Fic : Masquerade [3/....]

posted on 08 Apr 2015 12:28 by any-poly in Masquerade directory Fiction
Fic : Masquerade [3/....]

Paring : TempG, WINNER

Rating : PG17

A/N : What goes around, comes around

 

 

 

 


‘จียงอา ...’

เสียงกระซิบทำให้ต้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง ใบหน้าของลีจูยอนแม้จะดูซีดเซียวแต่ก็ยังอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง ทั้งที่ไฟในห้องนอนปิดสนิท แต่จียงก็ยังเห็นหน้าของแม่จากแสงนอกหน้าต่างที่ลอดผ้าม่านเข้ามา

‘แม่ต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก’
‘แม่จะไปไหนฮะ’
‘นอนต่อนะ ต่อไปต้องเข้มแข็งไว้นะลูก’

ริมฝีปากอุ่นของแม่แนบลงตรงหน้าผากและลูบหลังเบาๆ ให้หลับเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้จียงสะดุ้งตื่นและเบิกตามองเพดานห้องนอนด้วยความตกใจ เขากระพริบตาอยู่หลายหนจนตั้งสติได้ว่าตัวเองไม่ใช่เด็ก 10 ขวบในความฝัน แต่เป็นชายหนุ่มอายุ 27 และแม่ของเขาก็หายไปร่วม 20 ปีแล้ว

บ่อยครั้งที่จียงนึกถึงเรื่องราวในฝันเมื่อครู่ เขาบอกทุกคนในเช้าวันที่แม่หายตัวไปว่าเมื่อคืนนี้แม่เข้ามาหาที่ห้อง แต่เมื่อตำรวจมาตรวจหารอยนิ้วมือของแม่ กลับไม่มีหลักฐานอะไรที่จะเชื่อมโยงกับเรื่องที่เขาเล่า พ่อจึงสรุปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

แต่ทำไมเขาถึงฝันถึงเหตุการณ์นี้ซ้ำๆ

ร่างบางลุกขึ้นมาจากเตียงและเปิดไฟจนสว่างทั้งห้อง นาฬิกาบอกเวลาเกือบตีสี่แต่เขากลับนอนต่อไม่ได้ น้ำดื่มเย็นเฉียบจากตู้แช่ออกมาดื่มพลางทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง บางทีที่ฝันเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะว่ามีคนแฮ็กเว็บไซต์ของบริษัทและใส่เรื่องแม่ของเขาลงไป

ตอนเป็นเด็กจียงเชื่อว่าจะต้องตามหาแม่เจอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจากวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน และเป็นปี ความหวังทั้งหมดที่มีก็จางหายไป ทว่าในใจลึกๆ เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าแม่มีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพียงแต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าแม่หนีไปเพราะอะไร และหนีไปกับใคร

แต่เขาเคยเชื่อ และยังเชื่อว่าพ่อเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่หนีไป

น้ำเย็นเฉียบในขวดถูกดื่มจนหมด แต่ความคิดเรื่องแม่ที่คิดวนเวียนอยู่กลับเป็นเรื่องที่สลัดไม่หลุด เขาเคยได้เบาะแสมาว่า พ่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตการก่อสร้างของรัฐบาลโครงการหนึ่งจนเกือบจะถูกสอบสวน แต่แม่ของเขาไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมา จียงจำได้ว่าแม่เป็นแค่แม่บ้านที่ใช้ชีวิตไปกับการดูแลลูกและสะสมงานศิลปะ

ยิ่งมองไปทางไหน ยิ่งเจอแต่กำแพง

ควอนจียงถอนใจ พลอยไปนึกถึงเรื่องที่ซึงรีจัดการเอาเงินพันล้านวอนที่พ่อให้ซึงรีจัดการเอาออกจากบริษัทไป ตอนแรกเขาคิดว่ามันจะไปจบที่มูลนิธิลีจูยอน แต่ซึงรีบอกว่าทั้งหมดมันเสี่ยงเกินไป หัวหน้าฝ่ายบัญชีเลยจัดการตกแต่งตัวเลขและกระจายออกไปที่บัญชีต่างประเทศ

‘เงินพวกนี้เป็นหลักประกันชีวิตเรา’

คำพูดของพ่อมักจะทำให้จียงยิ้มเยาะอยู่เสมอ ตอนที่เขายังเป็นเด็ก พ่อไม่ได้เป็นนักธุรกิจใหญ่โตนัก แต่หลังจากลงทุนถูกจุด ธุรกิจของพ่อก็เฟื่องฟูขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง เขาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากลูกชายเจ้าของบริษัทมาเป็นลูกชายเจ้าของธุรกิจใหญ่ของประเทศนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

มารู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

จียงถอนใจอีกหนและตัดสินใจไปวิ่งออกกำลังกาย กว่าจะเสร็จก็คงได้เวลากินมื้อเช้าพอดี แถมวันนี้เป็นวันเสาร์ พี่ดามีจะต้องพายูรามาเล่นกับคุณตาทั้งวัน เขาเองก็ไม่ควรจะออกไปไหน เพราะว่าพ่อกำลังอารมณ์ไม่ดี การไม่อยู่ให้พ่อเห็นหน้าอาจจะเป็นเป้าให้พ่อหันมาระบายความโกรธใส่

ก็นั่งๆ นอนๆ ทำเป็นลืมๆ ไปเดี๋ยวเดียวก็หมดวันแล้ว จียงปลอบใจตัวเอง

ยูราหัวเราะเสียงใสเมื่อเล่นน้ำอยู่ในส่วนที่ตื้นที่สุดของสระว่ายน้ำกับแทรา วันนี้พี่ดามีมาถึงแต่เช้า เอาอกเอาใจจนควอนชอนจุลอารมณ์ดีขึ้นกว่าเก่า และยอมมานั่งกินบาร์บีคิวกับลูกๆ ระหว่างที่หลานสาวคนเดียวเล่นน้ำกับลูกเลี้ยง จียงรู้ว่าพี่ดามีเลี่ยงจะพูดถึงเรื่องแม่ และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อ ด้วยความที่เป็นผู้หญิงช่างเอาใจ ทำให้บรรยากาศวันนี้ไม่ตึงเครียดเหมือนที่เป็นมาตลอด

“คุณคะ เรื่องที่จะส่งฮันนาไปอเมริกาหลังจากที่จบมัธยมปลายแล้ว คุณคิดว่ายังไงคะ”

จียงเห็นหางคิ้วของพี่ดามีกระตุกหน่อยหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงของคุณฮันนา แต่สีหน้าของพี่สาวเปลี่ยนเป็นปกติอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกต เพราะคุณฮันนามัวแต่จ้องหน้าควอนชอนจุล และแทราก็เล่นน้ำอยู่กับยูราไกลเกินกว่าจะได้ยิน เขารู้ดีว่าพี่ดามีไม่เคยยอมรับภรรยาคนนี้ของพ่อ และรู้สึกว่าแม่ลูกคู่นี้เป็นภาระด้วยซ้ำ

“แล้วแทราสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไหนหรือยัง”

ควอนชอนจุลถามเบาๆ และนั่งมองหลานสาวกรี๊ดกร๊าดกับลูกเลี้ยง คุณฮันนาจึงรุกต่อเพื่อให้ได้คำตอบที่แน่ชัดต่อหน้าลูกทุกคนของสามี

“ก็ยังค่ะ ฉันอยากส่งแกไปเรียนภาษาให้ดีก่อน แล้วค่อยส่งเข้ามหาวิทยาลัย เรียนด้านเศรษฐศาสตร์หรือบัญชีดีไหมคะ จบมาแล้วจะได้ช่วยงานคุณได้”

ควอนดามีหัวเราะคิกทันทีที่คุณฮันนาพูดจบทำให้สีหน้าของแม่เลี้ยงเปลี่ยนทันที แต่พี่สาวของจียงก็กลบเกลื่อนว่ากำลังขำลูกสาวที่ทำหน้าตลกๆ ตอนเล่นกับแทรา ส่วนจียงก็ได้แต่รักษาสีหน้าเรียบๆ ไม่แสดงออกว่ารู้สึกอย่างไร แต่เขารู้คำตอบของพ่อแล้ว คุณฮันนาคงอยากเอาใจพ่อเขาจนลืมไปว่า ลูกสาวของตัวเองไม่ถนัดในการเรียนสายที่พูดมาเลยสักนิดเดียว

“ให้เจ้าตัวเขาเลือกเองก็แล้วกัน” ควอนชอนจุลตัดบท “เลือกแบบที่อยากเรียน อะไรก็ได้ที่เขาถนัด ที่บริษัทมีคนช่วยงานถมเถไป ฉันจะเลี้ยงแทราไว้เฉยๆ สักคนก็คงไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างถ้าเจ้าตัวเขาไม่อยากไปเมืองนอก ก็ให้เรียนในเกาหลีนี่ก็ได้ อยากให้เก่งภาษาก็ลงเรียนหลักสูตรนานาชาติไป”
“ใจฉันก็ไม่อยากรบกวนคุณหรอกนะคะ แต่สงสารแทรา ฉันอยากให้แกได้เรียนดีๆ เหมือนคนอื่น”

คนอื่นที่คุณฮันนาว่าแอบสบตากันอย่างรู้ทันแล้วเมินหน้าหนีกันไปอย่างรวดเร็ว ทำไมจียงจะไม่รู้ว่าคุณฮันนาต้องการให้ลูกสาวได้ไปเรียนเมืองนอกเหมือนเขากับพี่ดามี แต่ดูเหมือนวันนี้ขีดความอดทนของพี่สาวเขาจะลดต่ำเต็มที จียงจึงได้ยินเสียงพี่ดามีพูดอย่างนุ่มนวล

“งั้นคุณฮันนาลองให้แทราสอบชิงทุนของมูลนิธิปีนี้ดูไหมคะ ถ้าสอบได้ก็จะได้ทุนเต็มไปเรียนที่ไหนก็ได้”

ควอนจียงเกือบกลั้นยิ้มไม่อยู่เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ดามี พี่สาวของเขาอาจจะดูใจดีและอ่อนโยน แต่ก็รู้จังหวะและรู้จุดที่จะเคาะเสี้ยนตำใจแม่เลี้ยงอย่างไร้ความปราณีเสมอ ทุกคนในบ้านรู้ดีเรื่องผลการเรียนของแทรา ดังนั้นการผลักดันให้ลูกเลี้ยงของพ่อไปสอบชิงทุนก็เหมือนบังคับให้ไปคว้าพระจันทร์มาให้ สีหน้าของคุณฮันนาจึงกระด้างขึ้นอย่างชัดเจน แต่พี่ดามียังคงยิ้มอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง จนสุดท้ายพ่อของเขาต้องเป็นฝ่ายตัดบทเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้

“ให้แทราไปดูมาแล้วกันว่าอยากเรียนอะไร แล้วมาบอกเลขาฮันให้เขาจัดการให้” ควอนชอนจุลพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันไปหาลูกสาว “แล้วเรื่องยายหนูของเรานี่ลูกจะว่ายังไง ดูโรงเรียนไว้หรือยัง”
“ดูโรงเรียนเก่าของหนูกับจียงนี่แหละค่ะ มีสอนชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม แถมเด็กที่จบมัธยมปลายก็เข้ามหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy league ได้หลายคน หนูก็เลยอยากส่งยูราไปเรียน แต่คุณดงฮยอนกลัวว่าลูกจะอ่อนภาษาเกาหลีเพราะเรียนเป็นอังกฤษแต่เล็ก เลยคิดกันว่าอาจจะให้เรียนภาษาเกาหลีเพิ่มด้วย”
“ก็ดี โรงเรียนของลูกน่ะใช้ได้เลยล่ะ พ่อเห็นด้วย ครูที่สอนภาษาเกาหลีเดี๋ยวพ่อจะถามเพื่อนๆ ให้ น่าจะมีคนรู้จักครูดีๆ อยู่หลายคน เลือกคนที่สอนเก่งที่สุดมาสอนยายหนูได้เลย”

ควอนดามีพยักหน้ารับอย่างสดใสพลางส่งแก้วเครื่องดื่มของพ่อให้จียงไปเติมให้ ลูกชายคนเล็กของควอนชอนจุลรับไปโดยไม่อิดออด และเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าเย็นเฉียบเป็นแผ่นน้ำแข็งของคุณฮันนาแล้ว เขาก็รู้ว่าเดี๋ยวแทราคงจะโดนแม่อาละวาดเอายกใหญ่แน่ๆ

เด็กน่าสงสาร จียงได้แต่คิดในใจ

 

เปโดรไม่เคยทำให้ซึงฮยอนผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาได้ยินชื่อเปโดร ปาสคาลมาตั้งแต่ยังเล็ก พ่อของเขาเคยเล่าว่าเป็นผู้อุปการะเด็กผู้ชายชาวชิลีคนหนึ่งให้ได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยในอเมริกา ผู้ชายคนนั้นแก่กว่าเขาหลายปี และตอนนี้ก็เรียนจบมาทำธุรกิจด้านการเงิน

พ่อเคยสัญญาว่าจะแนะนำให้เขารู้จักเปโดรตอนที่พาไปเที่ยวอเมริกา

แต่พ่อเขาก็รักษาสัญญาอะไรไว้ไม่ได้สักอย่างเมื่อถูกจับเข้าคุก ตอนนั้นเขาอายุ 11 ขวบ ถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล ตามกฎของบ้านเด็กกำพร้าเขาจะต้องมีผู้อุปการะหรือไม่ก็จะต้องถูกส่งตัวไปอยู่สถานรับเลี้ยงที่ดูแลเด็กวัยรุ่นเมื่ออายุครบ 12 ปี แต่เปโดรปรากฏตัวขึ้นมาก่อนวันเกิดปีที่ 12 ของเขา

และชีวิตของเขาก็พลิกผันไป

เปโดรก้าวเข้ามาในชีวิตเขาและทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างแทนพ่อ กลายเป็นพี่ชายที่เขาไม่เคยมี และเปโดรนี่เองที่เปิดเผยให้เขารู้ว่าพ่อของเขาเตรียมตัวไว้พร้อมแค่ไหนหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เงินก้อนโตที่พ่อถ่ายเทออกไปไว้ในชื่อเปโดรตลอดหลายปีถูกรักษาไว้ให้เขาเป็นอย่างดี

“คิดอะไรอยู่”

เสียงของอีกฝ่ายถามเมื่อเห็นว่าซึงฮยอนดูเหม่อลอย ข้อมูลทางการเงินที่เป็นชั้นความลับสูงสุดของตระกูลควอนมาอยู่ในมือของชเวซึงฮยอนด้วยเส้นสายของเปโดรเอง แต่ดูเหมือนคนที่อยากได้มันนักหนาจะไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร

“เปล่า” ซึงฮยอนปฎิเสธก่อนจะดึงความสนใจกลับมาที่งาน “เราจะจัดการเปิดโปงยังไงดีให้เห็นว่าธุรกิจของบ้านนี้มันมีนอกมีใน”
“ไม่ยากนะ แต่ก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ อาจจะต้องเริ่มที่บริษัทเล็กๆ ในเครือก่อน”
“ถ้าเป็นมูลนิธิล่ะ”
“อาจจะยากหน่อย องค์กรไม่แสวงหากำไรมีช่องโหว่จะเอาไว้แก้ตัวเยอะ”
“งั้นดูจะยากจริง”

ซึงฮยอนพูดอย่างหัวเสีย แต่คนที่ทำงานในวงการตลาดเงินอย่างเปโดรรู้ และเห็นวิธีทำให้คนจนเป็นเศรษฐี แล้วพลิกเศรษฐีให้สิ้นเนื้อประดาตัวมามาก เปโดรจึงได้แต่หัวเราะเมื่อลูกชายของผู้มีพระคุณดูหงุดหงิดที่เรื่องทุกอย่างช้ากว่าใจนึก

“ใจเย็นๆ สิ ไม่เห็นข่าวล่าสุดหรือไง”
“ข่าวอะไร”
“ก็ข่าวประมูลโครงการทำอุโมงค์ลอดใต้ถนนไง จะเป็นยังไงนะ ถ้าเกิดมีคนส่งข้อมูลเรื่องทุจริตโครงการนี้ โยงไปจนถึงคนในรัฐบาลกับบริษัทก่อสร้างใหญ่”
“เรามีข้อมูลเหรอ” ตาคมเป็นประกายวาววับ “เรามีใช่ไหม”
“ก็บอกแล้วว่าให้ใจเย็นๆ”

เปโดรยิ้มกวนๆ อย่างที่ชอบทำทุกครั้ง มือแข็งแรงกดเปิดไฟล์เอกสารในแลปทอปเครื่องบางตรงหน้า รายงานหลายแผ่นดูเผินๆ เหมือนปกติทุกอย่าง แต่ท้ายเอกสารมีรายงานสอบราคากลางของตลาด และอธิบายถึงตัวเลขที่หายไปในโครงการนี้ ชเวซึงฮยอนรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกเต้นอย่างรุนแรงเมื่อเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้า

“ส่งให้สำนักข่าวเลยดีไหม เดี๋ยวให้พวกเด็กๆ ไปจัดการ”
“ยังก่อน” เปโดรปรามเสียงเบา “ให้เขาเริ่มลงมือ ลงทุนไปก่อนซักนิดแล้วเราค่อยเริ่ม”
“ตกลงตามนี้”

ร่างสูงหยิบแก้วไวน์ส่งต่อให้เปโดรและจิบไวน์ในแก้วของตัวเอง สิ่งที่หวังไว้มาตลอดคือการได้เห็นครอบครัวของควอนชอนจุลเสียทุกอย่างไปเหมือนที่เขาเคยเสียกำลังเป็นรูปเป็นร่าง บัลลังก์ที่ฝ่ายนั้นสร้างไว้กำลังโยกคลอนช้าๆ โดยที่คนที่นั่งอยู่ไม่ทันระวังตัวด้วยซ้ำ

โทรศัพท์มือถือที่วางไว้มีสายเรียกเข้าเป็นชื่อ ควอนจียง

เพราะปิดเสียงและการสั่นเตือนไว้จึงมีแต่เพียงภาพหน้าจอที่กระพริบถี่ๆ เปโดรหันมองเขาและส่งสายตาถาม แต่ซึงฮยอนกลับปล่อยให้สายตัดไปเฉยๆ ในเมื่อมีหลักฐานใกล้เข้าไปถึงครอบครัวนี้ทุกที เขาคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเข้าไปพัวพันกับจียงมากกว่านี้

หน้าจอโทรศัพท์มีข้อความขึ้นเตือน และมันอาจจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาดของเขาที่ตั้งค่าให้มันแสดงข้อความด้วย ถ้าตัวอักษรบนหน้าจอมีเสียง มันอาจจะเป็นเสียงเบาๆ อ่อนๆ เหมือนอย่างที่จียงเคยพูดตอนที่นอนคุยกันบนเตียง

‘ไม่ว่างเหรอ ผมอยากเจอคุณ’

โชคดียังเป็นของเขาเพราะเปโดรพูดเกาหลีได้ก็จริง แต่อ่านไม่ได้ ซึงฮยอนคว้ามือถือมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงโดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาที่เปโดรมองมา อีกฝ่ายไม่พูดอะไรต่อนอกจากเปิดข้อมูลอีกหลายอย่างที่เตรียมไว้ให้มาให้ดู ซึงฮยอนเห็นช่องโหว่มากมายในบริษัทเล็กบริษัทน้อยของ KCJ Group

แค่ค่อยๆ ปล่อยให้น้ำทะลักเข้าไปในช่องโหว่พวกนั้น สุดท้ายคนที่ติดอยู่ข้างในก็คงหนีไม่รอด



จียงรู้สึกหดหู่ในใจจนบอกไม่ถูก หลายวันมานี้เขาไปทำงาน ใช้ชีวิตตามปกติ แต่กลับรู้สึกเหมือนช่องว่างในใจที่ปิดเอาไว้นานแล้วถูกเปิดออกอีกครั้ง เรื่องแม่ของเขากลายมาเป็นประเด็นที่คนพูดถึงในอินเตอร์เน็ตต่อเนื่องอยู่หลายวัน แม้ว่าจะจ่ายเงินไล่ลบไปมากมาย แต่ก็ยังคงเหลือบทความพวกนั้นอยู่ดี

บางคนวิพากษ์วิจารณ์ไปไกลจนถึงว่า แม่ของเขาตายไปแล้ว

เรื่องนี้ทำให้จียงรู้สึกขมขื่นอย่างห้ามไม่ได้ เขายังคงเชื่อมั่นว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ และพยายามผลักความน่าเชื่อถือเรื่องที่แม่ตายแล้วออกไปจากใจมาตลอด แม้จะรู้ดีว่าถ้าพูดเรื่องนี้กับพี่ดามี พี่สาวคงจะช่วยปลอบใจและทำให้เชื่อมั่นในตัวเองได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่เขาก็ไม่อยากพูดมันออกไป

จียงไม่อยากเป็นน้องชายที่อ่อนแอคนนั้นของพี่ดามีอีกแล้ว

เครื่องดื่มรสเข้มถูกยกขึ้นจิบ รสของมันขมน้อยกว่าความเจ็บปวดในใจ จียงเกลียดตัวเองในยามที่อ่อนแอแบบนี้ เพราะว่าความทรงจำทั้งหมดจะย้อนกลับมาเหมือนม้วนฟิล์มที่ถูกคลี่ออก ตอนนั้นเขาอายุแค่ 10 ขวบ ในขณะที่พี่ดามีอายุ 15 ปี พี่สาวของเขารับมือกับสถานการณ์รอบตัวได้ดีกว่า รวมทั้งปกป้องน้องชายที่กำลังขวัญเสียอย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดพี่สาวของเขารับมือกับบรรดาผู้หญิงของพ่ออย่างเยือกเย็นมาตลอด

จียงเพียงแต่รู้สึกว่าอยากปกป้องพี่ดามีบ้าง หลังจากที่เป็นคนที่ได้รับการปกป้องมาตลอด

ร่างบางยิ้มเยาะตัวเองอย่างขมขื่นแล้วยกเครื่องดื่มในแก้วขึ้นดื่มจนหมด มุมชั้นบนโซนวีไอพีของร้านทำให้ผู้คนไม่พลุกพล่าน และไม่มีใครมากวนใจให้หงุดหงิด จียงเปิดขวดทรงเตี้ยและรินน้ำสีอำพันใส่แก้วอีกหน พลางคิดในใจว่าถ้าเมาจนขับไม่ไหวก็จะโทรเรียกคนขับรถให้ไปส่งที่บ้าน

ตอนนี้เขาไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น เพราะคนที่เขาอยากเจออย่างซึงฮยอนก็ไม่รับโทรศัพท์ และไม่ยอมอ่านข้อความที่เขาส่งไปหา จียงไม่ใช่คนง้อใครเก่งนัก ถึงได้ไม่คิดจะโทรหรือส่งข้อความไปซ้ำสอง

“ดื่มคนเดียวนี่มักจะเป็นการดื่มแก้กลุ้มใช่ไหม”

เสียงทุ้มของคนที่เข้ามาทักทำให้ก้อนเนื้อในอกของจียงเต้นแรง รอยยิ้มน้อยๆ บนริมฝีปากหยักและประกายวิบวับในดวงตาของคนที่เขาอยากเจอทำให้แสงไฟสลัวในคลับดูสว่างขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

“นั่งก่อนไหม”

จียงไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าปลายเสียงของตัวเองอ่อนลงแค่ไหน ทั้งที่เคยพยายามจะผลักคนคนนี้ให้ออกห่างจากตัวให้มากที่สุด แต่กลายเป็นว่าชเวซึงฮยอนกลับเป็นคนที่เขาคิดถึง และอยากเจอมากที่สุดในยามอ่อนแอ ทั้งที่แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนคนนี้เลยด้วยซ้ำ

“จะไม่นั่งได้ยังไง ในเมื่อคุณบอกว่าอยากเจอ”

น้ำเสียงของชเวซึงฮยอนมีร่องรอยของความขบขันอยู่เต็มเปี่ยม แต่ก็นั่งลงข้างๆ อย่างไม่อิดออด แก้วใสอีกใบถูกนำเข้ามาอย่างรวดเร็วเมื่อจียงยกมือเรียกบริกร ซึงฮยอนเห็นรอยเลือดฝาดบนข้างแก้มของอีกฝ่าย และเมื่อมองปริมาณเครื่องดื่มที่เหลือในขวดก็ไม่ค่อยแปลกใจนัก

“ทำไมถึงออกมาดื่มคนเดียวละครับ”
“ก็เบื่อ ส่งข้อความไปหาใครก็ไม่มีใครตอบ” จียงเคาะอีกฝ่ายเบาๆ แต่ยอมรินเหล้าให้ “ไม่อยากอยู่บ้าน แต่ก็ไม่อยากคุยกับใคร”
“นอกจากผม”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเหมือนจะล้อเลียน แต่จียงไม่โกรธเลยสักนิด เขาต้องการแค่เพื่อนคุย แค่ใครสักคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขามากไปกว่าที่เขาอยากให้รู้

“พอเถอะ” มือแข็งแรงดึงแก้วเหล้าออกจากมือของจียง “กลับกันดีกว่า”
“แต่ว่า ...”
“กลับกันเถอะครับ”

ชเวซึงฮยอนพูดเบาๆ และเรียกหาบริกรมาจัดการค่าใช้จ่าย จียงเห็นอีกฝ่ายกรีดธนบัตรใหม่เอี่ยมจากในกระเป๋าลงในถาดเงินใบเล็กโดยไม่สนใจรอเงินทอน ซึงฮยอนไม่ได้จูงมือเขาเหมือนที่พวกผู้หญิงชอบให้ทำ แต่ปลายมือของอีกฝ่ายแตะอยู่ที่ข้อศอกตลอดทางเดินจนกระทั่งมาถึงลานจอดรถ

เด็กหนุ่มที่มารอขับรถให้ซึงฮยอนยังเป็นซึงฮุนเหมือนเคย ครั้งนี้จียงส่งยิ้มจางๆ ให้เด็กหนุ่ม และอีกฝ่ายก็โค้งรับก่อนจะช่วยเปิดประตูรถให้ จียงรู้สึกเหมือนโลกหมุนเมื่อมานั่งอยู่ในรถ ความวิงเวียนนั้นทำให้ต้องหลับตาลงแต่ก็ยังได้ยินเสียงทุ้มๆ แว่วมา

“กลับบ้านนะซึงฮุน”

ร่างบางเอนซบแขนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ชเวซึงฮยอนขยับตัวจัดท่าทางให้จียงพิงอยู่กับไหล่ แต่ตอนนั้นเขาลืมตาไม่ขึ้นเสียแล้ว รับรู้แต่เพียงว่ามือข้างซ้ายมีมืออบอุ่นกุมเอาไว้หลวมๆ



แทราเกลียดตัวเองที่เป็นคนไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่างเดียว หลายวันมานี้จองฮันนาอาละวาดเอากับเธอทุกวัน ทั้งเรื่องผลการเรียน เรื่องความก้าวหน้าในการเรียนเปียโน แม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้ามาใส่ประจำวันก็ยังทำให้แม่ไม่พอใจ เธอไม่รู้ว่าวันเสาร์ที่ผ่านมาแม่ไปพูดอะไรกับพ่อเลี้ยง แต่รู้ว่าหลังจากที่คุณดามีกลับไปวันนั้น แม่ก็เอาแต่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

วันนี้จองฮันนาอาละวาดเมื่อลูกสาวเล่นเปียโนผิดพลาดหลายครั้ง สุดท้ายก็เรียกคนขับรถให้พาออกไปข้างนอก ทิ้งลูกสาวให้อยู่บ้านคนเดียว เพราะควอนชอนจุลออกไปตีกอล์ฟ และพี่จียงออกไปตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่กลับเข้าบ้าน

ถึงที่โรงเรียนเธอจะมีกลุ่มเพื่อนที่แม่เรียกว่า ‘คนระดับเดียวกัน’ อยู่หลายคน แต่แทราก็ยังรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีใครยอมรับ เพราะเธอไม่ใช่คนระดับเดียวกับคนอื่นเหมือนอย่างที่แม่เข้าใจว่าเธอเป็น พวกเพื่อนๆ มักจะจับกลุ่มนัดกันไปไหนมาไหน และเธอก็จะเป็นคนที่เพื่อนลืมชวนอยู่เสมอ

 ทั้งที่พยายามไม่คิด และไม่น้อยใจ แต่บางครั้งก็รู้สึกโดดเดี่ยว

เธอรู้ว่าถ้าแม่ออกไปตั้งแต่ตอนบ่ายแบบนี้ กว่าจะกลับมาอีกทีก็คงจะดึก เด็กสาวเลยตัดสินใจเรียกคนขับรถให้พาไปส่งที่บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล เพราะน่าจะมีอยู่ที่นั่นสัก 2 ชั่วโมงก่อนจะปิด พี่คนขับรถทำหน้าหนักใจแต่แทรารับปากว่าจะไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นทีหลังฝ่ายนั้นถึงยอมเอารถออกมาส่ง

ตอนที่เดินเลียบกำแพงไป แทราได้ยินเสียงเด็กๆ เล่นกันโหวกเหวก และเห็นพี่จินอูกำลังเล่นโยนลูกบอลรับส่งกับเด็กๆ ในสนาม แทราใช้บัตรนักเรียนแลกเป็นบัตรผ่านประตูเข้าไปด้านใน พอหนุ่มอาสาสมัครคนนั้นเห็นก็โบกมือทักทายก่อนจะวิ่งมาต้อนรับ

“แทรา มายังไงครับ”
“มากับคนขับรถค่ะ” เด็กสาวยิ้มแหยๆ กลัวว่าจะถูกซัก “เล่นกับเด็กๆ อยู่เหรอคะ ขอเล่นด้วยคนได้ไหม”
“ได้สิครับ เด็กๆ ให้พี่แทราเล่นด้วยนะ”

เด็กๆ ตอบรับคำของจินอูที่ถอยออกไปเป็นผู้นั่งชม ตอนแรกแทราก็รู้สึกเกร็งๆ ที่ต้องมาเล่นรับส่งบอลกับเด็กประถม แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มสนุกสนานกับการรับส่งบอลง่ายๆ และเริ่มหัวเราะไปกับคนอื่น กว่าพี่เลี้ยงจะมาพาเด็กๆ ไปอาบน้ำเตรียมตัวกินอาหารเย็น แทราก็มีเหงื่อเม็ดโตๆ ผุดขึ้นมาตามไรผม

“น้ำเย็นครับ”

คิมจินอูยื่นขวดน้ำกับผ้าขนหนูสะอาดให้เด็กสาวเช็ดหน้า แทรารับมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ น้ำเย็นเฉียบช่วยให้รู้สึกสดชื่นมากกว่าเก่า ตาเรียวเหลือบเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินมาเมียงมองเลยรู้ว่าใกล้เวลาบ้านเด็กกำพร้าปิดเต็มที ดูเหมือนจินอูก็รู้เรื่องนี้ดี เพราะหนุ่มอาสามัครมองหน้าแทราแล้วส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“แทราต้องรีบกลับหรือเปล่าครับ”
“อืม ...” เด็กสาวมองนาฬิกาข้อมือและชั่งใจ “ยังอยู่ต่อได้อีกชั่วโมงนึงนะคะ”
“งั้นดีเลย”

แทราไม่รู้มาก่อนว่าคำว่าดีเลยของพี่จินอูคือการพามาหยุดอยู่หน้าตู้ขายเค้กในร้านกาแฟใกล้ๆ บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล เด็กสาวยืนลังเลเพราะโดนแม่ดุเรื่องคุมน้ำหนักไปเมื่อวันก่อน แต่คนที่พามากลับยิ้มสดใส

“แทราเอาชิ้นไหนดี เลือกเลย เดี๋ยวพี่เลี้ยงเองครับ”
“คือว่า ...”
“ไม่ต้องเกรงใจนะครับ” แววตาของคิมจินอูวูบไหวไปหน่อยหนึ่งเมื่อเห็นเด็กสาวลังเล อาสาสมัครบ้านเด็กกำพร้าลดเสียงให้ได้ยินกันแค่สองคน “ร้านนี้อาจจะไม่ใช่ร้านแพงๆ แบบที่แทราเคยไปบ่อยๆ แต่เค้กเขาอร่อยมากนะครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะพี่จินอู”

เด็กสาวรู้สึกผิดที่ทำให้พี่จินอูรู้สึกไม่ดีเลยตัดสินใจสั่งเครปเค้กมาชิ้นหนึ่งและชาพีชหนึ่งกา สีหน้าของคิมจินอูดีขึ้นเมื่อเห็นเธอตักเค้กเข้าปากไปสองสามคำ แทราจึงส่งยิ้มให้คนที่นั่งจิบชาอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม

“อร่อยมากเลยค่ะพี่จินอู”
“อร่อยก็ทานเยอะๆ เลยนะครับ”
“ที่จริงก็อยากทานเยอะๆ นะคะ แต่ถ้าแม่รู้ล่ะก็ โดนดุแน่ๆ แม่บอกว่าแทราอ้วนเกินไป”
“ไม่เห็นอ้วนเลย” จินอูพูดพลางหัวเราะ “แทราน่ะ ไม่อ้วนหรอก เด็กๆ เดี๋ยวนี้ผอมเกินไปต่างหาก รีบทานให้หมดเร็วครับ เดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่รถ”
“ก็ได้ค่ะ”

เด็กสาวพยักหน้ารับและกินเค้กส่วนที่เหลือจนหมดโดยไม่ต่อปากต่อคำ แทรารู้สึกหัวใจพองฟูเหมือนเวลาที่อยู่กับจียง คิมจินอูกับพี่ชายลูกติดพ่อเลี้ยงมีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกว่าทั้งคู่คล้ายกันเหลือเกิน อาจจะเป็นความอ่อนโยนที่ทั้งคู่มีให้เธอก็ได้ แต่แทรารู้สึกว่าพี่จินอูค่อนข้างเปิดเผยมากกว่าพี่จียง เพราะถึงพี่จียงจะใจดี แต่บางครั้งแทราก็รู้สึกว่าพี่จียงมีบางอย่างในใจ

แทราเดินตามจินอูออกจากร้านไปเงียบๆ ระหว่างที่กลับที่รถ เธอยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง กลับไปถึงบ้านแม่ก็คงจะยังไม่กลับมาและคงไม่รู้ด้วยว่าเธอออกมาข้างนอกโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน แต่ถ้าแม่ถาม แทราคิดไว้แล้วว่าจะอ้างว่าไปเจอเพื่อนที่โรงเรียน เพราะแม่คงจะหมดความสนใจไปเหมือนกับทุกๆ ทีที่รู้ว่าเธอออกไปกับเพื่อนที่แม่พอใจ

“ขอบคุณนะคะพี่จินอูที่เดินมาส่ง”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ พี่ต้องขอบคุณแทรามากกว่าที่แวะมาเล่นกับเด็กๆ” จินอูพูดพร้อมรอยยิ้มสดใส ก่อนโค้งทักทายคนขับรถของแทราอย่างสุภาพ “ไว้คราวหน้าที่บ้านเด็กกำพร้ามีกิจกรรมอะไรอีก พี่จะเชิญแทรากับพี่ชายมานะครับ”
“ได้เลยค่ะ พี่จินอูต้องชวนแทรานะคะ”

เด็กสาวพูดอย่างดีใจ ความรู้สึกที่ว่าตัวเองได้เป็นคนที่มีความหมาย เป็นคนที่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทุกครั้งที่มาได้มาที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ แทราแอบตั้งใจเอาไว้เงียบๆ ด้วยซ้ำว่าจะมาเป็นอาสาสมัครเต็มตัวเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นเธอคงเป็นผู้ใหญ่พอที่จะต่อรองกับแม่ได้

“กลับดีๆ นะครับ”

เสียงจินอูทำให้แทราสลัดความคิดของตัวเองหลุดและส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนขึ้นรถ เด็กสาวยังเปิดกระจกโผล่หน้ามาโบกมือลาจินอูจนกระทั่งรถเลี้ยวมุมถนนไป รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของจินอูจางหายไปเหมือนถอดหน้ากาก มือขาวเรียวหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกและรอปลายสายตอบรับอยู่นานพอดู

“ว่าไงฮะพี่”
“ซึงยูน คุณแทรามาที่บ้านเด็กกำพร้าอีกแล้ว”
“เหรอฮะ เธอเป็นไงบ้าง”
“ก็ดูหงอยๆ เหมือนเด็กที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองน่ะ” จินอูตอบด้วยน้ำเสียงอึดอัด “เหมือนคุณแม่เธอจะคุมอยู่ตลอดเลย”
“ก็คงงั้นฮะ ผมได้ข้อมูลมาเหมือนกันว่าเธอเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ค่อยได้”
“งั้นเหรอ”
“ฮะ ยังไงพี่ก็ต้องพยายามสนิทกับเธอให้มากขึ้นนะฮะ พี่ก็รู้ว่าพี่ซึงฮยอนคิดว่าอาจจะต้องใช้คุณแทรา”

คิมจินอูเงียบไปเมื่อปลายสายย้ำถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการเข้าไปทำความรู้จักกับจองแทรา เด็กสาวหน้าตาเรียบๆ ที่ดูไม่ค่อยกล้าแสดงออกคนนี้

“พี่ฮะ ฟังอยู่หรือเปล่า”
“ฟังอยู่” จินอูตอบเสียงเบา “เราต้องทำขนาดนี้จริงๆ เหรอซึงยูน พี่ว่าเธอไม่เห็นเกี่ยวด้วยเลยนะ”
“พี่จินอู ผมรู้ว่าพี่ลำบากใจ แต่ถ้าเราไม่มีพี่ซึงฮยอนตอนนั้น เราจะเป็นยังไง”
“พี่รู้ ... แต่พี่แค่สงสาร”

น้ำเสียงของคิมจินอูทำให้คนฟังถอนใจ จินอูรู้ว่าซึงยูนไม่ได้รำคาญที่เขาเป็นคนใจอ่อน อีกฝ่ายก็คงจะนึกสงสารเด็กสาวคนนั้นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ซึงยูนตัดสินใจตัดบทอย่างเด็ดขาด

“พี่อย่าคิดมากเลยนะฮะ อะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว”
“พี่เข้าใจ แล้วนายเป็นยังไงบ้าง”
“ผมก็ยุ่งๆ นิดหน่อยฮะ ผมต้องดูแลคุณเปโดร พี่ซึงฮยอนเขามีแขกพิเศษ เอาไว้พี่เข้ามาเจอพี่ซึงฮยอนวันไหน เราไปกินข้าวกันนะ”

จินอูหัวเราะออกมาเมื่อเด็กปลายสายพูดถึงของกินสารพัดอย่างที่นึกออก กว่าจะวางสายได้เจ้าน้องตัวแสบก็พูดถึงร้านอาหารไปครึ่งกรุงโซลแล้ว ทั้งที่หัวเราะกับซึงยูนอยู่เมื่อครู่ แต่พอวางสายแล้ว ในใจของจินอูก็ยังหนักอึ้ง เขายังจำแววตาว้าเหว่และสับสนของแทราวันที่เจอกันที่โบสถ์ได้ดี วันนั้นจินอูสวดบทวันทามารีอาเพื่อขอความเมตตาจากพระมารดาของพระเยซูให้มอบความเข้มแข็งให้แทรา

และสวดเพื่ออ้อนวอนขอการให้อภัยสำหรับคนบาปอย่างตัวเขาเองด้วย



ควอนจียงบอกเลขาไว้ว่าจะอยู่บ้านเพื่อแต่ไม่เข้าออฟฟิศหลายวัน ถ้าเอกสารอันไหนด่วนมากก็ให้ส่งให้พี่ดามีเซ็นแทนก่อนได้ เพราะในบริษัทมีคนที่ลงนามในเอกสารได้ 3 คน คือ ควอนชอนจุล ควอนดามี และตัวเขาเอง แถมยังกำชับเลขาสาวว่าให้บอกควอนชอนจุลว่าเขาไปต่างจังหวัด ติดต่อไม่ได้เท่านั้น

เขารู้ว่าไว้ใจเธอได้ในทุกเรื่อง เพราะตั้งแต่ทำงานกันมา เรื่องส่วนตัวของเขาไม่เคยรั่วไหลไปถึงหูใคร

จริงๆ แล้วจียงไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากนั่งๆ นอนๆ อยู่ในคอนโดชั้น 28 ของชเวซึงฮยอน ร่างบางใช้เวลาสำรวจอาณาจักรของอีกฝ่ายไปอย่างไม่รีบร้อน จากห้องนอน ไปที่ห้องนั่งเล่น และห้องครัว จียงไม่ปฏิเสธว่าซึงฮยอนมีรสนิยมในการเลือกตกแต่งห้องดีเยี่ยม เพราะเครื่องเรือนสมัยใหม่ถูกจัดให้เข้ากับของตกแต่งที่ดูแล้วว่าเป็นของเก่ามีราคาอย่างกลมกลืน

แต่สิ่งที่จียงสนใจคือห้องนี้เหมือนไม่มีร่องรอยของชเวซึงฮยอนอยู่เลย

จียงพยายามกวาดตามองหารูปถ่ายครอบครัว หรือข้าวของที่บ่งบอกตัวตนของอีกฝ่าย เพราะเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อยที่จู่ๆ ก็มีเศรษฐีเงินหนาที่ทำตัวค่อนข้างลึกลับโผล่เข้ามาแบบนี้ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา จียงรู้จักเพื่อนในวงสังคมเดียวกัน และพบว่าเพื่อนเหล่านั้นมีสายสัมพันธ์ต่อกันด้วยความเป็นญาติบ้าง เป็นคู่ค้าบ้าง แต่กลับไม่มีใครรู้จักชเวซึงฮยอนจริงๆ เลยว่าเป็นใครมา จากไหน

ตาเรียวมองห้องนั่งเล่นและรู้สึกเหมือนกำลังมองฉากในละคร ทุกอย่างแตะต้องได้ แต่ดูเหมือนไม่มีอยู่จริง

“เหม่อไปถึงไหนแล้ว”

เสียงทุ้มๆ ของอีกฝ่ายดังขึ้นข้างหูทำให้จียงสะดุ้ง เจ้าของห้องส่งยิ้มให้เหมือนทุกทีก่อนจะเดินมานั่งข้างๆ มือแข็งแรงคว้ามือของจียงมากุมไว้และค่อยๆ ไล้ปลายนิ้วลงไปตามรอยเล็บสั้นกุดเพราะนิสัยที่แก้ไม่หาย

“ผมเคยได้ยินว่าคนกัดเล็บมักจะเป็นคนเก็บกด” ตาคมเป็นประกายวิบวับ “มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจเหรอครับ”
“มันชินน่ะ ผมกัดเล็บมาตั้งแต่เด็ก”

ทั้งที่รู้ว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่จียงกลับรู้สึกว่าทำตัวน่าอายที่ดูไม่เป็นผู้ใหญ่ต่อหน้าคนคนนี้ แต่ชเวซึงฮยอนกลับยิ้มอ่อนๆ และดึงมือของจียงไปจูบเบาๆ

“เราไม่รู้จักกันเลยนะ คุณซึงฮยอน ไม่รู้อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของกันและกันเลยสักอย่าง”
“แล้วคุณอยากรู้อะไรล่ะครับ”
“ไม่รู้สิ” จียงตอบเบาๆ และรู้สึกวูบไหวในใจด้วยซ้ำเมื่อเห็นแววตาที่อีกฝ่ายมองมา
“อย่ารู้เลยครับ เพราะถ้ารู้ คุณอาจจะชอบผมมากกว่านี้ก็ได้”

จียงหัวเราะร่วนเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆ ในใจ นี่เขาแสดงออกมากถึงขนาดที่ชเวซึงฮยอนรู้เลยหรือยังไงกัน เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองชอบอีกฝ่ายมากขนาดนั้น เพียงแค่อยากรู้จักคนคนนี้ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

“เลิกขำกลบเกลื่อนได้แล้ว” ซึงฮยอนพูดพลางก้มลงมาจูบหน้าผากคนฟัง “เดี๋ยวผมจะให้ซึงฮุนพาคุณลงไปข้างล่างดีไหม เผื่อคุณอยากซื้ออะไร”

ข้างล่างที่เจ้าของห้องว่าคือศูนย์การค้าขนาดกลางที่ทางคอนโดเปิดเพื่อความสะดวกของผู้อยู่อาศัย จียงพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายและคว้ากระเป๋าเงินตัวเอง แต่มือแข็งแรงดึงกระเป๋าใบย่อมนั้นคืนมา และพูดเบาๆ

“อยากได้อะไรให้ซึงฮุนจ่ายเลย เขาใช้เงินผม”
“ผมไม่ใช่เด็กเสี่ยนะ จะให้ผู้ชายจ่ายให้ทุกอย่างน่ะ”
“ก็ไม่ใช่สักหน่อย” ริมฝีปากบางของจียงถูกสัมผัสเบาๆ ก่อนจะละจากกัน “ผมแค่อยากทำอะไรก็ได้ให้คุณสบายใจ”

จียงยิ้มกว้างและยอมให้ชเวซึงฮยอนเดินมาส่งที่หน้าประตู ซึงฮุนยืนรออยู่เงียบๆ และเดินตามจียงไป เจ้าของห้องยืนส่งจนเห็นจียงเข้าลิฟต์ไปเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับเข้าห้อง ชเวซึงฮยอนรู้สึกว่าตัวเองทำพลาดมากจริงๆ ที่เข้าไปพัวพันกับจียงตั้งแต่วันนั้น ทั้งที่ตอนแรกที่ไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าทุกอย่างมันจะกลับตาลปัตรแบบนี้

เขาบังเอิญเจอจียงในวันครบรอบที่พ่อโดนจับ

ทั้งที่ตั้งใจแค่จะแหย่ให้เหยื่อเริ่มระแวงในตอนแรก แต่ทุกอย่างกลับเลยเถิดและจบลงบนเตียงในคืนนั้น ซึงฮยอนไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าแผนที่จะเข้าไปใกล้จองแทราที่บ้านเด็กกำพร้าจะมีควอนจียงมาแทรกตรงกลาง และอดใจแกล้งไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาและไว้ตัวของอีกฝ่าย

แต่ยิ่งใกล้กันมากเท่าไหร่ เปลือกแข็งกระด้างที่ห่อหุ้มจียงอยู่ก็ค่อยๆ กระเทาะออกมา ทุกอย่างที่เขาทำเพื่อควอนจียงก็เป็นการดันให้เรื่องราวเดินไปตามที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ว่าซึงฮยอนก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความเต็มใจ และพอใจของเขาแทรกอยู่ในการเสแสร้งนั้นด้วย

เกมนี้เหมือนจะยากขึ้นทุกที



“จียงหายไปไหน ตามเจอหรือเปล่า”

ควอนชอนจุลพูดกับเลขาหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คำตอบของเลขาฮันไม่ได้ทำให้ประธารบริหารของ KCJ Group พอใจนัก น้ำเสียงที่พูดกลับไปจึงค่อนข้างฉุนเฉียว

“หาไม่เจอก็ลองตามจากการใช้บัตรเครดิตดูสิ ทำหลายๆ ทาง”
“ครับ”
“ออกไปได้แล้วไป”
“ครับ”

พ่อของควอนจียงใจคอไม่ดีนักเมื่อติดต่อลูกชายไม่ได้ เรื่องของภรรยาคนแรกที่หายตัวไปกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้แสดงออกว่ารู้สึกกังวล แต่ควอนชอนจุลอดรู้สึกระแวงกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้ เขารู้สึกด้วยสัญชาติญาณของตัวเองว่ามีใครบางคนกำลังพยายามรื้อฟื้นเรื่องชเวจินฮยอกขึ้นมา

เขาส่งคนไปสืบมาเมื่อหลายปีก่อน ชเวจุนกอล ถูกรับอุปการะไปอยู่ต่างประเทศ แต่คนของเขาสืบเรื่องเด็กคนนั้นไม่ได้หลายปีแล้ว เหมือนชื่อของชเวจุนกอลหายเฉยๆ ควอนชอนจุลพยายามคิดในแง่ดีว่าเด็กคนนั้นคงจะไปใช้ชีวิตใหม่ที่อเมริกาไปแล้วหลังจากที่พ่อถูกจับเข้าคุก

หลังจากที่ชเวจินฮยอกถูกจับได้ไม่นาน ภรรยาของเขาก็หายตัวไปอีกคน จดหมายข่มขู่และรูปแอบถ่ายลูกๆ ของเขาที่โรงเรียนทำให้ควอนชอนจุลเลือกปิดปากเงียบ เพราะเขาเองเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง

แม้รู้ดีว่าชเวจินฮยอกถูกมัดชกให้รับสารภาพ ควอนชอนจุลก็เชื่ออยู่เสมอว่าทนายของอีกฝ่ายจะสามารถสู้คดีจนลดหย่อนโทษได้มากที่สุด แต่จู่ๆ ชเวจินฮยอกก็ผูกคอตายในคุกระหว่างที่ถูกคุมขัง เขาได้ยินข่าวลือมาว่าคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียใหญ่ในคดีเป็นคนจัดฉากทุกอย่างขึ้นมา

เขายิ่งไม่กล้ากระดิกตัวทำอะไร

มือแข็งแรงที่เริ่มเหี่ยวย่นด้วยวัยกดโทรศัพท์ออกไปไปหาเบอร์โทรส่วนตัวของเลขาฮัน ฝ่ายนั้นไม่เคยให้เขารอสัญญาณรอสายเกิน 2 ครั้ง เสียงเรียบๆ ของเลขาฮันก็ตอบกลับมาทันที

“ครับท่าน”
“เลขาฮัน หาคนฝีมือดีๆ สักคนสองคนไปเฝ้าดามีกับยายหนูไว้หน่อย” ควอนชอนจุลถอนใจอย่างหงุดหงิด “ส่วนจียงเนี่ย พยายามตามหาให้เจอว่าอยู่ไหน ไม่งั้นก็ไปง้างปากแม่เลขาของมันนั่นแหละ แม่นั่นน่ะคนสนิทของจียง ต้องรู้แน่ว่าเจ้านายไปไหน แค่ไม่ยอมพูด”
“ครับ”
“จัดการให้เรียบร้อยนะ โดยเฉพาะยายหนูน่ะ สั่งให้คนระวังไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตาเลย”
“ครับ”

พ่อของควอนจียงกดวางสายและนึกถึงลูกชายคนเล็กที่ยังติดต่อไม่ได้ จียงไม่ใช่เด็กดื้อแต่ก็มักจะหาเรื่องให้เขาหงุดหงิดใจอยู่ไม่ได้ขาด พวกเด็กๆ มักจะสนิทกับแม่จนบางครั้งก็ลืมไปว่าคนเป็นพ่อก็รักและหวังดีกับลูกมากไม่แพ้กัน



ชเวซึงฮยอนมองใบหน้าตอนหลับสนิทของคนที่บอกว่าอยากนั่งๆ นอนๆ ที่ห้องเขาสักพัก ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ควอนจียงก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายจริงๆ นอกจากชวนเขาเล่นหมากรุกฝรั่ง ทำสเต็กกินกัน และแน่นอนว่าจบลงด้วยบทรักอ่อนหวานในยามค่ำคืน ที่จริงจียงเป็นเพื่อนที่คุยสนุก เป็นคู่นอนที่รู้ใจ

แค่คนคนนี้ไม่ใช่ควอนจียง ลูกชายคนเล็กของควอนชอนจุล ทุกอย่างคงง่ายกว่านี้

ซึงฮยอนอดนึกถึงคำพูดของเปโดรไม่ได้ ฝ่ายนั้นพอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ทุ่มเถียงกับเขาอยู่พักใหญ่ ใบหน้าของคนที่ผ่านวัยมามากกว่าเต็มไปด้วยความกังวล

‘นายอย่าคิดว่าตัวเองจะคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือได้นะ เพราะถ้ามันถึงเวลาขึ้นมา เรื่องส่วนตัวนี่แหละจะทำทุกอย่างพัง’
‘ผมรู้น่าว่าตัวเองควรจะหยุดตรงไหน’
‘นายไม่รู้หรอก’ ดวงตาดำขลับของคนที่เป็นเหมือนพี่ชายกังวลอย่างปิดไม่มิด ‘นายจะไม่มีวันรู้ จนกว่าจะถึงวันที่มันหยุดไม่ได้แล้ว’

ร่างสูงถอนหายใจอย่างกังวล ตอนนี้เปโดรกลับอเมริกาไปแล้วเพราะต้องไปจัดการงานของตัวเองที่โน่น เขามองหน้าจียงที่ยังหลับอยู่อีกครั้งแล้วนึกถึงคำพูดของเปโดร เป็นไปได้หรือที่จะไม่รู้จริงๆ ว่ามันถึงจุดที่ควรหยุดแล้ว จะเป็นไปได้จริงๆ หรือเปล่าที่เขาจะควบคุมทุกอย่างไว้ไม่ได้

ไม่หรอก ... ไม่มีทาง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
TBC
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Talk ..... มาอีกรอบแล้ว ช่วงนี้ปั่นฟิคอย่างมุ่งมั่นมาก เพราะว่ามานั่งดูแล้วตัวเองไม่ได้อัพนานแล้วจริงๆ 55+
ขอบคุณที่ติดตามค่า ^^

Comment

Comment:

Tweet

รอติดตามตอนต่อไปนะค่ะ big smile big smile big smile

#3 By smile (223.204.132.41|223.204.132.41) on 2015-05-13 21:04

จร้า
เชื่อนะ ว่าจะคุมได้
แต่มันทำได้จริงป่าวต้องรอดู
มาถึงขนาดนี้แล้วด้วย
เป็นท็อปเองรึป่าวที่จะรักจีมากกกว่านี้ถ้าได้รู้จักจี
มาตามสไตล์ของคุณพลอย
ชอบอะ การบรรยายที่เห็นภาพและน่าติดตาม
รอตอนต่อไปนะคะ

#2 By mintaname on 2015-04-22 10:38

ฝากด้วยนร๊า สติ๊กเกอร์ไลน์น่ารักกวนๆ ขอบคุณจร้า
คลิก >> https://store.line.me/stickershop/product/1083371/en

#1 By (125.24.146.196|125.24.146.196) on 2015-04-16 17:45