Fic : Masquerade [3/....]

posted on 08 Apr 2015 12:28 by any-poly in Masquerade directory Fiction
Fic : Masquerade [3/....]

Paring : TempG, WINNER

Rating : PG17

A/N : What goes around, comes around

 

 

 

 


‘จียงอา ...’

เสียงกระซิบทำให้ต้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง ใบหน้าของลีจูยอนแม้จะดูซีดเซียวแต่ก็ยังอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง ทั้งที่ไฟในห้องนอนปิดสนิท แต่จียงก็ยังเห็นหน้าของแม่จากแสงนอกหน้าต่างที่ลอดผ้าม่านเข้ามา

‘แม่ต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก’
‘แม่จะไปไหนฮะ’
‘นอนต่อนะ ต่อไปต้องเข้มแข็งไว้นะลูก’

ริมฝีปากอุ่นของแม่แนบลงตรงหน้าผากและลูบหลังเบาๆ ให้หลับเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้จียงสะดุ้งตื่นและเบิกตามองเพดานห้องนอนด้วยความตกใจ เขากระพริบตาอยู่หลายหนจนตั้งสติได้ว่าตัวเองไม่ใช่เด็ก 10 ขวบในความฝัน แต่เป็นชายหนุ่มอายุ 27 และแม่ของเขาก็หายไปร่วม 20 ปีแล้ว

บ่อยครั้งที่จียงนึกถึงเรื่องราวในฝันเมื่อครู่ เขาบอกทุกคนในเช้าวันที่แม่หายตัวไปว่าเมื่อคืนนี้แม่เข้ามาหาที่ห้อง แต่เมื่อตำรวจมาตรวจหารอยนิ้วมือของแม่ กลับไม่มีหลักฐานอะไรที่จะเชื่อมโยงกับเรื่องที่เขาเล่า พ่อจึงสรุปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

แต่ทำไมเขาถึงฝันถึงเหตุการณ์นี้ซ้ำๆ

ร่างบางลุกขึ้นมาจากเตียงและเปิดไฟจนสว่างทั้งห้อง นาฬิกาบอกเวลาเกือบตีสี่แต่เขากลับนอนต่อไม่ได้ น้ำดื่มเย็นเฉียบจากตู้แช่ออกมาดื่มพลางทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง บางทีที่ฝันเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะว่ามีคนแฮ็กเว็บไซต์ของบริษัทและใส่เรื่องแม่ของเขาลงไป

ตอนเป็นเด็กจียงเชื่อว่าจะต้องตามหาแม่เจอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจากวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน และเป็นปี ความหวังทั้งหมดที่มีก็จางหายไป ทว่าในใจลึกๆ เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าแม่มีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพียงแต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าแม่หนีไปเพราะอะไร และหนีไปกับใคร

แต่เขาเคยเชื่อ และยังเชื่อว่าพ่อเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่หนีไป

น้ำเย็นเฉียบในขวดถูกดื่มจนหมด แต่ความคิดเรื่องแม่ที่คิดวนเวียนอยู่กลับเป็นเรื่องที่สลัดไม่หลุด เขาเคยได้เบาะแสมาว่า พ่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตการก่อสร้างของรัฐบาลโครงการหนึ่งจนเกือบจะถูกสอบสวน แต่แม่ของเขาไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมา จียงจำได้ว่าแม่เป็นแค่แม่บ้านที่ใช้ชีวิตไปกับการดูแลลูกและสะสมงานศิลปะ

ยิ่งมองไปทางไหน ยิ่งเจอแต่กำแพง

ควอนจียงถอนใจ พลอยไปนึกถึงเรื่องที่ซึงรีจัดการเอาเงินพันล้านวอนที่พ่อให้ซึงรีจัดการเอาออกจากบริษัทไป ตอนแรกเขาคิดว่ามันจะไปจบที่มูลนิธิลีจูยอน แต่ซึงรีบอกว่าทั้งหมดมันเสี่ยงเกินไป หัวหน้าฝ่ายบัญชีเลยจัดการตกแต่งตัวเลขและกระจายออกไปที่บัญชีต่างประเทศ

‘เงินพวกนี้เป็นหลักประกันชีวิตเรา’

คำพูดของพ่อมักจะทำให้จียงยิ้มเยาะอยู่เสมอ ตอนที่เขายังเป็นเด็ก พ่อไม่ได้เป็นนักธุรกิจใหญ่โตนัก แต่หลังจากลงทุนถูกจุด ธุรกิจของพ่อก็เฟื่องฟูขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง เขาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากลูกชายเจ้าของบริษัทมาเป็นลูกชายเจ้าของธุรกิจใหญ่ของประเทศนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

มารู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

จียงถอนใจอีกหนและตัดสินใจไปวิ่งออกกำลังกาย กว่าจะเสร็จก็คงได้เวลากินมื้อเช้าพอดี แถมวันนี้เป็นวันเสาร์ พี่ดามีจะต้องพายูรามาเล่นกับคุณตาทั้งวัน เขาเองก็ไม่ควรจะออกไปไหน เพราะว่าพ่อกำลังอารมณ์ไม่ดี การไม่อยู่ให้พ่อเห็นหน้าอาจจะเป็นเป้าให้พ่อหันมาระบายความโกรธใส่

ก็นั่งๆ นอนๆ ทำเป็นลืมๆ ไปเดี๋ยวเดียวก็หมดวันแล้ว จียงปลอบใจตัวเอง

ยูราหัวเราะเสียงใสเมื่อเล่นน้ำอยู่ในส่วนที่ตื้นที่สุดของสระว่ายน้ำกับแทรา วันนี้พี่ดามีมาถึงแต่เช้า เอาอกเอาใจจนควอนชอนจุลอารมณ์ดีขึ้นกว่าเก่า และยอมมานั่งกินบาร์บีคิวกับลูกๆ ระหว่างที่หลานสาวคนเดียวเล่นน้ำกับลูกเลี้ยง จียงรู้ว่าพี่ดามีเลี่ยงจะพูดถึงเรื่องแม่ และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อ ด้วยความที่เป็นผู้หญิงช่างเอาใจ ทำให้บรรยากาศวันนี้ไม่ตึงเครียดเหมือนที่เป็นมาตลอด

“คุณคะ เรื่องที่จะส่งฮันนาไปอเมริกาหลังจากที่จบมัธยมปลายแล้ว คุณคิดว่ายังไงคะ”

จียงเห็นหางคิ้วของพี่ดามีกระตุกหน่อยหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงของคุณฮันนา แต่สีหน้าของพี่สาวเปลี่ยนเป็นปกติอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกต เพราะคุณฮันนามัวแต่จ้องหน้าควอนชอนจุล และแทราก็เล่นน้ำอยู่กับยูราไกลเกินกว่าจะได้ยิน เขารู้ดีว่าพี่ดามีไม่เคยยอมรับภรรยาคนนี้ของพ่อ และรู้สึกว่าแม่ลูกคู่นี้เป็นภาระด้วยซ้ำ

“แล้วแทราสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไหนหรือยัง”

ควอนชอนจุลถามเบาๆ และนั่งมองหลานสาวกรี๊ดกร๊าดกับลูกเลี้ยง คุณฮันนาจึงรุกต่อเพื่อให้ได้คำตอบที่แน่ชัดต่อหน้าลูกทุกคนของสามี

“ก็ยังค่ะ ฉันอยากส่งแกไปเรียนภาษาให้ดีก่อน แล้วค่อยส่งเข้ามหาวิทยาลัย เรียนด้านเศรษฐศาสตร์หรือบัญชีดีไหมคะ จบมาแล้วจะได้ช่วยงานคุณได้”

ควอนดามีหัวเราะคิกทันทีที่คุณฮันนาพูดจบทำให้สีหน้าของแม่เลี้ยงเปลี่ยนทันที แต่พี่สาวของจียงก็กลบเกลื่อนว่ากำลังขำลูกสาวที่ทำหน้าตลกๆ ตอนเล่นกับแทรา ส่วนจียงก็ได้แต่รักษาสีหน้าเรียบๆ ไม่แสดงออกว่ารู้สึกอย่างไร แต่เขารู้คำตอบของพ่อแล้ว คุณฮันนาคงอยากเอาใจพ่อเขาจนลืมไปว่า ลูกสาวของตัวเองไม่ถนัดในการเรียนสายที่พูดมาเลยสักนิดเดียว

“ให้เจ้าตัวเขาเลือกเองก็แล้วกัน” ควอนชอนจุลตัดบท “เลือกแบบที่อยากเรียน อะไรก็ได้ที่เขาถนัด ที่บริษัทมีคนช่วยงานถมเถไป ฉันจะเลี้ยงแทราไว้เฉยๆ สักคนก็คงไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างถ้าเจ้าตัวเขาไม่อยากไปเมืองนอก ก็ให้เรียนในเกาหลีนี่ก็ได้ อยากให้เก่งภาษาก็ลงเรียนหลักสูตรนานาชาติไป”
“ใจฉันก็ไม่อยากรบกวนคุณหรอกนะคะ แต่สงสารแทรา ฉันอยากให้แกได้เรียนดีๆ เหมือนคนอื่น”

คนอื่นที่คุณฮันนาว่าแอบสบตากันอย่างรู้ทันแล้วเมินหน้าหนีกันไปอย่างรวดเร็ว ทำไมจียงจะไม่รู้ว่าคุณฮันนาต้องการให้ลูกสาวได้ไปเรียนเมืองนอกเหมือนเขากับพี่ดามี แต่ดูเหมือนวันนี้ขีดความอดทนของพี่สาวเขาจะลดต่ำเต็มที จียงจึงได้ยินเสียงพี่ดามีพูดอย่างนุ่มนวล

“งั้นคุณฮันนาลองให้แทราสอบชิงทุนของมูลนิธิปีนี้ดูไหมคะ ถ้าสอบได้ก็จะได้ทุนเต็มไปเรียนที่ไหนก็ได้”

ควอนจียงเกือบกลั้นยิ้มไม่อยู่เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ดามี พี่สาวของเขาอาจจะดูใจดีและอ่อนโยน แต่ก็รู้จังหวะและรู้จุดที่จะเคาะเสี้ยนตำใจแม่เลี้ยงอย่างไร้ความปราณีเสมอ ทุกคนในบ้านรู้ดีเรื่องผลการเรียนของแทรา ดังนั้นการผลักดันให้ลูกเลี้ยงของพ่อไปสอบชิงทุนก็เหมือนบังคับให้ไปคว้าพระจันทร์มาให้ สีหน้าของคุณฮันนาจึงกระด้างขึ้นอย่างชัดเจน แต่พี่ดามียังคงยิ้มอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง จนสุดท้ายพ่อของเขาต้องเป็นฝ่ายตัดบทเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้

“ให้แทราไปดูมาแล้วกันว่าอยากเรียนอะไร แล้วมาบอกเลขาฮันให้เขาจัดการให้” ควอนชอนจุลพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันไปหาลูกสาว “แล้วเรื่องยายหนูของเรานี่ลูกจะว่ายังไง ดูโรงเรียนไว้หรือยัง”
“ดูโรงเรียนเก่าของหนูกับจียงนี่แหละค่ะ มีสอนชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม แถมเด็กที่จบมัธยมปลายก็เข้ามหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy league ได้หลายคน หนูก็เลยอยากส่งยูราไปเรียน แต่คุณดงฮยอนกลัวว่าลูกจะอ่อนภาษาเกาหลีเพราะเรียนเป็นอังกฤษแต่เล็ก เลยคิดกันว่าอาจจะให้เรียนภาษาเกาหลีเพิ่มด้วย”
“ก็ดี โรงเรียนของลูกน่ะใช้ได้เลยล่ะ พ่อเห็นด้วย ครูที่สอนภาษาเกาหลีเดี๋ยวพ่อจะถามเพื่อนๆ ให้ น่าจะมีคนรู้จักครูดีๆ อยู่หลายคน เลือกคนที่สอนเก่งที่สุดมาสอนยายหนูได้เลย”

ควอนดามีพยักหน้ารับอย่างสดใสพลางส่งแก้วเครื่องดื่มของพ่อให้จียงไปเติมให้ ลูกชายคนเล็กของควอนชอนจุลรับไปโดยไม่อิดออด และเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าเย็นเฉียบเป็นแผ่นน้ำแข็งของคุณฮันนาแล้ว เขาก็รู้ว่าเดี๋ยวแทราคงจะโดนแม่อาละวาดเอายกใหญ่แน่ๆ

เด็กน่าสงสาร จียงได้แต่คิดในใจ

 

เปโดรไม่เคยทำให้ซึงฮยอนผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาได้ยินชื่อเปโดร ปาสคาลมาตั้งแต่ยังเล็ก พ่อของเขาเคยเล่าว่าเป็นผู้อุปการะเด็กผู้ชายชาวชิลีคนหนึ่งให้ได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยในอเมริกา ผู้ชายคนนั้นแก่กว่าเขาหลายปี และตอนนี้ก็เรียนจบมาทำธุรกิจด้านการเงิน

พ่อเคยสัญญาว่าจะแนะนำให้เขารู้จักเปโดรตอนที่พาไปเที่ยวอเมริกา

แต่พ่อเขาก็รักษาสัญญาอะไรไว้ไม่ได้สักอย่างเมื่อถูกจับเข้าคุก ตอนนั้นเขาอายุ 11 ขวบ ถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล ตามกฎของบ้านเด็กกำพร้าเขาจะต้องมีผู้อุปการะหรือไม่ก็จะต้องถูกส่งตัวไปอยู่สถานรับเลี้ยงที่ดูแลเด็กวัยรุ่นเมื่ออายุครบ 12 ปี แต่เปโดรปรากฏตัวขึ้นมาก่อนวันเกิดปีที่ 12 ของเขา

และชีวิตของเขาก็พลิกผันไป

เปโดรก้าวเข้ามาในชีวิตเขาและทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างแทนพ่อ กลายเป็นพี่ชายที่เขาไม่เคยมี และเปโดรนี่เองที่เปิดเผยให้เขารู้ว่าพ่อของเขาเตรียมตัวไว้พร้อมแค่ไหนหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เงินก้อนโตที่พ่อถ่ายเทออกไปไว้ในชื่อเปโดรตลอดหลายปีถูกรักษาไว้ให้เขาเป็นอย่างดี

“คิดอะไรอยู่”

เสียงของอีกฝ่ายถามเมื่อเห็นว่าซึงฮยอนดูเหม่อลอย ข้อมูลทางการเงินที่เป็นชั้นความลับสูงสุดของตระกูลควอนมาอยู่ในมือของชเวซึงฮยอนด้วยเส้นสายของเปโดรเอง แต่ดูเหมือนคนที่อยากได้มันนักหนาจะไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร

“เปล่า” ซึงฮยอนปฎิเสธก่อนจะดึงความสนใจกลับมาที่งาน “เราจะจัดการเปิดโปงยังไงดีให้เห็นว่าธุรกิจของบ้านนี้มันมีนอกมีใน”
“ไม่ยากนะ แต่ก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ อาจจะต้องเริ่มที่บริษัทเล็กๆ ในเครือก่อน”
“ถ้าเป็นมูลนิธิล่ะ”
“อาจจะยากหน่อย องค์กรไม่แสวงหากำไรมีช่องโหว่จะเอาไว้แก้ตัวเยอะ”
“งั้นดูจะยากจริง”

ซึงฮยอนพูดอย่างหัวเสีย แต่คนที่ทำงานในวงการตลาดเงินอย่างเปโดรรู้ และเห็นวิธีทำให้คนจนเป็นเศรษฐี แล้วพลิกเศรษฐีให้สิ้นเนื้อประดาตัวมามาก เปโดรจึงได้แต่หัวเราะเมื่อลูกชายของผู้มีพระคุณดูหงุดหงิดที่เรื่องทุกอย่างช้ากว่าใจนึก

“ใจเย็นๆ สิ ไม่เห็นข่าวล่าสุดหรือไง”
“ข่าวอะไร”
“ก็ข่าวประมูลโครงการทำอุโมงค์ลอดใต้ถนนไง จะเป็นยังไงนะ ถ้าเกิดมีคนส่งข้อมูลเรื่องทุจริตโครงการนี้ โยงไปจนถึงคนในรัฐบาลกับบริษัทก่อสร้างใหญ่”
“เรามีข้อมูลเหรอ” ตาคมเป็นประกายวาววับ “เรามีใช่ไหม”
“ก็บอกแล้วว่าให้ใจเย็นๆ”

เปโดรยิ้มกวนๆ อย่างที่ชอบทำทุกครั้ง มือแข็งแรงกดเปิดไฟล์เอกสารในแลปทอปเครื่องบางตรงหน้า รายงานหลายแผ่นดูเผินๆ เหมือนปกติทุกอย่าง แต่ท้ายเอกสารมีรายงานสอบราคากลางของตลาด และอธิบายถึงตัวเลขที่หายไปในโครงการนี้ ชเวซึงฮยอนรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกเต้นอย่างรุนแรงเมื่อเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้า

“ส่งให้สำนักข่าวเลยดีไหม เดี๋ยวให้พวกเด็กๆ ไปจัดการ”
“ยังก่อน” เปโดรปรามเสียงเบา “ให้เขาเริ่มลงมือ ลงทุนไปก่อนซักนิดแล้วเราค่อยเริ่ม”
“ตกลงตามนี้”

ร่างสูงหยิบแก้วไวน์ส่งต่อให้เปโดรและจิบไวน์ในแก้วของตัวเอง สิ่งที่หวังไว้มาตลอดคือการได้เห็นครอบครัวของควอนชอนจุลเสียทุกอย่างไปเหมือนที่เขาเคยเสียกำลังเป็นรูปเป็นร่าง บัลลังก์ที่ฝ่ายนั้นสร้างไว้กำลังโยกคลอนช้าๆ โดยที่คนที่นั่งอยู่ไม่ทันระวังตัวด้วยซ้ำ

โทรศัพท์มือถือที่วางไว้มีสายเรียกเข้าเป็นชื่อ ควอนจียง

เพราะปิดเสียงและการสั่นเตือนไว้จึงมีแต่เพียงภาพหน้าจอที่กระพริบถี่ๆ เปโดรหันมองเขาและส่งสายตาถาม แต่ซึงฮยอนกลับปล่อยให้สายตัดไปเฉยๆ ในเมื่อมีหลักฐานใกล้เข้าไปถึงครอบครัวนี้ทุกที เขาคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเข้าไปพัวพันกับจียงมากกว่านี้

หน้าจอโทรศัพท์มีข้อความขึ้นเตือน และมันอาจจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาดของเขาที่ตั้งค่าให้มันแสดงข้อความด้วย ถ้าตัวอักษรบนหน้าจอมีเสียง มันอาจจะเป็นเสียงเบาๆ อ่อนๆ เหมือนอย่างที่จียงเคยพูดตอนที่นอนคุยกันบนเตียง

‘ไม่ว่างเหรอ ผมอยากเจอคุณ’

โชคดียังเป็นของเขาเพราะเปโดรพูดเกาหลีได้ก็จริง แต่อ่านไม่ได้ ซึงฮยอนคว้ามือถือมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงโดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาที่เปโดรมองมา อีกฝ่ายไม่พูดอะไรต่อนอกจากเปิดข้อมูลอีกหลายอย่างที่เตรียมไว้ให้มาให้ดู ซึงฮยอนเห็นช่องโหว่มากมายในบริษัทเล็กบริษัทน้อยของ KCJ Group

แค่ค่อยๆ ปล่อยให้น้ำทะลักเข้าไปในช่องโหว่พวกนั้น สุดท้ายคนที่ติดอยู่ข้างในก็คงหนีไม่รอด



จียงรู้สึกหดหู่ในใจจนบอกไม่ถูก หลายวันมานี้เขาไปทำงาน ใช้ชีวิตตามปกติ แต่กลับรู้สึกเหมือนช่องว่างในใจที่ปิดเอาไว้นานแล้วถูกเปิดออกอีกครั้ง เรื่องแม่ของเขากลายมาเป็นประเด็นที่คนพูดถึงในอินเตอร์เน็ตต่อเนื่องอยู่หลายวัน แม้ว่าจะจ่ายเงินไล่ลบไปมากมาย แต่ก็ยังคงเหลือบทความพวกนั้นอยู่ดี

บางคนวิพากษ์วิจารณ์ไปไกลจนถึงว่า แม่ของเขาตายไปแล้ว

เรื่องนี้ทำให้จียงรู้สึกขมขื่นอย่างห้ามไม่ได้ เขายังคงเชื่อมั่นว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ และพยายามผลักความน่าเชื่อถือเรื่องที่แม่ตายแล้วออกไปจากใจมาตลอด แม้จะรู้ดีว่าถ้าพูดเรื่องนี้กับพี่ดามี พี่สาวคงจะช่วยปลอบใจและทำให้เชื่อมั่นในตัวเองได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่เขาก็ไม่อยากพูดมันออกไป

จียงไม่อยากเป็นน้องชายที่อ่อนแอคนนั้นของพี่ดามีอีกแล้ว

เครื่องดื่มรสเข้มถูกยกขึ้นจิบ รสของมันขมน้อยกว่าความเจ็บปวดในใจ จียงเกลียดตัวเองในยามที่อ่อนแอแบบนี้ เพราะว่าความทรงจำทั้งหมดจะย้อนกลับมาเหมือนม้วนฟิล์มที่ถูกคลี่ออก ตอนนั้นเขาอายุแค่ 10 ขวบ ในขณะที่พี่ดามีอายุ 15 ปี พี่สาวของเขารับมือกับสถานการณ์รอบตัวได้ดีกว่า รวมทั้งปกป้องน้องชายที่กำลังขวัญเสียอย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดพี่สาวของเขารับมือกับบรรดาผู้หญิงของพ่ออย่างเยือกเย็นมาตลอด

จียงเพียงแต่รู้สึกว่าอยากปกป้องพี่ดามีบ้าง หลังจากที่เป็นคนที่ได้รับการปกป้องมาตลอด

ร่างบางยิ้มเยาะตัวเองอย่างขมขื่นแล้วยกเครื่องดื่มในแก้วขึ้นดื่มจนหมด มุมชั้นบนโซนวีไอพีของร้านทำให้ผู้คนไม่พลุกพล่าน และไม่มีใครมากวนใจให้หงุดหงิด จียงเปิดขวดทรงเตี้ยและรินน้ำสีอำพันใส่แก