[OS] The Last Sonata

posted on 09 Dec 2014 17:19 by any-poly in Oneshot-SF directory Fiction

[OS] The Last Sonata

Paring : TEMPG (GD’s POV)

Rating : PG

A/N : But if I can't have you I'll walk this life alone – Sam Smith, Leave your lover

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               “พี่ฮะ”

                จียงเรียกคนที่เดินนำไปข้างหน้าเบาๆ ทั้งที่ไม่แน่ใจสักนิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เพราะเสียงแฟลชจากกล้องของนักข่าวและแฟนๆ รวมทั้งเสียงรอบข้างในสนามบินแทบกลบเสียงที่เปล่งออกไปจนหมด แต่อีกฝ่ายก็หันมามองเมื่อยืนข้างกัน ตาคมเบื้องหลังกระจกใสของแว่นตาที่สวมไว้เป็นประกาย

 

 

                มีอะไร?

 

 

                ตาคมคู่นี้มักพูดแทนเจ้าตัวเสมอแม้ชเวซึงฮยอนไม่ได้เอ่ยปาก แต่ที่จียงไม่รู้คือคำถามจากดวงตาคมดุคู่นั้น คำถามที่ถามมาแฝงด้วยความสงสัย หรือไม่พอใจ

 

 

               เขาไม่แน่ใจ...

 

 

               “เดี๋ยวเราไปกินซูชิไหมฮะ ผมจะจองให้...”

               “ฉันไม่ค่อยอยากออกไปไหน”

               เสียงทุ้มตอบเบาๆ ก่อนจะเดินไปยื่นหนังสือเดินทางพร้อมกับถอดแว่นตาออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่สนามบินตรวจตามระเบียบ ร่างสูงเดินเข้าไปด้านในอาคารผู้โดยสารและพูดคุยหยอกล้อกับคนอื่นๆ ตามปกติ แต่สิ่งที่จียงสัมผัสมันได้ดีกว่าใครคือความเฉยชาที่อีกฝ่ายส่งมา

 

 

               ‘เขาไม่ได้โกรธนายแล้วล่ะจียง’ พี่ผู้จัดการเก่าของบิกแบงพูดตอนที่เอากล่องของมาให้ที่คอนโดใหม่ของเขา ‘พวกนายน่าจะคุยกันซะนะ ปรับความเข้าใจกัน’

               ‘ไหนพี่ว่า พี่เขาไม่ได้โกรธไงฮะ ทำไมเราต้องปรับความเข้าใจกันละฮะ’

               ‘จียง การทำให้คนใกล้ตัวโกรธก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แล้วการที่ทำให้เขาเสียใจนายยิ่งไม่น่าทำใหญ่เลย รู้ไหม’

 

 

               เขาจำได้ดีว่าวันนั้นไม่ได้ตอบอะไรพี่ผู้จัดการเก่าไปอีกนอกจากชวนคุยเล่นและชวนออกไปกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่อีกฝ่ายปฎิเสธเมื่อเห็นร่างระหงของหญิงสาวที่เดินออกมาจากห้องนอน จียงรู้จักรอยยิ้มแบบนั้นของพี่ผู้จัดการเก่าที่อยู่กันมาตั้งแต่วันแรกๆ ของบิกแบง

 

 

               รอยยิ้มที่หมายถึงการปฏิเสธ และไม่พอใจ

 

 

               จียงหงุดหงิดทุกครั้งที่เจอปฎิกิริยาที่คนรอบตัวมีต่อเขาและเธอ ตั้งแต่แฟนๆ ที่พากันหันหลังให้เขา แล้วก็คนรอบข้างที่ใกล้ชิด วันนั้นที่มีรูปออกมาท่านประธานโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนถึงขั้นออกปากว่า

 

 

               ‘เข้ากรมไปสักปีสองปีดีไหมจะได้สำนึกว่าทำอะไรลงไปบ้าง’

 

 

               ทั้งที่ตอนแรกไม่มีใครเดือดร้อนกับที่เขาคบกับเธอเลยสักคน

 

 

               ควอนจียงก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปด้านในอาคารผู้โดยสารด้านในก่อนจะกดโทรศัพท์ส่งข้อความไปถึงเธอว่าเขากำลังจะถึงโตเกียวอีกราวๆ 2 ชั่วโมง ถ้าหากเธอว่างให้รออยู่ที่ห้องชุดที่เขาเช่าเอาไว้

 

               เสียงหัวเราะหยอกล้อของแดซองกับชเวซึงฮยอนเป็นเสียงที่ระคายหูที่สุดของวัน

 

 

 

 

 

 

               “เหนื่อยไม่ไหวแล้ว”

               เสียงแจ้วๆ ของซึงรีโวยวายตอนที่วิ่งกลับเข้ามาหลังเวทีหลังจากคอนเสิร์ตจบ ปกติเจ้าน้องเล็กของวงไม่ใช่คนขี้บ่นแต่เพราะสุขภาพที่ยังไม่เต็มร้อยนักทำให้ซึงรีดูเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด เขาส่งขวดน้ำเย็นให้และน้องเล็กรับไปพร้อมรอยยิ้ม จียงรู้ว่าทุกคนในวงโกรธเขาเรื่องที่ไม่ได้ติดต่อมาตอนซึงรีป่วย เจ้าน้องเล็กหน้างอและทำให้เขารู้ว่าน้อยใจ ยองเบก็ตึงๆ ใส่เขาไปอาทิตย์หนึ่งเต็มๆ แดซองก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่ค่อยเล่นเมื่อเขาชวนคุย ส่วนพี่ใหญ่ของวง...

 

 

               ‘ไม่นึกว่านายจะทำแบบนี้’  นั่นคงเป็นคำที่แรงที่สุดที่จียงถูกอีกฝ่ายต่อว่า แค่ถามน้องสักคำว่าเป็นยังไงบ้างมันลำบากนักหรือไง นายจะคิดว่าเรายังอยู่เป็นวงกันก็เพราะสัญญาหรือเรื่องธุรกิจฉันก็ไม่ว่าหรอก แต่ซึงรีน่ะ เป็นน้องของเรานะ’

 

 

               แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอด คนแรกที่หายน้อยใจเขาก็คือเจ้าน้องเล็ก พอเห็นซึงรีไม่ถือสาเรื่องนี้ทุกคนในวงเลยอ่อนลงตามไปด้วย แต่พากันไปโอ๋ซึงรีเวลาอยู่หลังเวทีมากขึ้น โดยเฉพาะพี่ใหญ่ที่ชอบแกล้งซึงรีอยู่บ่อยๆ ก็คอยไถ่ถามเมื่อเห็นน้องเล็กมีท่าทีอ่อนเพลีย

 

 

               ก้อนแข็งๆ บางอย่างค้างอยู่ในอกเมื่อความอ่อนโยนนั้นไม่ได้เป็นของเขาอีกแล้ว

 

 

               เสียงแก้วตกแตกทำให้จียงหันไปให้ความสนใจเมื่อเห็นว่าคนที่ทำขวดแก้วหล่นแตกเป็นพี่ใหญ่ของวง ชเวซึงฮยอนพลาดทำขวดน้ำแร่หล่นทำให้ขวดแก้วสีเขียวแตกกระจายบนพื้น ภาพพี่ใหญ่โค้งขอโทษทีมงานทำให้จียงนึกถึงวันที่เจอกันวันสุดท้ายที่ห้อง 1108

 

 

               ‘แม่งเอ้ย!’

 

 

               จียงสบถตอนที่น้ำตาร้อนไหลออกมาอย่างสุดห้าม ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ ทั้งที่ตั้งใจหันด้านที่แหลมและคมที่สุดในความสัมพันธ์ใส่อีกฝ่าย แต่คมของด้านนั้นกลับบาดลึกจนหัวใจแหว่งวิ่นเพราะรอยแผลไปด้วย

 

 

               ‘ไม่ใช่เรื่องรักมากกว่า ฮึก ... สักหน่อย’

 

 

               เสียงแหบพึมพำกับตัวเองทั้งที่ยังสะอื้นไม่หยุด เขาต้องเผชิญคำถามมากมายจากคนในครอบครัวและคนรอบข้างมาตลอดหลายปี

 

 

               ... ทำไมไม่มีแฟน ...

 

 

               ... ไม่คิดจะจริงจังกับสาวคนไหนเลยเหรอ ...

 

 

               ทำไมชเวซึงฮยอนถึงไม่เข้าใจว่าการเดินไปด้วยกันจนสุดทางมันยากขนาดไหน ซึงฮยอนเป็นลูกรักของแม่ที่ทั้งตามใจและเห็นดีเห็นงามกับทุกอย่างที่ตัดสินใจมาแต่เล็ก ต่อให้ไม่คบหาใครจริงจังก็ไม่มีใครกวนใจ ‘ข่าวลือ’ ใดๆ ก็จะถูกเจ้าตัวปัดเป่าออกไปเหมือนเรื่องไม่สลักสำคัญ แต่สำหรับจียง และครอบครัวของเขา มันไม่ง่ายแบบนั้นเลย

 

 

               ‘ทำไมพี่ไม่เข้าใจบ้าง’

 

 

               จียงพูดเบาๆ โดยที่น้ำตาไม่หยุดไหล หลายปีที่ผ่านมาเขากับซึงฮยอนทะเลาะกันในเรื่องงานหลายต่อหลายครั้ง จนอีกฝ่ายตัดปัญหาด้วยการไม่ยอมร่วมงานกับเขาอีก ลึกๆ แล้วจียงก็รู้ดีพอๆ กับที่ซึงฮยอนรู้

 

 

               เมื่อก่อนมันเคยดีกว่านี้

 

 

               จากความขัดแย้งเรื่องงานเริ่มต่อเนื่องมาจนถึงเรื่องส่วนตัว หญิงสาวที่เขาผูกเงื่อนไปด้วยแล้วเริ่มดึงเงื่อนนั้นให้แน่นขึ้น และชเวซึงฮยอนก็เริ่มรั้งเงื่อนที่คล้องกันไว้เหมือนกัน หลายต่อหลายครั้งที่ต้องโต้แย้ง ถกเถียง จนถึงขั้นมึนตึงใส่กัน แต่สิ่งที่จียงรู้คือไม่ว่าจะเกิดอะไร ชเวซึงจะไม่ปล่อยมือเขาไป

 

 

               ‘ถ้าวันหนึ่งผมแต่งงาน แล้วมีลูก พี่จะทำยังไงฮะ’

               ‘ก็ไม่ทำยังไง เราก็เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ’

 

 

               จียงรู้ว่าซึงฮยอนเป็นคนดื้อดึงถ้าหากจะทำอะไรสักอย่างที่ต้องการจะทำจริงๆ แต่เขาจะทำได้อย่างนั้นหรือเปล่า เก็บซึงฮยอนไว้เป็นคนในความลับ และใช้ชีวิตครอบครัวในอนาคตอย่างมีความสุข

 

 

               เขาเอาเปรียบคนที่เขารักได้ขนาดนั้นจริงๆ หรือเปล่า

 

 

               เพราะไม่ใช่คนที่จะสามารถประคับประคองอะไรในมือได้ทั้งสองอย่าง จียงค้นพบแล้วว่าเมื่อเขาพยายามทำแบบนั้น ของที่อยู่ในมือเขาก็จะพังลงทั้งสองอย่าง ดังนั้นสิ่งที่เขาหวังมากที่สุดคือการได้เห็นซึงฮยอนมีความสุข ได้เห็นตาคมคู่นั้นเปี่ยมประกายรอยยิ้มเจิดจ้า

 

 

               และจียงเลือกทางนี้ ... ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเจ็บทั้งสองฝ่ายแต่ไม่ให้ปัญหามันยืดเยื้อทรมานกันต่อไป

 

 

 

 

 

 

               “จียง กลับโรงแรมหรือเปล่า”

               เสียงเรียกของยองเบทำให้ภาพตรงหน้ากลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ทีมงานเก็บกวาดเศษแก้วไปเรียบร้อยและสมาชิกในวงเริ่มเตรียมตัวกลับโรงแรมที่พัก

               “กลับสิ”

               ได้ยินเสียงตัวเองตอบไปแบบนั้น แต่โทรศัพท์ในมือกลับสั่นเตือนว่ามีข้อความเข้า เมื่อเปิดดูจึงได้เห็นว่า เธอบอกว่ารออยู่ที่ห้องชุด จียงตอบกลับไปว่าขอโทษที่ไปไม่ได้แล้ว ข้อความของเธอตอบกลับมาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่ถึงอึดใจ

               จียงลากเท้าอย่างเหนื่อยล้าออกจากห้องจังหวะหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าพี่ใหญ่ชะลอฝีเท้าเพื่อรอ ตาเรียวจ้องไปในดวงตาดำขลับของอีกฝ่ายก่อนที่โพรงว่างๆ ในอกจะเต็มไปด้วยความขมขื่นจากคำถาม

               “ได้กล่องของแล้วใช่ไหม”

               “ฮะ ของครบทุกอย่าง”

 

 

               โกหก ... เขาไม่กล้าเปิดดูด้วยซ้ำว่าในกล่องนั้นมีอะไรบ้าง เขากลัวว่าถ้าเห็นของที่อยู่ในกล่องนั้น แม้จะเป็นของไร้ค่าอย่างแปรงสีฟันเก่าๆ หรือเสื้อนอนที่นิ่มจนย้วยจะทำให้เขานึกถึงวันที่ผ่านมา

 

 

               วันที่เคยดีกว่านี้ ...

 

 

               ชเวซึงฮยอนแค่พยักหน้ารับและไม่พูดอะไรต่อ เขาเองก็ปล่อยให้ความเงียบดื่มกินพื้นที่ว่างระหว่างกันไป แค่เพียงได้เดินเคียงข้างกันแค่อึดใจก็เป็นภาพพิมพ์เล็กๆ ที่จมลึกอยู่ในความทรงจำ เหมือนภาพที่มุมลับตาคนในตึกเก่าวายจี ภาพเด็กหนุ่มสองคนหลบสายตาคนในงานเลี้ยงครบรอบหนึ่งปีของวงออกมาคุยกัน และจบลงด้วยจูบดูดดื่มที่ระบายความในใจทั้งหมด

 

 

               ขอแค่เวลาสั้นๆ ขอเก็บช่วงเวลาที่ได้เดินข้างกันตรงนี้ไว้อีกสักหน่อย

 

 

 

 

 

 

               Spare you the rising storms and let the rivers flow

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk    มาอีกแล้ว มาแบบโศกไปอีก 55 เพราะว่าเม้นต์ที่แล้วในเรื่อง 1108 บอกว่าขอภาคต่อในมุมจียงบ้าง

เลยเขียนเรื่องนี้ต่อมาค่ะ เพลงเรื่องนี้คือ Sam Smith, Leave your lover

 

 

ขอบคุณค่า ^^

Comment

Comment:

Tweet

แหม่ โศกจริงๆ
มันไม่เคลียร์อะ
อะไรของคู่นี้
จียงอย่ามาทำเป็นดีได้มั้ย
ทั้งๆที่ก็เสียใจ
จียงยังดีที่มีคนคอยปลอบ
แล้วฮยองละ มีใครปะละ
เสียจายยยยยยยยย
TT^TT

#1 By mintaname on 2014-12-10 22:17