[FIC] : My Roommate Is Gwishin [11/11]

posted on 30 May 2015 16:31 by any-poly in MyRoommateIsGwishin directory Fiction
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [11/11]

Rating : PG15

Paring : TempG and more…

Beta Reader : Icysbrani

Author Note : Some ideas from ‘The Master’s Sun’ & ‘Ghost Whisperer’

 

คำว่า นอนบ้านผม ของจียงทำให้ซึงฮยอนทำตัวไม่ถูกอยู่พักใหญ่

 

แต่ดูเหมือนเจ้าของบ้านจะไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเมื่อซึงฮยอนจัดการถอยรถเข้าไปจอดตรงหน้าบ้านของจียงเรียบร้อย เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านก็เดินลงจากรถอย่างร่าเริง ซึงฮยอนแอบสังเกตว่าบ้านทั้งหลังปิดไฟมืด เหลือแต่ไฟตรงทางเข้าบ้านเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่

 

“กุญแจอยู่ไหนน้า”

 

น้ำเสียงของจียงยังคงร่าเริง แม้ว่าจะพยายามควานหากุญแจในกระเป๋า ตาคมของซึงฮยอนเหลือบไปเห็นคุณลุงหน้าแป้นที่อยู่ข้างบ้านจียง แต่เขาจำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไร เพราะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว

 

“จียงอ่า” เสียงที่เรียกมาจากข้างรั้วนั้นขึ้นจมูกหน่อยๆ “พ่อแม่ไม่อยู่แบบนี้ ก็พาเพื่อนผู้ชายเข้าบ้านเลยเหรอ”

“อ้าว! ลุงยาง สวัสดีฮะ ผมพาเพื่อนมาค้างที่บ้านเพราะเขาทะเลาะกับแฟน แล้วโดนไล่ออกจากบ้านน่ะฮะ”

 

คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าโดนแฟนไล่ออกจากบ้านทำตาโต แต่จียงกลับพูดไปเรื่อยๆ อย่างไม่ติดขัด ทั้งที่มือก็กำลังไขกุญแจเข้าบ้านไปด้วย

 

“แม่ลุงยางย้ายมาอยู่ด้วยถาวรเลยเหรอฮะ คราวก่อนที่พี่ซึงฮยอนมารับผมก็เจอกันรอบนึงแล้ว” จียงทำเสียงสดใสก่อนจะโค้งเหมือนทักทาย และมองไปที่ระเบียงชั้น 2 บ้านข้างๆ “สวัสดีฮะคุณย่า”

 

ทั้งที่แสงตรงข้างรั้วไม่ได้สว่างนัก แต่ซึงฮยอนก็เห็นชัดว่าลุงข้างบ้านของจียงหน้าถอดสี เขาเกือบจะทักออกไปแล้วว่าไม่เห็นมีใครแต่มือเล็กๆ ของจียงแอบหยิกที่แขนอย่างรวดเร็วพอกัน

 

“ผมกับเพื่อนขอตัวเข้าบ้านก่อนนะฮะ คุณซึงฮยอนโค้งลาลุงยางกับคุณย่าสิฮะ”

“ขอตัวนะครับ”

 

ซึงฮยอนพึมพำเสียงเบาและรีบเดินตามควอนจียงเข้าบ้านไป เจ้าของบ้านเดินไล่เปิดไฟทีละดวงจนกระทั่งบ้านสว่างทั้งหลัง และจัดแจงบอกซึงฮยอนว่าอะไรอยู่ตรงไหนในบ้านหลังนี้ ทั้งตู้เย็น ตู้เก็บจานชาม เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ เด็กหนุ่มถอดกระเป๋าเป้ออกจากหลังและกองไว้กับพื้นเมื่อนั่งลงที่โซฟาตัวนุ่มในห้องนั่งเล่น

 

“ตามสบายนะฮะ คิดว่าเป็นบ้านตัวเองได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

“เกรงใจสิ ฉันไม่สบายใจเลยแบบนี้”

“โอ้ย! ถ้าเกรงใจมากก็ย้ายกลับไปอยู่ห้องตัวเองไหมละฮะ คุณอารึมจับคุณหักคอขึ้นมา ผมไม่รู้ด้วยหรอกนะ”

 

จียงแค่แกล้งขู่แต่ดูเหมือนชเวซึงฮยอนจะกลัวเป็นจริงเป็นจัง เพราะนายจ้างชั่วคราวของจียงหน้าซีดเผือด เหมือนไก่ที่ถูกต้มจนสุก น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเลยเปลี่ยนมาเป็นจริงจัง

 

“เอาน่าคุณซึงฮยอน อย่าไปคิดมากสิฮะ ผมรับปากแล้วว่าจะช่วย ยังไงก็ต้องช่วยได้แน่ นี่พี่ดาร่ากับพี่บมก็ช่วยกันเต็มที่ ไม่น่าเกินอาทิตย์หน้า คุณได้กลับไปอยู่ห้องแน่”

“แล้วนายจะให้คุณอารึมออกไปจากบ้านฉันยังไง ต้องทำพิธีอะไรหรือเปล่า”

 

เด็กหนุ่มทำหน้าเบื่อใส่ชเวซึงฮยอนก่อนจะลุกขึ้นคว้ากระเป๋าและเดินขึ้นบันไดไป แต่เมื่อหันหลังมาเห็นซึงฮยอนยืนอยู่ที่เดิม จียงก็กวักมือเรียกให้อีกฝ่ายเดินทางมา สุดท้ายทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนเล็ก เจ้าของบ้านเปิดประตุและเปิดไฟในห้อง

 

“เดี๋ยวคุณนอนห้องนี้นะฮะ ห้องนอนผมเอง มีห้องน้ำในตัว ผ้าเช็ดตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้านะ”

“แล้วนายไปนอนห้องไหนล่ะ”

“นอนห้องแม่ฮะ” จียงตอบเสียงสดใส “พ่อ แม่ กับพี่ดามีไปบ้านที่ต่างจังหวัดอาทิตย์นึง ตอนนี้เลยไม่มีใครอยู่ฮะ” จียงยิ้มเหมือนให้กำลังใจ “ไม่ต้องกังวลนะฮะ ยังไงทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”

“ขอบใจนะจียง ขอบใจจริงๆ”

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ อ้อ! ถ้าเกิดมองไปนอกหน้าต่างเห็นคุณย่าข้างบ้าน ไม่ต้องไปสวัสดีแกนะฮะ แกตายนานแล้ว ไม่ใช่แม่ลุงยางหรอกฮะ แต่แกชอบมาโผล่ตรงหน้าต่างห้องผมบ่อยๆ คงเหงาน่ะฮะ”

 

จียงหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นซึงฮยอนทำหน้าเสีย เด็กหนุ่มดันหลังซึงฮยอนเข้าห้องและปิดประตูทิ้งให้อยู่ในตามลำพัง สิ่งแรกที่ซึงฮยอนทำคือวิ่งไปปิดผ้าม่านตรงหน้าต่างอย่างรวดเร็วโดยไม่มองออกไปนอกห้อง ร่างสูงถอนใจและตัดสินใจว่าถ้าหากอาทิตย์หน้าเรื่องนี้ไม่จบ เขาคงต้องยอมถอดใจแล้วจริงๆ

 

 

--------------------------------------------------------

 

 

ซึงรีพยายามอดทนมาตลอด

 

หลายต่อหลายครั้งที่ห้องข้างๆ ทะเลาะกับแฟน มีเสียงร้องไห้ดังมาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้รำคาญ ซึงรีเพียงแต่สงสารที่ผู้หญิงของคุณซึงฮยอนร้องไห้ห่มร้องไห้อยู่บ่อยๆ

 

แต่วันนี้สาวเจ้าร้องไห้ตั้งแต่หลังเที่ยงวันจนกระทั่งตอนนี้เกือบ 4 โมงเย็นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด สุดท้ายความอดทนทั้งหมดที่เคยมีก็หมดลง และพาตัวเองมาอยู่หน้าห้อง 1415 เสียงร้องไห้คร่ำครวญของแฟนสาวเจ้าของห้องนี้ยังมีให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา

 

มือแข็งแรงกดกริ่งหน้าห้องและรอให้เจ้าของห้องมาเปิด

 

เสียงร้องไห้ในห้องเงียบไปชั่วอึดใจ แต่ยังไม่มีใครมาเปิดประตูให้จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 5 นาที ซึงรีตัดสินใจกดกริ่งอีกหน และเคาะประตูหน้าห้อง 1415 ไม่เบานัก

 

“คุณซึงฮยอน เปิดประตูหน่อยครับ”

 

ซึงรีเคาะประตูซ้ำและได้ยินเสียงร้องไห้ออกมาจากในห้อง คราวนี้รู้สึกร้อนใจจริงๆ เพราะหญิงสาวในห้องร้องไห้หนักกว่าเก่า จนซึงรีไม่แน่ใจว่าคนในห้องเป็นอะไร

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ เปิดประตูหน่อย”

 

แต่เสียงร้องไห้ในห้องยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายซึงรีก็ตัดสินใจรีบกดลิฟต์ลงไปหาเจ้าหน้าที่ประสานงานลูกบ้านที่นิติบุคคลข้างล่าง เพราะรู้สึกว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นในห้อง 1415 เสียแล้ว ดูเหมือนลิฟต์จะเคลื่อนไปช้ากว่าทุกที เมื่อประตูลิฟต์เปิด ซึงรีก็แทบจะวิ่งเข้าในห้องสำนักงานนิติบุคคล

 

“คุณซึงรี เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

 

ลีแชรินถามอย่างตกใจ เพราะจู่ๆ ลูกบ้านก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา เจ้าของห้องหนุ่มรีบพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“แฟนคุณซึงฮยอนน่ะครับ ไม่รู้เป็นอะไร เธอร้องไห้ไม่หยุดเลย”

“อะไรนะคะ”

 

เจ้าหน้าที่ประสานงานลูกบ้านหน้าเสียจนซึงรีรู้สึกได้ และท่าทางของเขาคงทำให้แชรินรู้สึกแปลกๆ หญิงสาวเลยรีบบอกเสียงสั่นๆ

 

“คือ ... คุณซึงฮยอนไม่อยู่ห้องนะคะ”

“ไม่อยู่ได้ยังไงครับ ผมได้ยินเสียงแฟนเขาร้องไห้มาตั้งแต่เที่ยงแล้วนะครับ”

“คุณซึงฮยอนอยู่คนเดียวนะคะ”

“ไม่ใช่แล้วล่ะครับ” ซึงรีพูดอย่างไม่เชื่อ “ผมเห็นแฟนเขาเรื่อยเลย บางครั้งก็ทะเลาะกัน แฟนเขามานั่งร้องไห้อยู่ที่ระเบียง”

“คือ ...”

 

ซึงรีมองใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวอย่างสับสน จนกระทั่งนึกถึงคำพูดของเจ้าของห้องอีกฝั่งหนึ่งของซึงฮยอนที่เคยเจอกันในลิฟต์ ฝ่ายนั้นเล่าว่าห้องของซึงฮยอนเป็นห้องผีสิง แต่ซึงรีไม่เคยเชื่อเลย สาวเจ้าของห้องอีกฝั่งทำท่าขนลุกเมื่อพูดถึงเจ้าของห้องเก่า

 

‘คุณยุนอารึมน่ะ ตายแล้วก็ไม่ยอมไปไหนนะคะ เธอวนเวียนอยู่ในห้องนั่นแหละ’

 

ตาเรียวของซึงรีเบิกขึ้นด้วยความตกใจเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ในหัวได้แล้ว เจ้าของห้องข้างๆ ห้อง 1415 ถึงกับยืนแทบไม่อยู่จนแชรินต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยประคอง

 

“คุณซึงรี ไหวมั้ยคะ”

“ผมโอเคครับ” เสียงของซึงรีเบาหวิว แต่เจ้าตัวพยายามฝืนยิ้ม “ผมโอเค”

“นั่งก่อนดีกว่านะคะ”

 

จังหวะที่แชรินช่วยพาซึงรีไปนั่งตรงโซฟารับแขก เป็นจังหวะเดียวกันที่หญิงสาวสองคนเดินผ่านหน้าห้องสำนักงานนิติบุคคลไปทางลิฟต์ ไม่ทันมีใครสังเกตว่าทั้งสองช่วยกันหิ้วถุงกระดาษขนาดใหญ่และดูค่อนข้างหนักเข้ามาภายในอาคาร เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง หญิงสาวคนหนึ่งจึงถอนหายใจเสียงดัง

 

“ดีนะเนี่ย ที่จียงปั๊มกุญแจกับเอาคีย์การ์ดมาให้ ไม่งั้นก็ต้องรอจนเย็นกว่าจียงจะกลับจากไปหาอาจารย์ที่คณะ”

 

ซานดาร่าพูดอย่างโล่งใจ และหันมองหน้าเพื่อนสาวที่มาด้วยกัน แต่วันนี้ท่าทางของพัคบมดูแตกต่างจากทุกวัน เพราะนอกจากลูกพี่ลูกน้องของเธอจะไม่พูดไม่บ่นแล้ว ตากลมๆ ที่มักจะเป็นประกายอยู่ตลอดเวลาก็ดูกังวลจนเห็นได้ชัด

 

“บมมี่อ่า เป็นอะไรไป”

“กลัวผี”

 

พัคบมตอบกลับด้วยเสียงเบาหวิวจนคนฟังได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แม้จะรู้ว่าบมกลัวเรื่องลึกลับแบบนี้มากขนาดไหน แต่วันนี้ซานดาร่าต้องการคนช่วย เธอต้องการใครสักคนที่จิตใจไม่เปิดรับพลังงานของคุณอารึม เพราะเธอต้องการให้อีกฝ่ายใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเพื่อให้บมสัมผัสได้ด้วย

 

ครั้งก่อนที่มาที่ห้องนี้ ดาร่ารู้สึกว่าเธอไม่สามารถต่อต้านอีกฝ่ายได้เลย เพราะจิตของจียงเปิดรับพลังงานของคุณยุนอารึมโดยไม่รู้ตัว ทำให้อดีตเจ้าของห้องไม่ต้องออกแรงในการหลอกหลอนเธอกับจียงมากนัก

 

แต่วิญญาณก็คือวิญญาณ เป็นเพียงพลังงานไร้รูปร่างที่สามารถทำสิ่งต่างๆ ให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่รู้สึกได้ด้วยการดึงดูดพลังงานรอบๆ ตัวเข้ามาให้มากที่สุด เพื่อใช้พลังงานนั้นในปรากฏตัวหรือสร้างเหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆ

 

ครั้งนี้มันจะต้องไม่เป็นอย่างนั้นอีกแน่

 

ตาเรียวของซานดาร่าเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก แต่พัคบมกลับคว้าแขนลูกพี่ลูกน้องและทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

 

“ดาร่า กลับกันเถอะ ฉันรู้สึกไม่ดีเลย”

“ไม่เป็นไรนะ” ดาร่าควงแขนอีกฝ่ายและปลอบใจเหมือนกำลังปลอบเด็กๆ “เธออยู่กับฉันไม่มีอะไรจะต้องกลัวเลย ไม่เคยมีผีที่ไหนหลอกเธอได้เลยนะบมมี่”

“แต่ว่า ...”

“น่า ไหนๆ ก็มาแล้ว เข้าไปในห้องนั้นแป๊บเดียวเองนะ”

 

สุดท้ายซานดาร่าก็กึ่งลากกึ่งจูงพัคบมออกจากลิฟต์อย่างทุลักทุเล เพราะต้องหิ้วถุงขนาดใหญ่ที่ถือติดมือมาไปด้วยกัน จนกระทั่งมาหยุดยืนที่หน้าห้อง 1415

 

“หนาวจัง”

“คิดมากน่า บมมี่”

 

ซานดาร่าบอกปัดทั้งที่จริงเธอเองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากในห้อง วูบหนึ่งซานดาร่ารู้สึกเหมือนเห็นแสงสีดำแผ่ออกมาจากช่องว่างตรงใต้ประตู แต่เมื่อกระพริบตาอีกครั้งแสงที่เห็นก็หายวับไปแล้ว ก้อนเนื้อในอกของหญิงสาวเต้นอย่างหนักหน่วงด้วยความกังวล

 

แสงสีดำ ... ความเจ็บปวดจากชีวิตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

 

แต่สุดท้ายมือเรียวก็จัดการปลดล๊อคลูกบิดประตูห้องและกำหนดใจอย่างมั่นคงว่า เธอไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น นอกจากการเข้ามาในห้องนี้พร้อมกับพัคบมเพื่อวางของที่ตั้งใจไว้ให้อยู่ในที่ที่ควรอยู่เท่านั้น

 

ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไร้บทสนทนาของคนที่เข้ามาในห้อง พัคบมได้แต่ก้มมองเท้าของตัวเองและจับแขนผอมๆ ของซานดาร่าไว้แน่น เพราะลูกพี่ลูกน้องของเธอสั่งนักสั่งหนาว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามปล่อยแขนของอีกฝ่ายเด็ดขาด บมจึงได้แต่หลับหูหลับตาเดินตามซานดาร่าไปที่ห้องนั่งเล่น

 

ทั้งที่อากาศด้านนอกดูสดใส แต่บมกลับรู้สึกว่าในห้องนี้มืดครึ้มและอากาศเย็นจนผิดปกติ มือขาวนวลของซานดาร่าดึงเอกสารปึกใหญ่ออกมาจากถุงกระดาษ บมจึงช่วยหยิบออกมาวางบนโต๊ะเตี้ยในห้องนั่งเล่น ของพวกนี้เป็นต้นฉบับหนังสือทั้งหมดตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้ายของคุณยุนอารึม

 

จียงแวะมาหาที่บ้านเมื่อวานนี้พร้อมกับของทั้งหมด แถมยังโอดครวญใส่ซานดาร่าด้วยซ้ำว่าทางสำนักพิมพ์ดื้อดึงจะไม่ยอมให้ท่าเดียว จนต้องโทรศัพท์ไปขอให้คุณแม่ของคุณอารึมเป็นคนอนุญาต

 

เอกสารปึกใหญ่หนักอึ้งทั้งหมดถูกยกออกมาจากถุง บมจึงหยิบหนังสือของคุณยุนอารึมที่ตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วทุกเล่มออกมาวางกองไว้บนโต๊ะด้วย ตากลมสวยแอบเหลือบมองดาร่า เห็นว่าอีกฝ่ายดูเป็นปกติจนพัคบมแอบกังวลใจ

 

“เอาล่ะ เสร็จแล้ว กลับกันเถอะ”

“แค่นี้เองเหรอ” บมกระซิบราวกับกลัวใครจะได้ยิน

“แค่นี้แหละ”

 

ซานดาร่าตอบเสียงสดใสแล้วเดินคล้องแขนลูกพี่ลูกน้องเตรียมออกจากห้อง โดยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แม้ว่าจะเห็นแสงสีเทาทึบเกือบดำแผ่ออกมาจากมุมห้องพร้อมไอเย็นที่ทำให้ขนอ่อนบนหลังคอลุกขึ้นมา เธอรีบปิดประตูอย่างรวดเร็วและเหลียวมองประตูห้องที่ปิดสนิทนั้นอย่างมุ่งมั่น

 

ไม่ว่าอะไรจะเกิด ทุกอย่างต้องจบภายในวันมะรืนนี้

 

 

--------------------------------------------------------------------

 

 

“กลับมาแล้วเหรอฮะ”

 

น้ำเสียงของเจ้าของบ้านดูสดใสเมื่อเห็นหน้าคนที่เดินเข้ามา ชเวซึงฮยอนมองอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ เมื่อเห็นว่าจียงใส่เสื้อกล้ามตัวหลวมกับกางเกงขาสั้น และสวมแว่นสายตา ข้างหน้าโต๊ะตัวเตี้ยมีหนังสือกองใหญ่และโน้ตบุคเปิดค้างอยู่ จียงคงคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง เลยแต่งตัวสบายๆ

 

แต่กางเกงมันสั้นไปหน่อยไหมนะ

 

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นละฮะ” เจ้าของบ้านทำหน้างงๆ แล้วเดินมาหยิบกล่องใส่ไก่ทอดจากมือซึงฮยอนด้วยสีหน้าดีใจ “โห ซื้อไก่มาเยอะเลย ผมว่าจะโทรสั่งพอดีเลยฮะ”

“อือ กินเลย เดี๋ยวฉันไปล้างมือก่อน”

 

ชเวซึงฮยอนตอบเสียงเบาและไม่ค่อยแน่ใจว่าจียงได้ยินที่เขาพูดหรือเปล่า เพราะดูเหมือนเจ้าของบ้านจะเดินเข้าไปในครัวตอนที่เขาพูดพอดี ร่างสูงวางกระเป๋าและเปลี่ยนกางเกงเป็นกางเกงนอนตัวนิ่ม น้ำเย็นๆ ช่วยไล่ความเมื่อยล้าจากงานที่ทำมาทั้งวัน

 

ที่จริงเขานึกไม่ออกว่าเย็นนี้อยากกินอะไร แต่จียงส่งข้อความมาบอกว่าอยากกินไก่ทอด เขาเลยไปซื้อและเลือกสั่งเฉพาะชิ้นสะโพก เพราะจียงบอกว่าเนื้อตรงนั้นอร่อยที่สุดแล้ว

 

มานั่งจำว่าจียงชอบอะไรตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

ตาคมสบตาตัวเองในกระจก ก่อนจะไล่ความคิดแปลกๆ เรื่องเจ้าของบ้านออกไปจากความคิดและเดินลงไปที่ห้องครัวด้านล่าง จียงนั่งรออยู่ที่โต๊ะและมีเบียร์เย็นเฉียบ 2 กระป๋องวางอยู่ข้างจานใส่ไก่ทอด เจ้าของบ้านยิ้มร่าเริงเมื่อซึงฮยอนมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม

 

“วันนี้ทำไมดูเหนื่อยจังฮะ”

“งานยุ่งน่ะ” ซึงฮยอนตอบเบาๆ และเลื่อนจานไปรับไก่อทอดที่จียงจิ้มส่งมาให้ “มีข้อมูลเข้ามาเยอะเลย กว่าจะเคลียร์เสร็จ ส่งต่อให้พี่อินนาก็เกือบหมดวัน นึกว่าจะต้องทำ OT แล้วนะวันนี้”

“ไม่ต้องทำก็ดีแล้วนี่ฮะ วันนี้จะได้พักผ่อน”

 

จียงตอบแล้วเปิดเทของตัวเองเทใส่แก้วเปล่า ฟองสีขาวนวลของเครื่องดื่มยังคงไม่หายไปเมื่อยกขึ้นจิบ และมันติดอยู่บนริมฝีปากของคนที่ดื่มจนซึงฮยอนหลุดหัวเราะ

 

“กินยังไงฟองเบียร์ติดปากแบบนี้เนี่ย”

 

มือแข็งแรงเอื้อมไปเช็ดฟองขาวนั้นให้ แต่สัมผัสตรงปลายนิ้วคือริมฝีปากนุ่ม ซึงฮยอนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามือแตะค้างอยู่ที่ปากอิ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กลับละสายตาจากดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่มองกลับมาไม่ได้เลย เขาเพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ วันนี้เองว่าตาของจียงสีเหมือนน้ำตาลทรายแดง

 

.. หวาน ..

 

โทรศัพท์มือถือของจียงส่งเสียงเรียกเข้า ทำให้ซึงฮยอนละมือจากริมฝีปากของอีกฝ่ายและก้มหน้ามองจานมื้อเย็นของตัวเอง ได้ยินแค่เสียงพูดของจียงกับคนปลายสายเท่านั้น

 

“ฮัลโหล พี่ดาร่า” จียงพูดเสียงเบากว่าปกติ “ไม่ฮะ กำลัง ... เอ่อ ... กินข้าวเย็นน่ะฮะ อา... พรุ่งนี้เหรอฮะ ถ้าจำเป็นก็คงต้องได้ ผมจะบอกคุณซึงฮยอนให้นะฮะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้ฮะ”

 

ซึงฮยอนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีเพราะสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ แต่เสียงเบาๆ ของจียงเต็มไปด้วยความกังวลใจ จนต้องเงยหน้ามองอีกฝ่าย และเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มขาวเผือด

 

“มีอะไรเหรอจียง”

“พรุ่งนี้คุณลางานได้ไหมฮะ พี่ดาร่าบอกว่าอยากให้เราไปเจอกันที่ห้องคุณ”

“เราเหรอ”

“ใช่ฮะ เรา 3 คน คุณ ผม แล้วก็พี่ดาร่า”

“พรุ่งนี้ฉันไม่แน่ใจว่าจะลาได้ไหม เพราะตอนนี้งานยุ่งมาก”

“แต่เรื่องนี้สำคัญจริงๆ นะฮะ” แววจริงจังปรากฎบนแก้วตาสีน้ำตาลที่ซึงฮยอนเผลอมองเมื่อครู่ “เราต้องไปพรุ่งนี้เท่านั้น เพราะพรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของคุณอารึม”

 

 

เมื่อคืนจียงนอนไม่หลับทั้งคืน

 

ในใจของเขาคิดกลับไปกลับมาอยู่สองเรื่อง และเป็นสองเรื่องที่ให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาไม่กล้าบอกชเวซึงฮยอนว่าพี่ดาร่ากำลังจะทำอะไร และเรื่องที่จะเกิดขึ้นทำให้จียงเป็นกังวลถึงสวัสดิภาพของพี่สาวคนสนิท ส่วนอีกเรื่อง ...

 

สายตาแบบเมื่อวานของชเวซึงฮยอน

 

ทำไมถึงได้มองกันแบบนั้น จียงนึกอยากจะถามคำถามนี้ตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งที่บอกกับตัวเองมาเสมอว่าไม่เคยคิดอะไรเป็นอื่นกับเจ้าของห้อง 1415 และยังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเพราะโดนเข้าใจผิดว่ากำลังคบกับซึงยูน แต่พอปลายนิ้วของอีกฝ่ายสัมผัสลงบนริมฝีปากเมื่อคืน

 

ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง

 

เรื่องนั้นมีอิทธิพลกับจียงอย่างรุนแรง จนถึงขั้นที่ทำให้เผลอนั่งมองร่างเงาของคุณย่าข้างบ้านที่มาปรากฎให้เห็นตรงกระจกหน้าต่างห้องนอนโดยไม่ตกใจสักนิด พอตั้งสติได้ จียงเลยเดินไปปิดหน้าต่างและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แม้ว่าจะเห็นร่างของคุณย่า ทะลุกระจกห้องนอนเข้ามาครึ่งหนึ่ง

 

สุดท้ายจียงก็ต้องห้ามตัวเองไม่ให้คิดอะไรฟุ้งซ่าน และกลับไปนั่งคิดเรื่องที่ซานดาร่าจะทำต่อ แต่พอเผลอ ความคิดก็ย้อนกลับไปนึกถึงสัมผัสที่ริมฝีปาก และความรู้สึกลึกซึ้งในแววตาของชเวซึงฮยอนอีกหน

 

“คิดอะไรอยู่ ทำไมเหม่อจัง”

 

เสียงทุ้มๆ ของคนที่จียงกำลังอยากถามสิ่งที่คาใจทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้ง สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าและหันไปมองนอกรถ ความคิดทุกอย่างหายไปเมื่อซึงฮยอนเลี้ยวรถเข้าไปที่คอนโด ซานดาร่าส่งข้อความมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนว่ารออยู่ที่คอนโดแล้วและจะขึ้นไปพร้อมกัน

 

จียงรู้สึกหายใจไม่ออก และกังวลจนเหงื่อชุ่มฝ่ามือทั้งสองข้าง

 

มือแข็งแรงของอีกฝ่ายรั้งแขนเอาไว้ตอนที่กำลังจะเปิดประตูลงไปจากรถ จียงเลยต้องหันไปสบตากับซึงฮยอน ใบหน้าของเจ้าของห้อง 1415 ก็ดูกังวลและสับสน แต่มือที่จับแขนไว้นั้นมั่นคง

 

“นายเป็นอะไรไป วันนี้ดูใจลอยแล้วก็กังวลๆ ด้วย”

“ผมแค่ ... แค่คิดเรื่องที่ห้องคุณ”

“พูดเรื่องนี้ก็ดีแล้ว วันนี้เราจะทำอะไร นายไม่ยอมบอกฉันเลย”

“พี่ดาร่าต้องการส่งวิญญาณคุณอารึมไปวันนี้ฮะ” จียงพูดเสียงเบาและหลบตาคมที่จ้องมา “เธอก็เลยตัดสินใจว่าจะให้คุณอารึมสิงร่างเธอ จะได้ติดต่อกับเธอได้”

“อะไรนะ” ชเวซึงฮยอนถามเสียงดังจนจียงสะดุ้ง “สิงร่างเนี่ยนะ ถ้าเกิดคุณดาร่าเป็นอะไรไปเราจะทำยังไง ไม่เอานะจียง ไม่เอาเด็ดขาด ฉันจะบอกคุณดาร่าเอง”

“ไม่ได้หรอกฮะ ถ้าเราไม่ส่งคุณอารึมไปวันนี้ เธอก็จะติดอยู่ที่นี่อีกนาน คุณก็จะอยู่ที่ห้องไม่ได้แล้วนะ”

“ช่างมัน ฉันขายห้องทิ้งก็ได้ แต่ถ้าเกิดเธอสิงร่างคุณดาร่าไม่ยอมปล่อยละ ถ้าคุณดาร่าเป็นเหมือนนายวันนั้นอีกล่ะจียง หรือคุณอารึมไม่สิงคุณดาร่า แต่มาสิงนายแทน แล้วนายเกิดเจ็บตัวขึ้นมาอีก จะทำยังไง ฉันยอมให้นายเจ็บไม่ได้อีกแล้วนะ”

 

ตาทั้งสองข้างของจียงร้อนผ่าวเพราะไม่ใช่แค่คำพูดของซึงฮยอนเท่านั้นที่บอกว่าเป็นห่วง แต่แววตาของอีกฝ่ายบอกความรู้สึกทั้งหมดตรงกับที่พูดทุกคำ แต่เพราะไม่อยากผิดสัญญากับซึงฮยอน และซานดาร่าก็ค่อนข้างมั่นใจกับทุกอย่างที่จะทำวันนี้ จียงเลยได้แต่ปลอบใจให้คนตรงหน้าคล้อยตาม

 

“เราจะต้องไม่เป็นอะไรนะฮะ” มือบางเอื้อมไปบีบมือของอีกฝ่ายไว้แน่น “พี่ดาร่ากับผมก็เข้าใจเหมือนกันว่าวันครบรอบวันตาย มักจะมีอิทธิพลบางอย่างกับวิญญาณเสมอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณอารึมเธออาจจะเหมือนคนความจำเสื่อม เพราะความทรงจำตอนมีชีวิตอยู่ของเธออาจจะสับสน แต่วันครบรอบวันตายแบบนี้ วิญญาณมักจะจดจำเรื่องของตัวเองได้ เลยมีหลายๆ ครั้งที่คนที่โดนผีหลอกพบว่าตัวเองโดนหลอกในช่วงเวลาที่เดียวกัน หรือใกล้กับวันที่ผีตนนั้นตาย”

“แต่เราไม่ต้องมาทำเรื่องเสี่ยงๆ แบบนี้หรอก ... ไม่ต้องก็ได้จียง ฉันจริงๆ”

“แล้วคุณไม่สงสารคุณอารึมเหรอฮะ เธอต้องติดอยู่ที่ห้องนี้ตลอดไปเลยนะฮะ”

 

ระหว่างที่ซึงฮยอนกำลังชั่งใจว่าจะเอายังไงต่อ โทรศัพท์ของจียงก็มีสายเรียกเข้าเป็นชื่อของดาร่า เด็กหนุ่มมองตาเขาและกดตัดสาย ก่อนจะพูดเบาๆ

 

“คุณไม่ต้องขึ้นไปก็ได้ฮะ ผมกับพี่ดาร่าจะจัดการเรื่องนี้เอง”

 

ควอนจียงเปิดประตูลงจากรถและเดินจ้ำเข้าไปที่ล๊อบบี้ เพราะรู้ว่าซานดาร่าจะรออยู่ตรงนั้น แต่ได้ยินเสียงคนวิ่งมาข้างหลัง และเมื่อหันไปมองก็เห็นคนที่เถียงกันอยู่ในรถเมื่อครู่วิ่งตามมา ชเวซึงฮยอนคว้าแขนผอมๆ ของเด็กหนุ่มไว้แน่น และพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง

 

“ถ้าจะไปก็ไปด้วยกัน ฉันไม่มีทางให้นายไปคนเดียวแน่”

 

 

อากาศภายในห้อง 1415 เย็นเฉียบจนซึงฮยอนนึกว่าตัวเองเปิดแอร์ทิ้งไว้ แต่ทุกอย่างในห้องกลับเงียบสนิท วันนี้ซานดาร่าดูนิ่งกว่าทุกครั้งที่พบกัน ส่วนจียงก็ไม่พูดอะไรเลยก็จริง แต่ก็ไม่บ่นที่เขายังจับแขนเอาไว้แน่น หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มเดินไปปิดผ้าม่านหน้าต่างทุกบานจนแทบแสงสาดเข้ามาภายในห้อง บรรยากาศที่ดูอึมครึมอยู่แล้วก็ยิ่งชวนใจเสียกว่าเก่า

 

“คุณซึงฮยอน จียง มานั่งตรงนี้นะคะ”

 

ซานดาร่านั่งลงตรงโต๊ะตัวเตี้ยที่เธอกับพัคบมเอาของของคุณอารึมมาวางไว้เมื่อวันก่อน หญิงสาวรอจนเจ้าของห้อง และจียงนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มหยิบของออกมาจากกระเป๋าถือ ขวดแก้วใบย่อมบรรจุของเหลวใสไม่มีสี ถาดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ที่เธอใช้ใส่แท่งกำยานซึ่งส่งกลิ่นหอมแปลกๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้จุด และเทียนสีขาวเล่มใหญ่ ของทั้งหมดถูกวางลงบนที่ว่างตรงกลางโต๊ะ

 

“นี่เป็นหนังสือ และต้นฉบับของจริงทั้งหมดของคุณยุนอารึมนะคะ” ซานดาร่าวางมือลงบนกองกระดาษตรงหน้าอย่างแผ่วเบา “บมสืบให้และรู้แล้วว่าคุณอารึมเขียนหนังสือทุกเล่มจบก่อนจะป่วยจริง แต่เธอยังไม่ได้ตรวจแก้ต้นฉบับเล่มท้ายๆ  เลยเป็นหน้าที่ของกองบรรณาธิการแทน คุณแม่ของเธอก็บอกว่าช่วงที่เธอป่วย เธอมักจะเข้าใจว่าตัวเองยังเขียนงานไม่เสร็จอยู่บ่อยๆ เรื่องทั้งหมดนี้อาจจะทำให้วิญญาณของเธอยังอยู่ที่นี่ เพราะเธอใช้ห้องนี้เป็นห้องเขียนงาน”

 

ซึงฮยอนไม่กล้าพูด หรือถามอะไรทั้งนั้น ซานดาร่าจุดเทียนและเริ่มจุดกำยานในถาดกระเบื้องเคลือบ กลิ่นของมันหอมเอียนๆ และมีกลิ่นสนแทรกอยู่ด้วย หญิงสาวเปิดขวดน้ำที่ติดตัวมาด้วยก่อนจะใช้ปลายนิ้วจุ่มแตะของเหลวในขวด

 

“ขอให้ดวงตาของข้าพเจ้ามองเห็นอย่างแจ่มแจ้ง” มือบางไล้ของเหลวนั้นไปรอบดวงตาทั้งสองข้างของตัวเอง และแตะน้ำในขวดอีกครั้งก่อนจะไล้น้ำนั้นไปตามริมฝีปาก “ขอให้ริมฝีปากของข้าพเจ้ามองถ่ายทอดเพียงความจริงเท่านั้น”

 

ชเวซึงฮยอนเหลียวมองจียง แต่เด็กหนุ่มดูสงบอย่างประหลาด แม้กระทั่งตัวเขาเองก็แทบจะไม่มีความกังวลหลงเหลือเลย กลิ่นหอมของกำยานในถาดทำให้ในหัวของเขาว่างเปล่า ได้แต่มองซานดาร่าค่อยๆ เริ่มต้นพิธีกรรมไปช้าๆ คราวนี้มือบางชุ่มน้ำในขวดของหญิงสาวแตะไปที่หูทั้งสองข้างของตัวเอง

 

“ขอให้หูของข้าพเจ้าได้ยินเสียงกระซิบจากดวงจิตของผู้เคยมีชีวิตในอดีต” สุดท้ายมือบางก็แตะน้ำในขวดลงตรงที่อกเสื้อข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจ “ขอให้หัวใจของข้าพเจ้าเปิดรับและเยียวยาผู้เจ็บปวดนั้นด้วยความรัก”

 

ซานดาร่าวางมือลงบนที่วางขอบโต๊ะข้างๆ กองหนังสือ ข้างหนึ่งยื่นให้ซึงฮยอน และอีกข้างหนึ่งให้จียง ทั้งสองวางมือลงบนมือบอบบางของดาร่า แต่ดูเหมือนจะมีซึงฮยอนคนเดียวที่รู้สึกว่ามือของหญิงสาวเย็นชืด เพราะจียงไม่ได้ทำท่าอะไรเลย

 

“คุณซึงฮยอนกับจียงจับมือกันไว้ด้วยนะคะ อย่าปล่อยมือกันเด็ดขาดนะคะ”

 

ซึงฮยอนพยักหน้ารับและจับมือจียงไว้ ตอนนี้เด็กหนุ่มไม่เหลือเค้าของคนที่ชอบกวนโมโหเลยแม้แต่น้อย หัวคิ้วเรียวนั้นขมวดเป็นปม และใบหน้าซีดเซียวเพราะความกังวล ส่วนซานดาร่าหลับตาลงแล้ว ริมฝีปากบางเหมือนจะขยับเบาๆ อยู่ตลอดเวลาราวกับกำลังสวดมนต์ แต่จู่ๆ ก็หยุดไป และมือบางนั้นก็บีบมือของซึงฮยอนอย่างแรงเกินเรี่ยวแรงผู้หญิงตัวเล็กๆ

 

ซานดาร่าหมุนศีรษะไปมาช้าๆ และไหล่ทั้งสองข้างเริ่มสั่น ซึงฮยอนรู้แล้วว่าจียงก็เริ่มตกใจเพราะมือที่กุมไว้ชื้นเหงื่อและเย็นเฉียบ เจ้าของห้องแทบหยุดหายใจเมื่อจู่ๆ ซานดาร่าก็คอตกเหมือนคนหลับและค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพลางมองไปรอบๆ ห้องช้าๆ

 

“ใครมาทำกับห้องฉันแบบนี้” เสียงของซานดาร่าแตกพร่าราวกับไม่ใช่เสียงของเธอเอง “นี่ห้องของฉันนะ”

“ใช่ คุณอารึมหรือเปล่าฮะ” จียงถามเสียงเบาทั้งที่รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่พี่สาวที่ตัวเองเคยรู้จัก

“ใช่สิ แล้วนี่ใครกัน อา ... ควอนจียงใช่ไหม เด็กที่กลัวผีมากๆ เพราะผีจะมาสิงร่าง แต่สุดท้ายก็ต้องคอยช่วยให้ผีพวกนั้นข้ามภพไปใช่ไหมล่ะ”

“ใช่ฮะ” เด็กหนุ่มตอบเสียงเบา “คุณอารึม ห้องนี้ไม่ใช่ของคุณอารึมแล้วนะฮะ”

“ทำไมจะไม่ใช่”

 

ซานดาร่าแผดเสียงลั่น แต่จียงรู้ว่านั่นไม่ใช่พี่สาวที่ตัวเองรู้จัก ร่างของดาร่าสั่นกระดุกอย่างรุนแรงเพราะอารมณ์โกรธเกรี้ยวของวิญญาณที่กำลังสิงอยู่ จนทั้งจียงและซึงฮยอนต้องบีบมือเธอเอาไว้แน่น ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวจนน่ากลัว

 

“นะ ... นี่ .... ห้องของผมนะครับ” ชเวซึงฮยอนพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ผมซื้อมาแล้ว โอนเงินเรียบร้อยแล้วด้วย ผมมีสัญญานะครับ”

 

จียงแทบจะหัวเราะทั้งที่สถานการณ์ตรงหน้าตึงเครียด เพราะชเวซึงฮยอนพูดเรื่องสัญญาซื้อห้องกับผีสาวที่สิงร่างพี่ดาร่าอยู่ตอนนี้ราวว่าหล่อนจะยอมเข้าใจ ใบหน้าของซานดาร่าหันขวับไปมองคนพูดก่อนจะแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว

 

“นี่ชเวซึงฮยอนสินะ ไอ้คนขี้แพ้! มีแฟน แฟนก็ขอเลิกไปคบกับรุ่นพี่ที่แกเคารพ รู้สึกเหมือนโดนหักหลังเลยใช่มั้ยละ ห้องที่เคยซื้อไว้ด้วยกัน แกก็เลยยกให้เขาไป สุดท้ายแกก็กลายเป็นคนไม่มีอะไรเลย แฟนก็ไม่มี บ้านก็ไม่มี แกกลัวคนอื่นดูถูกใช่ไหมล่ะ ฉันรู้นะ ฉันได้ยินทุกอย่างเลย เสียงในใจของแกน่ะ”

 

วิญญาณของยุนอารึมที่สิงในร่างของซานดาร่าหัวเราะเยาะ แต่จียงพยายามสบตาเจ้าของห้องไม่ให้ซึงฮยอนโกรธจนปล่อยมือดาร่า และพยายามเปลี่ยนเรื่องด้วยการตั้งคำถามกับวิญญาณในร่างของซานดาร่า เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พลังของยุนอารึมก็จะยิ่งดูดกลืนพลังของซานดาร่ามากเท่านั้น

 

“คุณอารึม รู้ไหมฮะว่าหนังสือของคุณพิมพ์ออกมาขายดีมากเลยทั้ง 12 เล่มนะฮะ”

“ไม่จริง ฉันยังเขียนไม่เสร็จ” แววลังเลปรากฎบนใบหน้าของซานดาร่า “ฉันยังเขียนไม่เสร็จเลย”

“เสร็จแล้วฮะ ดูบนโต๊ะสิฮะ”

 

จียงพูดพลางพยักพะเยิดให้วิญญาณสาวในร่างดาร่ามองและขยับปากบอกซึงฮยอนว่าให้กุมมือดาร่าให้แน่นที่สุด ใบหน้าของซานดาร่ามีวี่แววเหมือนกับนึกบางอย่างได้ เด็กหนุ่มจึงรีบพูดต่อ

 

“ต้นฉบับพวกนี้ก็ของคุณอารึมนะฮะ เพราะคุณเขียนต้นฉบับพวกนี้เสร็จหมดแล้วไงฮะ”

“เสร็จแล้วเหรอ” ใบหน้าของซานดาร่าดูเลื่อนลอย ดวงตาของเธอเหลือกขึ้นมองเพดานอย่างน่ากลัว ริมฝีปากก็พึมพำประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาแต่แทบไม่มีเสียง “ใช่สิ เสร็จแล้วจริงๆ”

“ใช่ฮะ เสร็จหมดแล้ว คุณไม่ต้องกลับมาที่ห้องนี้ เพื่อมาทำงานอีกแล้วนะฮะ”

 

น้ำตามากมายไหลออกมาจากดวงตาของซานดาร่า หญิงสาวคร่ำครวญ สะอื้นอย่างน่าสงสาร แต่ก็ยังได้ยินเธอพูดเบาๆ กับตัวเองซ้ำๆ

 

“ฉันกลัว ห้องฉันไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย ห้องของฉันมีคนแปลกๆ มีของแปลกๆ เต็มไปหมด ฉันไม่เข้าใจ”

 

ทั้งที่รู้ว่าวิญญาณสาวกำลังสับสน แต่ซึงฮยอนก็อดทำหน้างอไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่เธอแผลงฤทธิ์ก็มักจะมาลงที่ตุ๊กตาแบร์บริคลูกรักของเขา แต่จียงไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากชักจูงให้วิญญาณคล้อยตาม

 

“คุณอารึมไม่ต้องกลัวนะฮะ” จียงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และมั่นคง “คุณอารึม เห็นแสงไหมฮะ คุณต้องไปตามแสงนั้นแล้วนะฮะ”

“แสงอะไร ฉันไม่เห็นเลย”

 

วิญญาณนักเขียนสาวเริ่มร้องไห้อีกครั้งผ่านร่างของซานดาร่า จียงไม่มองเทียนไขที่ละลายไปแล้วกว่าครึ่งและพยายามพูดอีกครั้งเพื่อให้ยุนอารึมปล่อยวางจากทุกสิ่งที่รั้งเธอเอาไว้ที่นี่

 

“ลองมองอีกทีนะฮะ มองให้ดีๆ คุณเป็นคนเดียวที่มองเห็น ที่นี่ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว หนังสือของคุณจบหมดทุกเล่มแล้ว ห้องนี้ก็ไม่ใช่ห้องของคุณแล้ว คุณกำลังจะเดินต่อไปข้างหน้าแล้ว ถ้าเห็นแสงนั้นให้ออกเดินไปได้เลยนะฮะ”

“ฉันกลัว” ซานดาร่าหันมองไปที่ผ้าม่านที่ปิดสนิท “อา ... ฉันเคยเห็นแบบนี้มาก่อนที่โรงพยาบาล แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร ฉันกลัว”

“แสงนั่นใช่ไหมฮะ”

“ใช่ ... สว่างมากเลย”

 

ชเวซึงฮยอนมองไม่เห็นแสงที่จียงกับวิญญาณของยุนอารึมพูดกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเห็นคือใบหน้าของซานดาร่าที่กำลังถูกสิงอยู่ตอนนี้ดูผ่อนคลายราวกับคนที่กำลังมีความสุข

 

“ไปหาแสงนั้นสิฮะ” จียงพูดซ้ำอีกครั้ง

“ไปได้เหรอ ฉันไปได้ใช่ไหม”

“ฮะ”

 

ไหล่ของซานดาร่ากระตุกเหมือนกับตอนแรก ริมฝีปากของหญิงสาวสั่นรุนแรงจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันกึกๆ สิ่งที่ซึงฮยอนไม่เห็น แต่จียงเห็น ตอนนี้เขาเห็นร่างโปร่งแสงของหญิงสาวที่เคยมาปรากฎตัวให้เห็นค่อยๆ ลุกจากร่างบอบบางที่สิงอยู่ พอร่างโปร่งแสงนั้นยืนให้เห็นเต็มตัว ร่างของซานดาร่าก็หยุดสั่นและคอตกเหมือนคนนอนหลับ

 

“ฉันไปได้จริงๆ ใช่ไหม”

 

เสียงเบาๆ ของยุนอารึมดังก้องเหมือนเสียงคนพูดในถ้ำ จียงพยักหน้ารับและเห็นรอยยิ้มจางของวิญญาณสาว หล่อนหันไปมองชเวซึงฮยอนที่มองจียงที มองผ้าม่านตรงหน้าต่างทีอย่างสับสน และสุดท้ายเธอก็พูดกับจียงด้วยน้ำเสียงแบบเดิม

 

“ฝากขอโทษเขาด้วยนะที่ทำให้กลัว แต่ตอนนั้น ฉันเองก็กลัวมากจริงๆ มันสับสนไปหมดเลย”

“ไม่เป็นไรฮะ” จียงพูดเบาๆ กับวิญญาณของอดีตเจ้าของห้อง “ไปตามแสงที่คุณอารึมเห็นนะฮะ มันจะไม่เป็นไร”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน”

 

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จียงเห็นใบหน้าของยุนอารึมอย่างชัดเจน เธอดูสวยเหมือนกับในรูปที่จียงเคยเห็นที่บ้านแม่ของเธอ ร่างโปร่งแสงนั้นค่อยๆ สลายไปเหมือนควัน และเมื่ออณูสุดท้ายในห้องสลายไป ไอเย็นที่เคยปกคลุมห้องนั้นอยู่ก็พลอยหายไปด้วย จียงปล่อยมือจากซึงฮยอนและช้อนตัวซานดาร่าที่หลับไม่ได้สติไว้ในอ้อมแขน

 

“เรียกรถพยาบาลมั้ย เดี๋ยวฉันโทรให้”

“ไม่ต้องหรอกฮะ” จียงตอบแล้วส่งยิ้มให้เจ้าของห้อง “แค่ช่วยผมอุ้มพี่ดาร่าไปนอนสบายๆ บนเตียงก็พอฮะ”

“ได้สิ”

 

ชเวซึงฮยอนช่วยอุ้มหญิงสาวอย่างไม่อิดออดแต่กลับชะงักเมื่อกำลังจะถึงประตูห้องนอน จียงมองหน้าคนที่หันมาหาอย่างประหลาดใจ สีหน้าของชเวซึงฮยอนจริงจังเมื่อเอ่ยถาม

 

“คุณอารึมเธอไปแน่ๆ แล้วใช่มั้ย”

“โอ๊ย! มาถามอะไรตอนนี้เนี่ย ประสาท”

 

มือบางฟาดลงบนไหล่กว้างไม่แรงนัก ก่อนจะดันหลังให้ซึงฮยอนเดินเข้าห้องไป และออกคำสั่งให้เจ้าของห้องไปเอาผ้าเช็ดตัวผืนเล็กกับชามใบโตๆ มาให้ ชเวซึงฮยอนก็ยอมทำตามแต่โดยดีและยืนมองอยู่ห่างๆ เมื่อจียงลงมือเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ซานดาร่า

 

“ให้พี่ดาร่านอนหลับซักพักแล้วกันนะฮะ” จียงพูดพลางยัดชามกับผ้าขนหนูใส่มือชเวซึงฮยอน “เอานี่ไปเก็บ เดี๋ยวผมจะเก็บกวาดห้องนั่งเล่นให้”

“อ่า ... โอเค”

 

จียงออกคำสั่งเสร็จก็เดินไปจัดการเก็บของที่ยังกองอยู่บนโต๊ะโดยหากล่องในห้องซึงฮยอนมาใส่จนเรียบร้อย ส่วนข้าวของของซานดาร่าถูกจัดเก็บลงกระเป๋าที่ใส่ของมาตอนแรก ชเวซึงฮยอนถือน้ำผลไม้มายื่นให้จียง พร้อมถามเบาๆ ด้วยความเกรงใจหญิงสาวที่หลับอยู่ในห้อง

 

“น้ำในขวดนี่มันน้ำอะไรเหรอ”

“น้ำเปล่านี่แหละฮะ” จียงพูดด้วยท่าทีผ่อนคลาย “เหมือนเป็นการชำระล้างไงฮะ”

“เหรอ แต่ตอนที่คุณดาร่าทำแบบบนั้นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองตัวลอยๆ ไปด้วยเลย นึกว่าเป็นน้ำมนต์อะไรแบบนี้”

“ผมว่าน่าจะเพราะกลิ่นกำยานมากกว่าฮะ เชื่อกันว่ากลิ่นสนช่วยกระตุ้นพลังงานด้านลบให้ออกไป ส่วนกลิ่นไม้จันทน์ช่วยให้จิตใจสงบน่ะฮะ”

“มิน่าล่ะ ฉันรู้สึกตัวเบาๆ”

“กลัวผีคุณอารึมจนใจฝ่อ ตัวเบาหวิวมากกว่ามั้งฮะ”

 

เด็กหนุ่มกวนใส่เจ้าของห้องตามเดิม และดื่มน้ำผลไม้จนหมดแก้ว แล้วจับแก้วใส่มือซึงฮยอน ร่างบางเดินหายเข้าไปในห้องนอนใหญ่ที่ซานดาร่านอนอยู่พักหนึ่งและกลับออกมาพร้อมกับกระเป๋าใบเล็กที่เจ้าตัวทิ้งไว้ที่ห้องนี้ ซึงฮยอนรู้สึกใจหายแปลกๆ เมื่อคิดว่าจียงจะไม่กลับมาที่นี่อีก

 

เขาคุ้นเคยกับชีวิตที่มีจียงคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา

 

“เก็บของไปหมดเลยเหรอ จียง”

“ฮะ หมดแล้ว เดี๋ยววันนี้คุณก็ไปเก็บของที่บ้านผม แล้วกลับมานอนที่ห้องนี่ได้เลยฮะ ไม่มีอะไรแล้ว”

“อา โอเคๆ” ซึงฮยอนพยักหน้าหงึกหงักเมื่อเห็นจียงทำเฉยๆ “คุณดาร่าจะไม่เป็นไรใช่ไหม เธอหลับไปเกือบชั่วโมงนึงแล้วนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ แค่เพลียๆ เลยหลับไปนานหน่อย”

 

จียงตอบเหมือนไม่คิดอะไร แต่นึกถึงอาการป่วยไข้ของซานดาร่าที่มักจะเป็นหลังจากเข้าไปช่วยเหลือในบ้านของลูกค้าผู้ชาย แต่ครั้งนี้ดาร่ายืนยันว่าเธอต้องมาด้วยตัวเอง และต้องการคนช่วยอีก 2 คน สุดท้ายจึงเป็นเขาและชเวซึงฮยอนที่มาช่วยซานดาร่า

 

“จียง นายแน่ใจเหรอว่าคุณอารึมเธอไปแล้วจริงๆ”

“ไปแล้วฮะ ผมเห็นเธอไปกับตาตัวเองเลย ตอนที่คุณอารึมเธอพูดวันนี้ว่า เธอเคยเห็นแสงที่คนตายเห็นเวลาที่จะข้ามภพไปแล้วครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาล แต่ตอนนั้นเธอสับสน แล้วก็กลัว ใจของเธอก็เลยยึดห้องนี้ ยึดงานของเธอเป็นบ่วงให้เธอกลับมาอยู่ที่นี่ แต่เธอรู้แล้วว่าไม่มีอะไรที่เธอต้องห่วงอีกต่อไป เธอต้องไปต่อแล้ว ...”

“เคยมีวิญญาณที่นายเคยช่วยบอกนายบ้างไหมว่าหลังแสงที่พวกเขาเห็นเป็นอะไร”

“เคยฮะ ก่อนที่จะไปบางคนบอกว่าเป็นบ้านที่เคยอยู่ตอนเด็ก บางคนบอกว่าเป็นสะพาน บางคนบอกว่ามีคนที่รักรออยู่อีกฝั่งหนึ่ง บางคนก็บอกว่าเห็นแสงเฉยๆ ตอนที่คุณอารึมจะไป เธอบอกว่าเห็นแสงจ้ามาก แต่ผมไม่ได้เห็นกับเธอนะฮะ”

“ชีวิตกับความตายนี่มันใกล้กันนิดเดียวจริงๆ นะ”

“ใช่ฮะ มันกลืนกันจนเป็นเนื้อเดียวไปแล้ว” จียงพูดแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ค่าจ้างผมละฮะ”

“นายนี่คิดแต่เรื่องเงินอย่างเดียวหรือไง”

“แน่นอนสิฮะ”

 

ชเวซึงฮยอนได้แต่หัวเราะแห้งๆ และหยิบเงินส่วนที่เหลือตามที่ตกลงกันไว้ใส่ซองให้จียง เด็กหนุ่มชวนคุยเรื่องโน้นนี้ไปเรื่อยๆ อีกราวๆ ชั่วโมงหนึ่งซานดาร่าจึงออกมาจากห้อง ใบหน้าของหญิงสาวดูซีดเซียว แต่ยังคงยิ้มอย่างแจ่มใส ซึงฮยอนเสนอตัวไปส่งทั้งคู่โดยบอกว่าจะแวะไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านจียงด้วย

 

“ขอบคุณนะฮะที่มาส่ง แน่ใจนะว่าไม่ลืมอะไร”

“ไม่แล้วล่ะ”

“งั้นขับรถดีๆ นะฮะ โชคดีนะฮะ”

“จียง” ซึงฮยอนตัดสินใจถามออกไปทั้งที่ไม่มั่นใจความรู้สึกของตัวเองด้วยซ้ำ “ไว้นายว่างๆ เราเจอกันอีกได้ไหม”

“งานผมจบแล้วนะฮะคุณซึงฮยอน เราสองคนก็ควรจะปล่อยมันไป เหมือนที่คุณอารึมเธอปล่อยทุกอย่างไปเหมือนกันนะฮะ”

 

ร่างสูงตัดใจไม่ถามต่อแต่โบกมือลาและขับรถออกจากบ้านจียงโดยมีเจ้าของบ้านมายืนส่ง ตาคมมองจียงผ่านกระจกมองหลังจนลับตา

 

ใช่ ... ระหว่างเขากับจียงก็คงจบแค่นี้จริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Epilogue

 

 

 

 

แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องนอนปลุกให้ซึงฮยอนตื่นขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก หลังจากเหตุการณ์แปลกๆ ทั้งหมดในห้องจบลง เขาก็พบว่าตัดสินใจไม่ผิดเลยที่มาอยู่ที่นี่ ห้องนี้บรรยากาศดีและค่อนข้างเงียบทั้งที่เป็นห้องคอนโด เพื่อนข้างห้องอย่างคุณซึงรีที่บังเอิญเจอกันในลิฟต์ก็มักจะชวนคุยให้เขาหัวเราะอยู่บ่อยๆ

 

ซึงฮยอนอยู่ที่นี่มาได้ปีกว่าแล้ว

 

ร่างสูงลุกจากเตียงไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ แล้วเดินออกมาชงกาแฟ เช้าวันเสาร์แบบนี้เขาไม่ต้องเร่งรีบไปไหน เลยมีเวลาลุกขึ้นมาทำกาแฟดื่ม ตาคมมองไปหาเจ้าตัวป่วนที่วิ่งเข้าครัวมาพันแข้งพันขา

 

“เอาอะไรโจลี่ มาป่วนอะไรเนี่ย”

 

ซึงฮยอนลูบหัวหมาชาไป่ตัวเล็กที่เริ่มกัดชายกางเกงนอนและอุ้มเจ้าตัวปัญหาไปที่กรงที่กั้นไว้เป็นสัดส่วน คิ้วเข้มขมวดเป็นปมและมองหน้าโจลี่ที่พยายามแลบลิ้นมาเลียหน้า

 

“น้ำก็มี อาหารก็มี มากวนเอาอะไรเนี่ย หืม”

 

เสียงประตูหน้าห้องเปิดและปิดทำให้ซึงฮยอนวางหมาตัวเล็กลงในกรง คนที่เพิ่งมาใหม่เดินพ้นมุมห้องนั่งเล่นเข้ามาในครัวและยิ้มกวนๆ ตามเคย

 

“ทำไมตื่นเช้าจังฮะ โจลี่กวนเหรอ”

“เปล่า ฉันตื่นมาชงกาแฟ แต่โจลี่วิ่งไปเรียกในครัว นึกว่าไม่มีน้ำเลยมาดูน่ะ นายล่ะไปไหนมา”

 

คนที่เพิ่งมาไม่ตอบแต่ยกถุงกระดาษที่มีตราร้านเบเกอร์รี่ร้านโปรดให้ซึงฮยอนดู ร่างสูงเดินไปโอบเอวคนตัวบางไว้หลวมๆ ก่อนจะขยี้ผมอีกฝ่าย แม้ว่าจะไม่ใช่ผมสีบลอนด์เหมือนเมื่อตอนที่เจอกัน แต่ผมสีดำตอนนี้ก็ยังนิ่มเหมือนเดิมอยู่ดี

 

“ชงกาแฟให้หน่อยสิฮะ ขอคาปูชิโน่ฟองนมเยอะๆ เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อน ปั่นจักรยานมา เหงื่อท่วมเลย”

“ได้ขอรับ นายท่าน”

 

ชเวซึงฮยอนล้ออีกฝ่ายเล่นก่อนจะเดินเข้าครัวไปล้างมือและกดเครื่องชงกาแฟให้คนตัวผอมที่เดินเข้าไปในห้องนอน ที่จริงเขาดื่มกาแฟดำ แต่เพราะอีกฝ่ายชอบกินกาแฟใส่นม ซึงฮยอนเลยซื้อเครื่องทำกาแฟเครื่องใหม่ที่ทำฟองนมได้ด้วยมาไว้ให้โดยเฉพาะ

 

มือแข็งแรงจัดครัวซอง กับมัฟฟินกล้วยหอมใส่จานและยกไปวางที่โต๊ะก่อนจะกลับมาจัดการทอดแฮมกับไข่ดาว และเตรียมสลัดผักใส่ชามแก้วไปวางบนโต๊ะกินข้าว จังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายเดินเช็ดผมออกมาจากห้อง

 

“โอ้โห! มื้อเช้ามาเต็มมาก”

“แน่นอน มานั่งเร็วสิ”

 

ร่างบางพยักหน้าและเดินมาลงมือจัดการมื้อเช้าโดยไม่อิดออด ตั้งแต่จัดการเรื่องแปลกๆ ในห้องเสร็จแล้ว เขาไม่นึกว่าตัวเองจะกลับไปหาจียงอีก แต่สุดท้ายก็กลับไปและเด็กหนุ่มที่มีสัมผัสพิเศษ แต่มีอาชีพหลักเป็นติวเตอร์คนนี้ก็ขนข้าวของบางส่วนมาทิ้งไว้ พร้อมกับลูกหมาตัวเล็กที่เพิ่งซื้อมาด้วย

 

“กาแฟอร่อยจัง”

 

จียงพูดหลังจากจิบกาแฟในแก้วของตัวเองและมองข้ามไหล่ซึงฮยอนออกไปที่นอกระเบียง เงาจางๆ ชายวัยกลางคนที่มีเลือดอาบตั้งแต่ศีรษะจนถึงกลางลำตัวยืนงงๆ อยู่ที่ระเบียงนอกห้อง เด็กหนุ่มเกือบเผลอกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เพราะเมื่อกี๊ปั่นจักรยานผ่านสี่แยกและมีอุบัติเหตุรถชน

 

ดันบังเอิญไปสบตากับวิญญาณของคนตายที่ยืนงงๆ อยู่ในที่เกิดเหตุจนได้

 

“มีอะไรหรือเปล่าจียง”

 

ซึงฮยอนเอ่ยถามเพราะเห็นคนที่นั่งตรงข้ามทำหน้าแปลกๆ แต่จียงส่ายหน้าและก้มลงจิบกาแฟต่อ ฟองนมขาวนวลเกาะอยู่บนริมฝีปากสีแดงสด จนคนมองต้องหัวเราะออกมา

 

“ขำอะไรฮะ”

“ก็กินยังไงฟองนมเลอะปากเนี่ย”

 

มือแข็งแรงเอื้อมจะเช็ดให้ แต่ควอนจียงคว้ามืออีกฝ่ายไว้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่วิญญาณที่จียงเห็นอยู่คนเดียวค่อยๆ ทะลุผ่านกระจกเข้ามา ร่างบางยิ้มหวานก่อนจะบอกอีกฝ่ายกวนๆ

 

“ไม่ต้องเช็ดหรอกฮะ คราวก่อนตอนกินเบียร์เลอะก็เช็ดให้แล้ว”

“แล้วจะให้ทำยังไง” ซึงฮยอนยกยิ้มเมื่อรอยวิบวับในตาของอีกฝ่าย

“มอร์นิ่งคิส เป็นไงฮะ”

 

ชเวซึงฮยอนไม่ตอบแต่ริมฝีปากหยักทาบทับและเล็มฟองนมออกจากริมฝีปากนุ่มนิ่มอย่างอ่อนโยน มือข้างหนึ่งของจียงแตะอยู่ที่จี้รูปพระอาทิตย์ที่ใส่อยู่ตลอด และแอบหรี่ตามองวิญญาณที่ตามมานั้นค่อยๆ สลายไปกับแสงแดดที่เริ่มแรงกล้าขึ้นทุกที

 

.

 

.

 

.

 

ที่จริง .... มอร์นิ่งคิส ก็ไม่เลวเลยนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk …… มาแล้วค่ะ T_T มาต่อจนจบแล้ว ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ หวังว่าจะสนุกสนานกันน้า ^^ ขอบคุณมากค่า 

Comment

Comment:

Tweet

มอนิ่งคิสส น่ารักอ่ะ

เจอผีใครว่าโชคร้าย นี่โชคดีเลยได้แฟนกวนๆมาอยู่ด้วยกัน

 

#2 By smile (171.4.248.140) on 2015-11-15 14:19

โอ้โห จีคะ
หวานกว่าฟองนมไปละ
ฮ่าๆๆ
นึกว่าจะจบแบบจากกันซะละ
แต่พี่ท็อปนี่นะ ใครจะปล้อยไป
จีก็มาอยู่ด้วยอีก
ต้องขอบคุณผีสาวตนนั้นนะเนี่ย
ทำให้ท็อปมีแฟนน่ารักๆ
ตอนวิญญาณเข้าสิงดาร่าแอบกลัวไปกับพี่ท็อปเลยอะ
บรรยายเห็นชัดเกิ๊นน

#1 By mintaname on 2015-06-05 11:43