮะ มีคนวางยาเราหรือเปล่า” ซึงรีถามอย่างใจคอไม่ดี “ตั้งแต่คราวที่แล้วเราก็เจอเรื่องที่โดนสอบบัญชี แถมเมื่อวานนี้ก็มีเรื่องวุ่นๆ ที่งานของท่านประธานอีกนี่ฮะ”

               “ฉันกับเลขาฮันช่วยกันตามหาอยู่ แต่จับมือใครดมไม่ได้เลย”

               เสียงของยองเบดูเหนื่อยล้าจนซึงรีสัมผัสได้ เขาทำงานกับยองเบมาหลายปี สิ่งที่ซึงรีรู้คือทงยองเบมักเป็นคนร่าเริงและมองโลกในแง่ดีกว่าพี่จียงมาก และความมองโลกในแง่ดีของพี่ยองเบนี่เองที่ทำให้ลูกชายคนเล็กของท่านประธานควอนไม่เย็นชากับคนอื่นมากนัก

               “พี่ยองเบฮะ คือ.. ท่านประธานขอให้ผมช่วยจัดการเรื่องบัญชี ท่านจะเอาเงินพันล้านวอนเข้าไปเก็บในมูลนิธิ แต่ถ้าทำเรื่องนี้ตอนนี้ เราอาจจะมีปัญหา...”

               “เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันคุยเอง นายอย่าเพิ่งทำอะไรนะ”

               “ฮะ” ซึงรีตอบเบาๆ “เราจะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมฮะ”

               “ไม่หรอก ฉันหวังว่าจะไม่มีนะ”

               ซึงรีพูดกับยองเบอีกสองสามคำก่อนวางสายแล้วเริ่มเก็บเอกสารบนโต๊ะ แต่เสียงฟ้าร้องด้านนอกหน้าต่างทำให้สะดุ้งด้วยความตกใจ กระจกใสกรุจากพื้นจรดเพดานของชั้น 23 ทำให้เห็นท้องฟ้าชัดเจน กลุ่มเมฆลอยต่ำอยู่ไม่ไกลและเปลี่ยนไอน้ำสีเทาให้กลายเป็นหยาดน้ำใสๆ สาดกระทบหน้าต่าง แสงจากฟ้าแลบตามมาหลังเสียงฟ้าร้องสนั่น อากาศในห้องทำงานของเริ่มเย็นขึ้นจนเจ้าของห้องต้องห่อไหล่

 

               หัวใจของซึงรีหนักอึ้งเหมือนมีเมฆก้อนโตๆ ตั้งเค้าอยู่ในใจ

 

 

                จียงรู้สึกอึดอัดเหมือนลิฟต์กำลังบีบอัดเข้ามา ตอนแรกเขากระดากใจที่ต้องอยู่กับซึงฮุนตามลำพัง เพราะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มที่ซึงฮยอนบอกว่าเป็นผู้ช่วยคิดอย่างไรกับเขา แต่ซึงฮุนวางตัวอย่างสุภาพและดูไม่สนใจเรื่องอะไรเกินความจำเป็นทำให้จียงเบาใจลงกว่าเก่า หรือบางทีอาจจะเป็นเรื่องบ้าๆ ที่ยองเบโทรมาบอก

               

               มีคนแฮ็กเว็บบริษัท เอาเรื่องแม่นายใส่ไปในเว็บแทน แถมส่งเรื่องให้นักข่าว 

 

                นั่นเป็นแค่เรื่องเดียวที่จียงจำได้ว่ายองเบบอก ซึงฮยอนเองก็ตกใจที่จู่ๆ เขาก็ผลุนผลันลุกจากเตียงไปแต่งตัวลวกๆ เตรียมออกไปเรียกแท็กซี่ แต่ร่างสูงรั้งแขนเขาไว้และบอกว่าจะให้ซึงฮุนไปส่งที่บ้าน ซึงฮยอนเข้าครัวไปชงกาแฟให้และบังคับให้ดื่มก่อนที่ซึงฮุนจะมากดกริ่งหน้าห้อง อีกฝ่ายบอกเขาว่าถ้าต้องการอะไรให้โทรมาหา เขายินดีจะช่วยเท่าที่ทำได้ จียงจำได้ว่าตัวเองแค่ยิ้มและพึมพำขอบคุณไป

                เสียงจากลิฟต์โดยสารบอกว่าเขาลงมาถึงชั้น B ที่ซึงฮุนจอดรถไว้ทำให้จียงกลับมาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดอยู่ตรงหน้า ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดตาเรียวก็เห็นเด็กหนุ่มแต่งตัวเรียบร้อยยืนอยู่กับชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง จียงเดาว่าคงเป็นคนเชื้อสายละติน แต่เขาไม่ได้สนใจมากนักเพราะซึงรีส่งข้อความมาว่าวันนี้หุ้นที่บริษัทตกลงไปอีก 2% ร่างบางเดินตามซึงฮุนไปขึ้นรถลีมูซีนและคิดว่าเมื่อคืนนี้ตัวเองคิดผิดไปมากจริงๆ ที่คิดว่าจะไม่เจอเรื่องแย่ๆ ซ้ำๆ สายฝนสาดกระทบกระจกหน้ารถเมื่อแล่นออกจากอาคาร ตาเรียวมองหยดน้ำที่พรมลงมาบนกระจกและเผลอพึมพำ

                When it rains, it pours”  

                “อะไรนะครับ” ซึงฮุนถามและมองมาผ่านกระจกมองหลัง

                “เปล่า ไม่มีอะไรหรอกซึงฮุน”

 

               ไม่มีอะไรหรอก ต้องไม่มีอะไร 

 

 

                เสียงเพลง Hungarian dance No.5 ดังกล่อมอยู่ในห้องตอนที่เปิดประตูเข้าไปด้านในห้อง คังซึงยูนจำได้แม่นว่าเป็นเพลงนั้นเพราะเจ้าของห้องมักจะเปิดเพลงนี้อยู่เสมอ แต่ซึงยูนไม่ชอบเพลงนี้ เขาไม่ชอบจังหวะที่ดนตรีเนิบนาบไปบางช่วงแล้วกลับมาสู่ท่อนที่เร็วขึ้นอย่างกระทันหัน แต่พี่ซึงฮยอนชอบพูดว่ามันเป็นเพลงที่เหมือนกับชีวิต

               

               มีขึ้นและมีลง ... พี่ซึงฮยอนพูดแบบนั้น

 

                เด็กหนุ่มตัวผอมเดินเสียงเบาจนแทบไม่มีเสียงฝีเท้า และถึงจะมีเจ้าของห้องก็คงไม่ได้ยินเพราะเสียงเพลงที่เปิดเอาไว้ในห้อง คังซึงยูนเห็นเรือนผมดำของเจ้าของห้องโผล่พ้นขอบพนักพิงโซฟาเบดตัวใหญ่ที่วางไว้ชิดหน้าต่างกระจกบานยาวจรดพื้น เมื่อมองลงจากชั้น 28 ลงไปยังพื้นข้างล่างกรุงโซลก็กลายเป็นเพียงบ้านตุ๊กตาเท่านั้น

                “พี่ซึงฮยอนครับ”

                “อือ”

                ซึงยูนได้ยินเสียงตอบกลับมาเบาๆ ก่อนจะเห็นว่ามือแข็งแรงของอีกฝ่ายประคองแก้วไฮบอลเนื้อดีบรรจุของเหลวสีอำพันอย่างเบอร์เบินไว้ค่อนแก้ว

                “พี่จินอูโทรมาบอกว่าเมื่อวานคุณแทราแวะมาที่บ้านเด็กกำพร้าครับ” ซึงยูนพูดโดยไม่รอให้อีกฝ่ายหันมาหา “แต่พี่ชายเธอไม่ได้มาด้วยนะครับ ผมว่าพี่คงรู้ เพราะว่าพี่ชายคุณแทราอยู่กับพี่”

                “จองแทราไม่มีพี่ชายนะซึงยูน เด็กคนนั้นเป็นลูกติดของจองฮันนา ภรรยาคนปัจจุบันของควอนชอลจุน พี่ว่าพี่บอกนายหลายหนแล้วนะ”

                “แค่ 2 หนครับ” เด็กหนุ่มเถียงเสียงเรียบ “ผมไม่ได้ลืมนะครับ แต่ในสถานะทางกฏหมายเขาก็เป็นพี่น้องกัน”

                “ไม่หรอก ตาแก่นั่นไม่ได้จดทะเบียนกับคุณฮันนา”

                มือแข็งแรงยกแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้นจิบก่อนและหลับตาลงดื่มด่ำกับท่อนสุดท้ายของเพลง แต่จู่ๆ เสียงเพลงก็หยุดไปกระทันหันทำให้ซึงฮยอนต้องลุกจากโซฟาด้วยความหงุดหงิด แต่คิ้วเข้มที่ขมวดเป็นปมกลับคลายออกเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างซึงยูนเป็นใคร

               “คุณมา...มายังไง”

               ซึงฮยอนพึมพำอย่างตื่นเต้นตอนที่เข้าไปกอดคนที่เป็นเหมือนพี่ชายเอาไว้ อีกฝ่ายตบไหล่ของซึงฮยอนเบาๆ และหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แม้หนวดเคราจะทำให้ใบหน้านั้นดูเข้ม แต่เมื่อผู้มาเยือนยิ้มกลับทำให้คนที่เห็นรู้สึกสดใสและอุ่นใจ

               “เปโดร ผมไม่คิดว่าคุณจะมาเลย”

               “ฉันรู้ว่านายชอบเรื่องเซอร์ไพรส์” สำเนียงเกาหลีแปลกแปร่งของอีกฝ่ายถูกส่งมาพร้อมรอยยิ้ม “ฉันโทรไปนัดซึงยูนให้ช่วยไปรับที่สนามบินแต่ไม่ได้บอกนาย”

               “ผมดีใจจริงๆ ที่คุณมา” ซึงฮยอนพูดและกอดอีกฝ่ายไว้อีกหน

               “นายดีใจแน่ซึงฮยอน ถ้ารู้ว่าฉันเอาอะไรมาด้วย”

               เปโดรอวดแฟลชไดร์ฟรูปไม้กางเขนขึ้นมาให้ซึงฮยอนดูและเจ้าของบ้านก็ยิ้มกว้าง สิ่งหนึ่งที่ซึงฮยอนรู้อยู่เสมอคือเปโดร ปาสคาลเป็นคนที่ทำทุกอย่างได้เหนือความคาดหมาย และทุกครั้งที่เปโดรบอกว่ามีเรื่องน่าตื่นเต้นนั่นหมายความว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นจริงๆ

 

               เหมือนคริสมาสต์ปีนี้จะมาเร็วกว่าทุกปีและได้เวลาเปิดกล่องของขวัญแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk ... หายไปนานเลย แฮ่ หวังว่าจะสนุกกันนะคะ

ขอบคุณมากๆ ค่า ^^

Comment

Comment:

Tweet

เป็นอีกเรื่องที่น่าติดตามมากๆเลยค่ะ
พี่ซึงฮยอนนี่ความลับเยอะจริงนะค่ะมีแผนจะทำอะไรต่อไปเนี๊ยะ

#2 By yuigd (1.47.11.211|1.47.11.211) on 2014-10-25 20:03

แหม่ พี่ท็อปมีลับลมคมในตลอดดด
มันไม่ธรรมดาแน่ๆ
แล้วนะ ล่าลวงจีชัดๆเลย
ไม่รู้ว่าจุดประสงค์คืออะไร
แต่อีกหน่อยจีวิกฤตแน่ๆ
ตื่นเต้นจังยิ่งอ่านยิ่งสนุก ต้อวรอตอนต่อไปอีก ไม่รู้จะอีกนานป่าว
ตอนสองกว่าจะมาก็นาน แหะๆ
ตอนสาม หวังจะมาเร็วๆ
แต่ยังไงก็รอ
จะนานหรือไม่นานก็รออยู่ดี
อิิอิ
แค่คุณพลอยมาต่อเราก็ดีใจแล้ววว

#1 By mintaname on 2014-10-24 17:00