Fic : Masquerade [2/...]

posted on 23 Oct 2014 23:20 by any-poly in Masquerade directory Fiction

Fic : Masquerade [2/....]

Paring : TempG, WINNER

Rating : PG17

A/N : What goes around, comes around

 

 

 

 

“Revenge is a dish that tastes best when served cold.” - Mario Puzo, The Godfather

 

 

 

 

 

 

               เด็กหนุ่มรูปร่างผอมสูงสวมหมวกแก๊ปบังใบหน้าคู่กับชุดพนักงานควบคุมระบบเสียงและวีดีโอในงานประมูลผลงานศิลปะของมูลนิธิลีจูยอนเดินเลี่ยงบรรดาแขกที่มาร่วมประมูลผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง อ๊คซองอู จังหวะการเดินและท่าทางของเด็กหนุ่มแทบไม่ดึงดูดความสนใจของคนในงาน เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเดินเข้าไปที่โต๊ะคอนโทรลระบบและทำอะไรบางอย่างกับเครื่องคอมพิวเตอร์

               ชั่วเวลาไม่ถึงอึดใจเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ แฝงตัวออกมาจากบริเวณงานที่สวนในบ้านตระกูลควอนและผ่านประตูหน้าออกไป ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกแก๊ปก้มต่ำจนมั่นใจว่ากล้อง CCTV ที่ซ่อนอยู่หลังโคมไฟตรงประตูหน้าบ้านจะจับภาพใบหน้าเอาไว้ไม่ได้

               เสียงดนตรีจากในงานแว่วออกมาถึงด้านนอก แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ได้สนใจมากนักเพราะเขาไม่ชอบเพลงคลาสสิคมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อมือของเด็กหนุ่มเอื้อมจะเปิดประตูรถญี่ปุ่นคันเล็กที่จอดแอบอยู่ริมกำแพงบ้านที่อยู่ติดกันกับบ้านตระกูลควอน แต่กลับถูกคว้าข้อมือเอาไว้ก่อน

               เด็กหนุ่มบิดข้อมือตัวเองแล้วจับท่อนแขนของอีกฝ่ายไว้พลางออกแรงดึงตามสัญชาติญาณ แต่อีกฝ่ายกลับฝืนแรงนั้นและดึงข้อมือจนเด็กหนุ่มเกือบล้มลง

               “ซึงยูนนี่ฉันเอง นายจะดึงแรงทำไมเนี่ย” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยทำให้เด็กหนุ่มคลายแรงรัดข้อมือ

               “ใครใช้ให้นายโผล่มาเงียบๆ ล่ะ” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มฟังดูหงุดหงิด “แล้วมานี่ทำไม พี่เขาใช้ให้นายมาเหรอ”

               “เปล่า แค่มาดูว่านายจัดการได้เรียบร้อยดีไหม”

               คนที่เพิ่งมาใหม่ดึงกุญแจรถจากมือเด็กหนุ่มมากดปลดล๊อคประตูและส่งสายตาให้เด็กหนุ่มเจ้าของรถเดินไปประจำที่นั่งฝั่งข้างคนขับ ทันทีที่รถเคลื่อนผ่านหน้าบ้านตระกูลควอนเด็กหนุ่มที่ชื่อคังซึงยูนก็อดเหลือบมองผ่านประตูใหญ่ที่เปิดกว้างอยู่ไม่ได้

               “กลัวไม่เรียบร้อยหรือไงถึงได้มองเข้าไปอีกรอบน่ะ”

               “อย่ามาดูถูกกันน่า มินโฮ ฉันไม่พลาดหรอก”

               คังซึงยูนพูดแล้วเม้มปากอย่างขัดใจ แต่คนฟังกลับหัวเราะคิกคักก่อนเร่งความเร็วผ่านหน้าบ้านหลังใหญ่ของตระกูลควอนไปโดยสวนกับรถยุโรปคันใหญ่ที่กำลังเลี้ยวเข้าบ้านที่จัดงานวันนี้

               “วันนี้พี่เขามากับใครน่ะ”

               “พี่ซึงฮุนล่ะมั้ง” มินโฮตอบเบาๆ ก่อนเร่งความเร็ว “แต่ไม่ใช่แทฮยอนแน่ เพราะว่าพี่เขาให้แทฮยอนไปทำธุระที่ปูซานให้”

               “นั่นสินะ”

               ซงมินโฮพูดเบาๆ แล้วเหลือบมองบ้านตระกูลควอนจากกระจกมองหลังก่อนจะหันมองเด็กหนุ่มตัวผอมที่โยนซีดีแผ่นหนึ่งเข้าไปในลิ้นชักเก็บของหน้ารถ ถึงจะรู้ดีว่าคังซึงยูนไม่เคยทำอะไรพลาดแต่มินโฮก็ยังตัดสินใจมาที่นี่เพื่อดูให้แน่ใจ เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ตามลำพัง

 

 

                จียงรู้สึกเบื่อทุกครั้งที่ต้องมีส่วนร่วมในงานเลี้ยงแบบนี้ แต่ก็ยังคงยิ้มให้กับแขกทุกคนอย่างสดชื่น งานประมูลผลงานศิลปะปีนี้เป็นงานเลี้ยงน้ำชาตอนบ่ายวันอาทิตย์ พ่อของเขาตั้งมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรขึ้นมาด้วยตัวเอง รายได้จากการบริจาคและกิจกรรมทั้งหมดจะนำไปใช้เพื่อการกุศล เช่น ทุนการศึกษาให้เปล่าแก่นักศึกษาเรียนดี แต่งานหลักของมูลนิธิเน้นหนักไปที่การช่วยเหลือครอบครัวที่สมาชิกหายตัวไป เช่น เด็กที่ถูกลักพาตัว หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่หายตัวไปจากบ้าน

                มูลนิธิลีจูยอนช่วยเหลือเรื่องเงินทุนให้กับมูลนิธิเล็กๆ ที่ทำงานเฉพาะด้าน และประสานงานกับหน่วยงานราชการให้ หลายครอบครัวติดตามสมาชิกในครอบครัวกลับมาได้ แต่บางครอบครัวก็ตามหาไม่เจอ ทางมูลนิธิจึงช่วยเยียวยาด้วยการจัดตารางให้พบจิตแพทย์ และหาตำแหน่งงานในบริษัทของ KCJ Group ที่เหมาะสมให้ เกือบ 16 ปีที่ตั้งมูลนิธิขึ้นมา ภาพลักษณ์ของ KCJ Group ที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ก็ดูดีมาตลอด 

                ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาทำใจให้เห็นคุณค่าของมูลนิธินี้ไม่ได้สักที บ่อยครั้งที่อ่านเจอบทความชื่นชมการทำงานของมูลนิธิผ่านสื่อต่างๆ จียงก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนรู้ว่ามูลนิธินี้ตั้งขึ้นมาก็เพื่อเหตุผลหลักในการลดหย่อนภาษีของ KCJ Group และเป็นที่ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่เป็นเงินสดของครอบครัวเขาเอง เงินพวกนั้นถูกซุกซ่อนเข้าบัญชีของมูลนิธิเพื่อเป็นหลักประกันว่า หากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นมา ครอบครัวเขาก็ยังคงมีเงินก้อนโตมากพอจะให้เอาไปตั้งต้นชีวิตใหม่ได้โดยไม่ลำบาก

               

               ทั้งๆ ที่ใช้ชื่อแม่มาตั้งเป็นชื่อมูลนิธิ ก็ยังทำแต่เรื่องสกปรกแบบนี้

               

                “ไม่ชอบงานเลี้ยงเหรอครับ”

                เสียงทุ้มๆ ทำให้จียงเกือบสะดุ้ง ร่างสูงที่มายืนอยู่ข้างหลังตอนไหนไม่รู้ส่งยิ้มให้แต่จียงกลับมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา และเอ่ยถามเสียงเบา

                “คุณเข้ามาในงานได้ยังไง”

                “ผมได้รับเชิญมาครับ”

                “ใครเชิญมา”

                จียงเผลอขมวดคิ้วและรู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองห้วนจนห่างไกลกับคำว่ามารยาทที่ดีของเจ้าภาพ แต่อีกฝ่ายก็ยังยิ้มอ่อนโยน

                “ผมช่วยงานที่บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล ก็เลยได้รับเชิญมา”

                “ไม่ทราบเลยว่าคุณฮันนาเชิญอาสาสมัครของมูลนิธิด้วย”

                ร่างบางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไร จียงไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย ตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจออีกฝ่าย จียงยังไม่กังวลเท่านี้เพราะคิดว่าคงไม่ได้เจอกันอีก แต่กลายเป็นว่าชเวซึงฮยอนก็กลับมาอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้

               และเขาเดาไม่ออกเลยว่าชเวซึงฮยอนต้องการอะไร แต่ที่รู้คืออีกฝ่ายกำลังพยายามเข้ามาใกล้มากจนเกินขอบเขตที่จียงกั้นไว้เป็นเขตปลอดภัย ตาเรียวจ้องหน้าอีกฝ่ายแต่ชเวซึงฮยอนก็มองกลับมาด้วยดวงตาคมกริบคู่นั้น

 

                ใกล้จนน่ากลัว จียงคิดและหวังว่ามันจะไม่แสดงออกผ่านดวงตาให้ซึงฮยอนรู้

 

                “นายครับ”

                เด็กหนุ่มที่เดินมาหาซึงฮยอนเป็นคนทำลายกำแพงความอึดอัดที่ก่อตัวในอากาศ จียงมองเด็กหนุ่มตัวสูงสวมสูทสีเทาเรียบๆ ที่เดินมากระซิบอะไรกับซึงฮยอนแต่คนฟังไม่เปลี่ยนสีหน้า เมื่อเด็กหนุ่มถอยห่างออกไปซึงฮยอนก็ตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไม่เปลี่ยน

                “ขอบใจมากนะซึงฮุน”

                “ครับ”

                เด็กที่ชื่อซึงฮุนรับคำแล้วเดินจากไป คิ้วเรียวของจียงขมวดก่อนที่เจ้าตัวจะรีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นซึงฮยอนมองมา ร่างบางตัดสินใจจะเดินเลี่ยงไปหาแทราที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของงาน แต่มือแข็งแรงของอีกฝ่ายคว้าแขนเขาไว้ไวพอกัน ซึงฮยอนมองมาด้วยสายตาแบบที่จียงกลัวว่าใครจะสังเกตและรู้สึกแบบเดียวกันกับที่เขารู้สึก

 

                สายตาของชเวซึงฮยอนช่าง ... เว้าวอน 

 

                “ทำไมชอบเดินหนีอยู่เรื่อยละครับ”

                “ปล่อยก่อน” จียงพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น ก่อนจะพูดอย่างเบาที่สุด “ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่ตอนนี้”

                “งั้นเมื่อไหร่ล่ะครับ”

                มือแข็งแรงปล่อยจากท่อนแขนของจียงทันทีที่ถามประโยคนี้ออกไป ร่างบางถอนใจอย่างโล่งอก และกัดริมฝีปากเหมือนจะชั่งใจ แต่เมื่อสายตาคมคู่นั้นยังคงมองตรงมาจียงก็ไม่มีทางปฏิเสธ

                “ไว้ผมจะโทรไป”

                ชเวซึงฮยอนยกยิ้มและก้มศีรษะน้อยๆ ให้ก่อนจะเดินจากไปหากลุ่มนักประมูลที่ยืนคุยกันอยู่ตรงหน้าโต๊ะวางเครื่องดื่ม จียงถอนใจเบาๆ และเดินไปหาแทราที่ยืนคุยกับกลุ่มเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน จียงจำชื่อเด็กสาว 3 คนนั้นไม่ได้ แต่จำได้ดีทีเดียวว่าพ่อแม่ของพวกเธอเป็นใครและมีเงินทุนหนาแค่ไหน

                “พี่จียง” แทราเอ่ยทักอย่างสดชื่น “เมื่อกี๊เห็นพี่จียงคุยกับพี่ซึงฮยอนอยู่ ไม่ชวนมาดื่มชาด้วยกันล่ะคะ”

                “คุณซึงฮยอนเขาต้องไปคุยกับแขกคนอื่นน่ะ”

                “พี่จียงรู้จักพี่ซึงฮยอนด้วยเหรอคะ โลกกลมจัง”

               เด็กสาวผมยาวที่สวมชุดกระโปรงลูกไม้เอ่ยขึ้น จียงจำได้ว่าเธอเป็นลูกสาวของเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงโซล พ่อของเขาสนิทกับคุณลีพ่อของเธอ เพราะ KCJ Group เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารทุกแห่งในเครือของห้างนี้ จียงยิ้มให้และเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

               “รู้จักคุณซึงฮยอนด้วยเหรอครับ”

                “ค่ะ พี่ซึงฮยอนเพิ่งจะบริจาคเงินช่วยเหลือสัตว์พิการกับโครงการของที่ห้างน่ะค่ะ”

                เด็กสาวยิ้มอย่างสดใสโดยไม่รู้ว่าประโยคบอกเล่าเมื่อครู่ทำให้จียงสนใจเรื่องของชเวซึงฮยอนมากขึ้นแค่ไหน เพราะถ้าเป็นผู้บริจาคที่เจ้าของห้างรู้จักแบบนี้ ตัวเลขที่ร่วมการกุศลนั้นคงไม่น้อยทีเดียว แต่ความสนใจทั้งหมดถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้ม

               จียงรู้สึกเหนื่อยที่ต้องฟังสาวๆ หัวเราะคิกคักและพูดถึงชายหนุ่มคนอื่นๆ ในงานจึงอาสาไปหยิบขนมให้และทำเฉยใส่รอยยิ้มของชเวซึงฮยอนที่ยืนอยู่กับกลุ่มนักสะสมงานศิลปะ

 

                เสียงเหมือนมีคนเคาะแก้วเบาๆ ผ่านไมโครโฟนทำให้คนที่มาร่วมงานหันไปสนใจด้านหน้าฉากที่ทำยกพื้นไว้ คุณฮันนายืนอยู่ตรงนั้น สวมชุดเดรสแขนกุดสีงาช้างและมีเครื่องประดับชิ้นเดียวคือ เข็มกลัดรูปหงส์ที่ทำด้วยทองคำขาวประดับเพชรกลัดอยู่บนอกเสื้อ เพชรน้ำงามสะท้อนแสงแดดเป็นประกายวิบวับ รอยยิ้มของเธออ่อนหวานและดูสุขุม

 

               เข็มกลัดอันนั้นเคยเป็นของแม่ จียงคิด

 

                “ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานประมูลภาพเพื่อการกุศลของมูลนิธิลีจูยอนค่ะ” คุณฮันนาส่งยิ้มและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงน่าฟัง “มูลนิธิของเราก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ และโดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียผู้เป็นที่รักในครอบครัวไป งานของเราคือการต่อเติมความหวังให้กับผู้ที่กำลังหมดหวัง และทุกท่านที่จะร่วมบริจาคในวันนี้จะเป็นผู้ร่วมมอบความหวังให้กับผู้อื่นร่วมกับเรา ต่อจากนี้ขอเชิญผู้ก่อตั้งมูลนิธิ คุณควอนชอลจุน กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านก่อนที่เราจะเริ่มการประมูลค่ะ”

                แขกที่มาร่วมงานปรบมือเบาๆ เมื่อคุณฮันนาพูดจบ เธอส่งยิ้มให้กับทุกคนพลางกวาดสายตาไปรอบๆ และเดินลงจากยกพื้นนั้นเพื่อไปนั่งที่โต๊ะสำหรับแขกผู้ใหญ่ตรงที่ใกล้กับยกพื้น จียงยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นควอนชอลจุนลุกขึ้นเดินไปแทนที่คุณฮันนา พ่อของเขาสวมเชิ้ตสีเดียวกับภรรยา สวมกางเกงสีกรมท่าและเสื้อนอกสีเดียวกับกางเกง

               “ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาร่วมงานวันนี้อีกครั้งนะครับ ผมในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธินี้รู้สึกซาบซึ้งที่ทุกท่านให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการ ผมและครอบครัวเข้าใจความรู้สึกของผู้สูญเสียได้ดีกว่าใครๆ ดี”

                จียงรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อที่ใบหน้าหลุดพ้นการควบคุมของสมองไปแล้วเมื่อได้ยินผู้เป็นพ่อพูดจนจบประโยค ร่างบางพยายามหายใจลึกๆ เพื่อควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติ และพยายามคุมมือที่ถือจานขนมไว้ไม่ให้สั่น

               “ลีจูยอน ภรรยาคนแรกและแม่ของลูกๆ ของผมหายตัวไปเมื่อ 16 ปีก่อน เราพยายามตามหาเธอแต่ก็ไม่พบ ผมจึงตั้งมูลนิธิเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเธอ และเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอื่นที่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับครอบครัวของเรา”

               ร่างบางฝืนยิ้มเมื่อแขกผู้หญิงรายหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หันมามองหน้าเขาด้วยความเห็นใจ แม้ริมฝีปากจะคลี่ยิ้มอยู่แต่จียงรู้สึกก้อนเนื้อที่เต้นอย่างรุนแรงอยู่ในอกด้วยความโกรธ และควอนชอนจุลยังคงกล่าวเปิดงานต่ออย่างสุขุม 

               “การประมูลผลงานศิลปะในวันนี้ รายได้ทั้งหมดจากการประมูลจะนำไปช่วยเหลือกิจกรรมของมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปครับ”

                ร่างบางรู้สึกเหมือนเสียงต่างๆ ในงานเงียบลงไป เพราะในหูแทบไม่ได้ยินอะไรเลย แม้กระทั่งภาพถาดของหวานที่อยู่ตรงหน้าก็ยังดูพร่าเลือน จียงคงเข้าใจว่าทุกอย่างในงานเป็นปกติถ้าไม่ได้ยินเสียงพ่อตะโกนให้ปิดวีดีโอในไม่กี่วินาทีถัดมา เจ้าภาพของงานหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ตอนนั้นเองจียงถึงได้สังเกตว่าคลิปภาพสั้นๆ ที่กำลังฉายอยู่บนจอภาพด้านหลังยกพื้นไม่ใช่ภาพสรุปผลงานของมูลนิธิอย่างที่เตรียมเอาไว้ แต่เป็นภาพการพิจารณาคดีในศาลที่ดูเหมือนเป็นภาพที่ตัดมาจากข่าวทางโทรทัศน์

 

                จียงรู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกพอใจในสถานการณ์ที่พ่อตัวเองถูกฉีกหน้าแบบนี้ แต่ตอนนี้กลับเป็นช่วงที่ดีที่สุดของงานเลี้ยงที่น่าเบื่อนี่จริงๆ

 

 

                แทราไม่เคยชอบเวลาที่ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงมาแต่ไหนแต่ไรโดยเฉพาะเวลาที่ควอนชอนจุลอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ เด็กสาวนั่งตัวลีบจนแทบจะจมหายไปในโซฟา เธอเหลือบตามองลูกชายโดยสายเลือดของพ่อเลี้ยงที่นั่งทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนอยู่ใกล้ๆ กัน ก่อนจะมองผู้เป็นแม่ที่นั่งขมวดคิ้วอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง

                “มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมคลิปในงานมันถึงกลายเป็นข่าวพิจารณาคดีของชเวจินฮยอกไปได้”

                แม้ควอนชอนจุลจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่เพราะไม่มีเสียงอื่นในห้องนั่งเล่น เสียงของพ่อเลี้ยงจึงดูเหมือนกับเสียงตวาด แทราจึงได้แต่ก้มหน้ามองพื้นเพราะกลัวว่าจะต้องสบตากับพ่อเลี้ยง

                “ช่างเทคนิคบอกว่าไม่มีใครเปลี่ยนอะไรเลยนะคะ” จองฮันนาพูดเสียงเบา “แผ่นที่เปิดก็เป็นแผ่นที่เราเตรียม”

                “แล้วมันเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ”

                ควอนชอนจุลตวาดกลับเมื่อคำอธิบายของภรรยาไม่ได้ทำให้พอใจมากกว่าเดิม แทรารู้สึกว่านั่งไม่สบายตัว แต่เธอก็ไม่กล้าขยับเพราะกลัวว่าความสนใจของคนในห้องจะเบี่ยงมาที่เธอ ส่วนพี่จียงกลับนั่งกดโทรศัพท์มือถือและเอ่ยเสียงเบื่อ

                “ผมว่าพ่อใจเย็นๆ ดีกว่านะครับ”

                “แกจะให้ฉันใจเย็นเหรอจียง ไหนแกบอกมาซิว่าจะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง”

                “มันก็แค่ความผิดพลาดเองนะครับ” จียงเถียงกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “พอเราปิดคลิปบ้าๆ นั่น ก็เริ่มประมูลแล้วก็ได้เงินเข้ามูลนิธิตามเป้านี่”

                “เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ เด็