[FIC] : My Roommate Is Gwishin [8/....]

posted on 30 May 2015 23:26 by any-poly in MyRoommateIsGwishin directory Fiction
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [8/....]

Rating : PG15

Paring : TempG and more…

Beta Reader : Icysbrani

Author Note : Some ideas from ‘The Master’s Sun’ & ‘Ghost Whisperer’











“ .... สารวัตรหนุ่มได้กลิ่นแปลกๆ จากในห้องนั้น ห้องนั่งเล่นที่เงียบสงบของครอบครัวจางตกแต่งสไตล์ยุโรป ข้างของในห้องอยู่ในที่ที่ควรอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่กลิ่นบางอย่างที่ทำให้ประหลาดใจคือกลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำยาทำความสะอาดอะไรสักอย่างที่นิยมใช้กันในโรงพยาบาล ดวงตาของนายตำรวจหนุ่มจับจ้องตรงผนังห้องที่ติดภาพครอบครัวตัวผนังติดวอลเปเปอร์ลายดอกไม้สีจาง ดูเผินๆ แล้วแทบจะไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่รุนแรงกว่าที่อื่น ....”



เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวจนหนังสือเกือบหล่นจากมือเมื่อมือเย็นๆ ของใครบางคนเอื้อมมาแตะตรงไหล่ จียงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อหันไปเห็นเจ้าของห้องผีสิง คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างขัดใจก่อนจะบ่น

“เดินมาให้ซุ่มให้เสียงบ้างสิฮะ มาเงียบๆ แบบนี้หัวใจจะวายตาย”
“ก็ไม่นึกว่านายจะตกใจอะไรขนาดนี้” 

ซึงฮยอนทำหน้าบุ่ยแล้วเดินมานั่งลงที่เก้าอี้อาร์มแชร์ฝั่งตรงกันข้ามกับจียงก่อนจะเอ่ยถามเด็กหนุ่มที่เพิ่งเสียบที่คั่นหนังสือเข้าไปคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้

“ไหนบอกว่าจะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบไง” ซึงฮยอนถาม “ทำไมไปๆ มาๆ ถึงได้มานั่งอ่านนิยายได้ล่ะ”
“ก็อ่านเล่นๆ”

จียงตอบเบาๆ ก่อนจะยักไหล่เหมือนไม่สนใจ เด็กหนุ่มไม่ยอมสารภาพหรอกว่าติดหนังสือเล่มนี้ของซึงฮยอนเสียงอมแงมตั้งแต่ตัดสินใจหยิบมาอ่านเมื่อวันก่อน 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่เห็นนายบอกว่าช่วงนี้จะอ่านหนังสือสอบ”
“ก็ใช่ไง” เด็กหนุ่มยักคิ้ว “แต่อ่านหนังสือนิยายผ่อนคลายสมองบ้างไง แถมหนังสือเล่มนี้ก็ใช้ได้”

เด็กหนุ่มตอบเบาๆ ก่อนจะนั่งตัวแข็ง เพราะจู่ๆ กล่องดนตรีรูปเปียโนซึ่งเป็นของเก่าของคุณตาเจ้าของห้องที่ถูกวางไว้ตรงชั้นวางแผ่นเสียงก็เล่นขึ้นมาเอง เสียงกรุ๋งกริ๋งจากกล่องไม้โบราณทำให้จียงรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อหันไปมองหน้าเจ้าของห้องก็เห็นว่าอีกฝ่ายหน้าจืดเจื่อนไม่แพ้กัน

“ปกติ ...” ซึงฮยอนพูดเบาๆ และทำหน้าเหมือนพยายามนึกคำที่ฟังดูอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ “นายเจอ เอ่อ .... อะไรแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
“ไม่ตลอดหรอก แต่พอมาอยู่ห้องคุณนี่ตลอดเลย”

ชเวซึงฮยอนหน้าเหมือนถูกบังคับให้กินยาขม ความเงียบเกาะกุมเจ้าของห้องกับเพื่อนร่วมชะตากรรมอยู่นานเกือบนาทีเสียงจากกล่องดนตรีจึงเงียบลงไป ตาเรียวของเด็กหนุ่มเหลือบมองเมื่อได้ยินเสียงซึงฮยอนถอนหายใจหนักๆ 

“เอาน่า อย่าคิดมากเลยนะฮะ” จียงพยายามปลอบทั้งที่รู้ว่าไม่น่าจะได้ผล
“อือ ฉันกำลังพยายามชินกับมันนะ” ซึงฮยอนพูดเบาๆ “คนที่ต้องรับรู้อะไรแบบนี้คงลำบากมากเลยเนอะ”
“ไม่หรอกฮะ ที่จริงก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่มองเห็นวิญญาณได้เต็มที่แบบผมกับพี่ดาร่า” จียงพูดเบาๆ อย่างครุ่นคิด “เหมือนจานรับสัญญาณโทรทัศน์ไงฮะ บางบ้านรับได้ทุกช่อง บางบ้านก็รับได้แค่บางช่องแถมบางทีที่รับได้ยังไม่ชัดอีกต่างหาก คนที่เห็นวิญญาณบางคนอาจจะรับได้แค่กลิ่น บางคนอาจจะได้ยินแค่เสียง บางคนอาจจะเห็นวิญญาณในรูปแบบที่เป็นความฝันน่ะฮะ”

เจ้าของห้องเงียบไปนานหลังจากที่จียงพูดจบ ตอนแรกจียงแค่ตั้งใจจะบอกให้ซึงฮยอนรู้ว่าคนที่รับสัมผัสจากวิญญาณได้ไม่ได้เจออะไรน่าประหลาดใจอย่างที่ซึงฮยอนเพิ่งเจอไปเมื่อครู่ ที่จริงเขาคิดว่ามันอาจจะทำให้เจ้าของห้องรู้สึกดีขึ้น แต่ดูเหมือนซึงฮยอนจะไม่คิดแบบนั้น

“ถ้าเกิดฉันมีพรสวรรค์แบบนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะภูมิใจกับมันดีไหม” ซึงฮยอนพูดด้วยน้ำเสียงลังเล
“อย่าทำเหมือนมันเป็นเรื่องน่าเศร้าสิฮะ” จียงมองหน้าเจ้าของห้องแล้วพูดยิ้มๆ “ที่จริงมีคนน้อยมากที่รับรู้เรื่องพวกนี้ได้ อย่างพี่ดาร่าเองก็ไม่มองเห็นอะไรแบบนี้ตั้งแต่เด็กหรอกนะฮะ แต่เพิ่งจะมาเห็นหลังจากที่รถชน”
“นายหมายถึงอาการ NDE น่ะเหรอ”
“รู้จักด้วยเหรอฮะ” จียงทำตาโตอย่างตื่นเต้น “ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย”
“อา เคยได้ยินน่ะ”

ซึงฮยอนตอบเบาๆ แล้วพยายามนึกหาทางเปลี่ยนเรื่อง เพราะตอนแรกเขายังกลัวเรื่องแปลกๆ ในห้องอยู่ดีๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นต้องมาอยู่ในบทสนทนาชวนอึดอัด ที่จริงเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติอะไรพวกนี้นัก แต่เพราะการควงสาวเอกจิตวิทยาอยู่สองปีสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้ซึงฮยอนได้ฟังหล่อนพูดถึงคำอธิบายปรากฏการณ์ของคนที่มองเห็นผีมาบ้าง

ถ้าจำไม่ผิดหล่อนพูดถึงเรื่องนี้ตอนที่เขาชวนไปดูหนังแนวๆ สยองขวัญด้วยกัน

ซึงฮยอนจำไม่ได้แล้วว่าหนังที่ไปดูด้วยกันชื่อเรื่องอะไร ที่จริงแล้วเขาแทบไม่ได้สนใจหนังเท่าไหร่ แต่ที่เลือกหนังแนวสยองขวัญ ก็เพราะจะมีอะไรดีไปกว่าการไปเดทกับแฟนสาวในโรงหนังแล้วเจ้าหล่อนโผมาเกาะแขนทุกครั้งที่มีผีหน้าตาน่ากลัวโผล่มาบนหน้าจอ

แต่เรื่องมันกลับตาลปัตรตรงที่คนที่กลัวผีจนแทบไม่กล้ามองจอกลับกลายเป็นเขาเอง ส่วนอดีตแฟนสาวกลับนั่งดูไปตาแทบไม่กระพริบ

“ทำไมถึงรู้เรื่องพวกนี้ด้วยล่ะฮะ” จียงถามพลางขมวดคิ้ว
“เคยได้ยินมาน่ะ” ซึงฮยอนตอบปัดๆ แล้วหลบสายตาอีกฝ่าย “นายจะสงสัยทำไมเนี่ย”
“ผมว่าไม่ค่อยมีคนสนใจงานวิจัยเรื่องนี้เท่าไหร่นะฮะ”
“โหย คนพูดถึงเยอะจะตาย”

จียงหรี่ตาแล้วมองเจ้าของห้องที่ทำท่าลุกลี้ลุกลนเกินเหตุ ตอนแรกเด็กหนุ่มก็คิดว่าจะไม่สงสัยแล้วเพราะว่าชเวซึงฮยอนอาจจะได้ยินมาจากในรายการโทรทัศน์ หรือหาอ่านได้ตามอินเตอร์เน็ต แต่เพราะทำท่าเหมือนมีความลับแบบนี้จียงยิ่งสงสัย

“ทำตัวมีลับลมคมในนะเนี่ย”
“เปล่า” ซึงฮยอนตอบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างยอมแพ้ “โอเคๆ แฟนเก่าสมัยเรียนมหาลัยเคยพูดให้ฟังน่ะเลยจำได้”
“อ๋อ ....”

เด็กหนุ่มลากเสียงยาวแล้วยิ้มเหมือนล้อๆ ก่อนจะดึงหมอนอิงมากอดพลางขยับนั่งขัดสมาธิบนโซฟา ยิ่งเห็นชเวซึงฮยอนทำหน้าอึดอัดแล้วจียงก็ยิ่งอยากแกล้ง

“แฟนสมัยมหาลัยนี่เป็นอดีตที่น่าจดจำเนอะฮะ”
“ก็ ...” ซึงฮยอนนิ่งไปหน่อยหนึ่ง “ไม่แย่เท่าไหร่หรอก”

ซึงฮยอนตอบแบบแบ่งรับแย่งสู้ ที่จริงตอนคบกันก็ดีเกือบทุกเรื่อง ถ้าไม่นับตอนที่โดนเจ้าหล่อนตบเสียหน้าหันก่อนเลิกกัน เพราะว่าหล่อนหึงหวงที่มีรุ่นน้องในคณะของเขามาแอบปลื้ม พอทะเลาะกันครั้งนั้นซึงฮยอนเลยตัดสินใจบอกเลิกอย่างเด็ดขาด

“นายล่ะ แฟนรุ่นน้องของนายเป็นไงบ้าง”
“แฟน?” จียงขมวดคิ้วจนซึงฮยอนขมวดคิ้วตาม
“ก็คนที่นายไปกินเนื้อย่างด้วยวันนั้นไง”

จียงคิดตามคำพูดของชเวซึงฮยอนที่ว่าเขาพาแฟนไปด้วยกัน เด็กหนุ่มเลยนึกถึงวันที่บังเอิญเจอซึงฮยอนที่ร้านเนื้อย่าง วันนั้นเป็นวันที่เขาเจอสายรหัสของตัวเองอย่างซึงยูน เจ้ารุ่นน้องตัวดีเลยขอให้พาไปเลี้ยงมื้อเย็น แล้วก็เจอเจ้าของห้องผีสิงนี่พอดี

“จะบ้าเหรอ!”

เด็กหนุ่มขว้างหมอนอิงใบนุ่มใส่เจ้าของห้องอย่างหงุดหงิด ชเวซึงฮยอนนั่งตัวลีบทำท่าเหมือนจะหลบหากจียงจะขว้างหมอนที่เหลือมาอีก

“ก็นึกว่าเป็นแฟนกันนี่”
“เอาอะไรมาคิดเนี่ย ซึงยูนเป็นรุ่นน้องผม อีกอย่างมันเป็นผู้ชายนะ”
“ก็ไม่รู้อ่ะ ผู้ชายกับผู้ชายเขาก็เป็นแฟนกันได้นี่เดี๋ยวนี้อ่ะ”
“นั่นรุ่นน้องผม!”

หมอนอิงใบที่สองถูกจียงเขวี้ยงใส่เจ้าของห้องด้วยความหงุดหงิดแต่ซึงฮยอนก็คว้าเอาไว้ได้ก่อนที่มันจะกระแทกหน้า เด็กหนุ่มดูหัวเสียจนซึงฮยอนเริ่มคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป

“เฮ้! อย่าโมโหขนาดนี้สิ ฉันแค่ถามดู”

ซึงฮยอนรีบพูดก่อนที่จียงจะปาหมอนอิงอีกใบมาใส่ เด็กหนุ่มโกรธจนหน้าแดงและซึงฮยอนก็ไม่ชอบเลยเวลาที่รู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครรู้สึกโมโห

“ฉันขอโทษ จียง โอเคไหม ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้นายรู้สึกไม่ดี”
“ขอโทษไม่หายหรอก” จียงตอบอย่างขุ่นเคือง
“ถ้ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉันขอโทษ”
“เข้าใจผิดสิ ผิดอย่างแรงด้วย” จียงขึ้นเสียงทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ตั้งใจ “บ้าหรือไง อยู่ๆ มาหาว่าผมเป็นเกย์เนี่ยนะ”
“ก็ไม่รู้อ่ะ บอกแล้วไงว่าขอโทษ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดอ่ะ”
“คุณก็พูดได้ง่ายๆ สิว่าเข้าใจผิด ขอโทษ คุณรู้อะไรไหม ผมอยู่กับการถูกเข้าใจผิดมาตลอดตั้งแต่จำความได้เลย เด็กแถวบ้านผมล้อผมว่าผมเป็นปีศาจ เพราะว่าอะไรรู้ไหม เพราะว่าผมมองเห็นคนที่ตายไปแล้ว ตอนนี้คุณยังมาเข้าใจผิดว่าผมเป็นเกย์อีก โอ! โคตรจะน่าซึ้งใจเลยคำขอโทษของคุณเนี่ย”

ซึงฮยอนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเพื่อให้จียงรู้สึกดีขึ้นกว่านี้ เด็กหนุ่มปาหมอนอีกใบใส่ตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัวแล้วลุกขึ้นเดินปึงปังเข้าที่ห้องควรและเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาดื่ม ซึงฮยอนปล่อยให้เวลาผ่านไปเงียบๆ จนกระทั่งจียงดื่มน้ำหมดขวดและเริ่มเปิดถุงมันฝรั่งทอดกรอบที่ซึงฮยอนซื้อมาวางไว้ให้

ตอนนี้ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนจียงกำลังระบายความโกรธทั้งหมดลงไปกับมันฝรั่งที่เคี้ยวอยู่

ร่างสูงปล่อยให้เด็กหนุ่มเดินปึงปังอยู่ในครัวโดยไม่กล้าพูดอะไรออกไปอีกแม้แต่คำเดียว ตอนแรกเขาก็กลัวๆ ที่จู่ๆ กล่องดนตรีที่วางอยู่ดันเล่นขึ้นมาเอง แต่ตอนนี้ซึงฮยอนเริ่มกลัวว่าเด็กหนุ่มที่ยืนเคี้ยวมันฝรั่งอยู่ในครัวจะคว้ามีดมาไล่แทงเขาแทน

แดซองเลยที่ผิด ชอบใส่ไฟว่าจียงเหมือนเกย์จนเขาเข้าใจผิดไปด้วย

“จียง” 
“อะไรอีก” เด็กหนุ่มทำท่าหงุดหงิด
“ฉันขอโทษจริงๆ นะ”

ตาเรียวมองกลับมาหาเจ้าของห้องอย่างหงุดหงิด แล้วพยักหน้ารับเพราะไม่อยากให้ซึงฮยอนรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ ที่จริงเรื่องนี้เป็นปมในใจของจียงมาตลอดตั้งแต่เริ่มโต เพราะลุงยางที่อยู่ข้างบ้านชอบพูดว่าจียงดูเหมือนจะนุ่มนิ่มเกินหนุ่มกับพวกผู้ใหญ่ที่พ่อแม่เขารู้จักซึ่งทำให้ครอบครัวของเขาอึดอัดอยู่เสมอ

“นายหายโกรธหรือยัง” ซึงฮยอนถามเบาๆ
“อือ”
“ถ้านายมีอะไรไม่สบายใจ นายก็เล่าให้ฉันฟังได้นะ” 
“อย่างเช่น?” จียงเลิกคิ้ว
“ก็ไม่รู้ ฉันแค่รู้สึกว่านายเก็บเรื่องไม่สบายใจหลายอย่างเอาไว้คนเดียว คนเราบางทีก็อาจจะอยากมีคนรับฟังนะ”
“ใครจะมาอยากฟังความทุกข์ของคนอื่น” จียงพูดพลางนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ “แค่ผมต้องมานั่งฟังความทุกข์ของบรรดาผีๆ แล้วก็เจ้าของห้องผีสิงแบบคุณนี่ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”
“คนเราก็เป็นแบบนี้แหละ คนเราเวลาที่มีความสุขก็มักจะลืมคนรอบข้าง เพราะคิดว่าทุกคนสุขเหมือนกัน เวลาที่มีความทุกข์ก็มักจะลืมคนรอบข้างเพราะคิดว่ามีแต่เราที่ทุกข์ใจอยู่คนเดียว ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ว่าจะตอนสุขหรือตอนทุกข์ เราก็มีคนรอบข้างอยู่ด้วยเสมอ”

ควอนจียงมองหน้าเจ้าของห้องก่อนจะเงียบไปพักใหญ่ ซึงฮยอนไม่รู้ว่าจียงคิดอะไรอยู่แต่เด็กหนุ่มค่อยๆ เดินกลับมานั่งที่โซฟาตามเดิมแล้วจ้องหน้าเขานิ่งๆ

“แล้วคุณเคยบอกคนรอบข้างบ้างหรือเปล่า เรื่องที่ห้องนี้น่ะฮะ”
“เคยสิ” ซึงฮยอนตอบอย่างมั่นใจ “ฉันบอกนาย บอกแดซอง อย่างน้อยเวลาฉันกลัวจนไม่อยากกลับห้อง ฉันก็บ่นให้แดซองฟัง หรือไม่ก็ปรึกษานายไง ฉันก็พยายามหาทางออกทุกทางที่จะเป็นไปได้”
“เรื่องบางเรื่องคนรอบข้างก็ช่วยไม่ได้หรอก”

ควอนจียงตอบเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอน ทิ้งซึงฮยอนให้นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นตามลำพัง เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองควรจะอธิบายความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้ของตัวเองอย่างไรดี จียงรู้จักมันดี ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาดจากสายตาที่คนอื่นมองมาเมื่อรู้ว่าเขามองเห็นอะไรที่ไม่ควรจะเห็น เขาบอกตัวเองอยู่เสมอว่าความสามารถพิเศษบ้าบอนี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนรอบข้างทุกข์ใจ

ที่จริงเขาไม่เคยเชื่อเลยว่าตัวเองจะช่วยอะไรใครได้จนกระทั่งเจอกับพี่ดาร่า

ซานดาร่าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่รับมือกับบรรดาวิญญาณที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตตัวเองได้ดีเกินคาด หญิงสาวทำงานเป็นผู้สอบบัญชีกับปาร์คบม แต่ให้ความช่วยเหลือคนที่เจอวิญญาณตามรังควาญชีวิตเป็นงานอดิเรก ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ จากคนที่ได้รับการช่วยเหลือ สำหรับจียงแล้วมันถูกแบ่งเป็นเงินเก็บบ้าง ค่าขนมบ้าง และบางทีก็เป็นเงินบริจาคถ้ามีเหลือมากพอ

สำหรับพี่ดาร่า ครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้กลายเป็นเงินบริจาค

เด็กหนุ่มได้ยินเสียงเปิดทีวีเบาๆ ที่นอกห้อง ชเวซึงฮยอนคงหาอะไรดูแก้เบื่อ ที่จริงเขาไม่ได้อยากจะโกรธอะไรเจ้าของห้องนักหนา แต่เพราะว่าอีกฝ่ายดันถามอะไรบ้าๆ บอๆ แบบนั้นออกมา จียงเลยคิดว่าจะไม่พูดกับซึงฮยอนจนกว่าจะถึงเช้าวันพรุ่งนี้

ถือว่าเป็นการลงโทษแล้วกันนะ

จียงหันหลังจะเดินเข้าห้องน้ำไปแปรงฟัน แต่กลับต้องยืนตัวแข็งเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่ในห้องคนเดียว หญิงสาวหน้าซีดเผือดจนไม่มีสีเลือด สวมชุดเดรสสีขาวแขนสั้นยาวคลุมหัวเข่า ผมยาวสีดำปล่อยสยาย ตากลมโตที่คงจะเป็นประกายสดใสตอนที่มีชีวิตอยู่แต่ตอนนี้ดูแห้งแล้ง ไร้แววของความอบอุ่นใดๆ ทำให้รู้สึกเหมือนก้มลงมองบ่อน้ำเก่าๆ ที่ถูกทิ้งร้าง

“คุณเป็นใครฮะ” 

จียงแทบไม่เชื่อว่าเสียงตัวเองจะแหบและเบาได้ถึงขนาดนั้นตอนที่เอ่ยถามออกไป วิญญาณหญิงสาวผมยาวกลับยืนอยู่ที่เดิม รูปร่างของหล่อนชัดเจนจนจียงกังวลว่าหล่อนใช้อะไรเป็นแรงผลักดันให้ปรากฏกายให้เขาเห็นได้ พลังในแง่ไหนที่ผลักดันให้หล่อนเข้มแข็งได้ขนาดนี้

พลังแง่บวก หรือลบกันแน่

“ผมช่วยคุณได้นะฮะ แค่คุณบอกผม” จียงถามซ้ำเมื่อเห็นวิญญาณไม่ขยับ
“... ไป ...”

จียงเห็นปากของหล่อนขยับมากกว่านั้น แต่ได้เสียงที่ได้ยินกลับไม่ชัด เพราะเหมือนได้ยินเสียงของหล่อนจากที่ไกลๆ และเบาเสียจนเดาไม่ออก

“ไปไหนฮะ” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว
“แค่ ... ไม่ ...”

ผีสาวที่ตามรังควาญซึงฮยอนพยายามพูดอะไรบางอย่าง แต่จียงไม่สามารถจับใจความได้ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามอะไรอีกครั้งหล่อนก็วูบหายไปแล้ว เด็กหนุ่มพยายามเพ่งมองหรือหาสัญญาณบางอย่างที่วิญญาณดวงนั้นอาจจะทิ้งร่องรอยไว้ในห้องแต่กลับไม่เจออะไรเลย นอกจากห้องนอนสะอาดเอี่ยมเพราะคุณแม่ของซึงฮยอนเพิ่งส่งคนมาทำความสะอาดเมื่อวานนี้

จียงตัดสินใจยกโทษให้ซึงฮยอนตั้งแต่ตอนนี้เลยก่อนจะเดินออกไปหาเจ้าของห้อง ซึงฮยอนดูตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ เขาพรวดพราดออกไปแบบนั้น ร่างสูงกอดหมอนอิงไว้แน่นก่อนจะหันมาถามแบบงงๆ

“เป็นไรหรือเปล่า หน้านายดูซีดๆ นะจียง”
“คุณพอจะรู้จักใครที่วาดรูปสเก็ตซ์คนได้บ้างไหม”
“มีอะไรเหรอ”
“บอกมาเถอะน่า” จียงตอบอย่างหงุดหงิดเพราะเจ้าของบ้านยังทำตาโตอย่างสงสัย “รู้จักบ้างไหมฮะ”
“รู้จักคนนึง”
“งั้นขอเบอร์ให้ผมหน่อยสิฮะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะโทรไปหาเขาเอง”
“ไม่ต้องเอาเบอร์ไปหรอก” ซึงฮยอนพูดเบาๆ “นายรอฉันที่ห้องนะ พรุ่งนี้ตอนเย็นฉันเลิกงานแล้วจะพาไปหา”

เด็กหนุ่มมองหน้าเจ้าของห้องแบบงงๆ แต่ซึงฮยอนไม่พูดอะไรต่อก่อนจะหันกลับไปนั่งดูสารคดีเรื่องศิลปะในยุคกลางของยุโรปทางโทรทัศน์ จียงกัดริมฝีปากและชั่งใจว่าควรจะบอกซึงฮยอนดีไหมว่าเขาเห็นอะไรในห้องนอนเมื่อครู่นี้ แต่พอนึกว่าชเวซึงฮยอนคงนอนไม่หลับตลอดคืนแน่ๆ ถ้ารู้ว่าผีสาวมาปรากฏตัวเมื่อครู่ จียงก็เลยตัดสินใจไม่บอกเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายรู้

มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอนที่เดินกลับเข้าห้องนอน เด็กหนุ่มจดบันทึกความทรงจำลงไปในสมุดบันทึกของโทรศัพท์แต่ไม่ลืมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบห้องอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าหญิงสาวคนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว 

ตากลมโต หน้ารูปไข่ ผมยาวถึงไหล่ ใส่ชุดสีขาว ไม่สูงมาก

จียงอ่านทวนและพยายามจดจำภาพของหญิงสาวคนนี้เอาไว้ให้ชัดที่สุดก่อนจะกดบันทึกให้ความทรงจำทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้ในรูปแบบข้อความในโทรศัพท์มือถือของตัวเองก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปแปรงฟันและหวังว่าตื่นมาเช้าพรุ่งนี้จะไม่ลืมเรื่องทั้งหมดไป




คังแดซองเบิกตาตี่ๆ ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตัวผอมยืนเล่นมือถืออยู่ตรงด้านหน้าประตูทางเข้าออฟฟิศ หนุ่มหน้าแมวเกือบลืมแสกนนิ้วลงเวลาเลิกงานเมื่อจียงเงยหน้าขึ้นมายิ้มและโค้งทักทาย วันนี้พี่ซึงฮยอนเดินเข้ามาในออฟฟิศและบ่นเขาเรื่องจียงเสียยาวเหยียด

หวังว่าเด็กหนุ่มนี่คงจะไม่ได้มาเพื่อจัดการเขาอีกคนนะ

“คุณแดซองฮะ”

เสียงเรียกเบาๆ ของจียงทำให้แดซองสะดุ้งโหยง หนุ่มหน้าแมวกังวลลึกๆ ว่าจียงอาจจะต่อยเขาสักหมัดหรือไม่ก็ผลักเขากระแทกผนัง แต่จียงยิ้มหวานๆ แบบนี้ไม่น่าจะทำอะไรรุนแรงมากนี่นา 

“จียง เป็นไงบ้างครับ ไม่เจอกันนานเลย” แดซองรีบตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส
“ก็เรื่อยๆ ฮะ เอ่อ ... คุณซึงฮยอนยังไม่ออกมาเหรอฮะ” เด็กหนุ่มมองข้ามไหล่แดซองไปที่ประตูกระจก “เขาบอกว่าเลิกงานห้าโมงครึ่ง แต่ยังไม่เห็นออกมาเลย”
“พี่ซึงฮยอนกำลังคุยกับหัวหน้าอยู่ อาจจะออกมาช้าน่ะครับ”

แดซองส่งยิ้มให้อย่างสดใสจนจียงยิ้มตามไปด้วย เด็กหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือแล้วนึกกังวลในใจว่าอาจจะไปถึงบ้านคนที่ซึงฮยอนจะพาไปเจอดึกเกินไป วันนี้ทั้งวันเขาทำตัวเหมือนคนบ้าด้วยการเดินไปเดินมาในห้องและพยายามเรียกผีสาวที่สิงในห้องให้ออกมาพูดคุยกัน ตอนแรกจียงคิดว่าเพราะในห้องสว่างเกินไปหล่อนเลยไม่ยอมออกมา พอปิดม่านหมดทั้งห้องเขาถึงนึกได้ว่าสิ่งที่ทำค่อนข้างจะเข้าข่ายของความไร้ประโยชน์

ผีไม่ได้เลือกหลอกเพราะเวลาหรือสถานที่ แต่ผีเลือกหลอกคน และวันนี้หล่อนเลือกที่จะไม่ออกมาหลอกเขา

เด็กหนุ่มถอนใจและส่งยิ้มให้แดซองที่ยังยืนทำหน้าแปลกๆ ข้อดีของการที่จียงมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นคือการที่เขาสนใจอ่านสีหน้า อ่านท่าทางของคนรอบตัวมากจนบางครั้งจียงคิดว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนนี้คังแดซองยืนทำหน้าตาเหมือนมีเรื่องที่อยากจะถามแต่กลับกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม

“คุณแดซองจะกลับแล้วเหรอฮะ” จียงถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“กำลังจะกลับแล้ว วันนี้นัดเพื่อนสมัยมัธยมไว้” แดซองยักคิ้ว “ไปปาร์ตี้หนุ่มโสดน่ะ”

แดซองหัวเราะทำให้จียงพลอยหัวเราะเบาๆ ตามไปด้วย เด็กหนุ่มเปลี่ยนเสียงหัวเราะเป็นรอยยิ้มทักทายเมื่อเห็นคนที่มายืนรออยู่นานกว่า 30 นาทีเปิดประตูกระจกออกมาด้านนอก จียงสังเกตเห็นว่าซึงฮยอนมองหน้าแดซองก่อนจะมองหน้าเขา สายตาที่เพื่อนร่วมงานสองคนมองหน้ากันเหมือนมีความลับอะไรบางอย่าง

“ทำไมนายมาอยู่นี่ล่ะ ฉันว่าจะแวะไปรับนายที่คอนโด” ซึงฮยอนถามเบาๆ
“ผมไม่อยากเสียเวลาเลยมาที่นี่เลย”

จียงตอบแล้วเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกรอบ แต่พอเห็นซึงฮยอนคุยอะไรบางอย่างกับแดซองแล้วเด็กหนุ่มก็ไม่กล้าเอ่ยขัดเพราะไม่มั่นใจว่าเป็นเรื่องงานหรือเปล่า เจ้าของห้องหนุ่มตบบ่ารุ่นน้องเบาๆ ก่อนจะเดินนำจียงไปที่ลิฟต์พร้อมกับแดซอง

ซึงฮยอนไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่เข้าลิฟต์จนกระทั่งแยกกันกับแดซองที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน

เด็กหนุ่มขึ้นรถไปกับอีกฝ่ายโดยไม่คิดจะถามอะไรมาก แต่เมื่อรถขึ้นทางด่วนเส้นที่ลัดออกชานเมือง จียงก็อดเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่ได้

“เราจะไปไหนกันเหรอฮะ”
“ไปหาคนที่วาดรูปไง” ซึงฮยอนมองกระจกหลังก่อนจะแซงรถคันหน้า “นายหิวไหม”
“ไม่ฮะ ผมกินแซนวิชมาแล้ว”
“ก็ดี งั้นเดี๋ยวเราไปถึงที่นั่นแล้วค่อยกินข้าวเย็นแล้วกัน”

ซึงฮยอนตอบเบาๆ ก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นแซงรถคันหน้าไปอีกคัน วันนี้เหมือนวันโชคดีที่รถบนทางด่วนที่ตัดออกนอกเมืองไม่ติดนักทำให้ร่างสูงไปถึงที่หมายเร็วกว่าที่คิดเอาไว้มากกว่าที่จียงคิดเอาไว้ เด็กหนุ่มยักคิ้วก่อนจะก้าวลงจากรถตามซึงฮยอนที่จอดรถทิ้งไว้หน้าบ้านหลังใหญ่ในหมู่บ้านหรูหราย่านชานเมือง จียงมองบ้านหลังใหญ่ที่ซึงฮยอนเปิดประตูเล็กเข้าไปด้านในอย่างลังเลใจก่อนจะเดินตามไป

“อัลโล่ ชาร์ลี เป็นไงมั่ง”

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วก่อนจะมองชเวซึงฮยอนนั่งกอดหมาหูตูบแก่ๆ สองตัวที่ส่งเสียงครางงืดๆ อย่างดีใจที่เห็นคนที่พาจียงมา ร่างสูงลุกขึ้นหันมาหาจียงก่อนจะยิ้มเขินๆ เมื่อเห็นสายตาของเด็กหนุ่ม

“อา เข้ามาสิจียง”

จียงยักคิ้วแต่ไม่ตอบอะไรต่อนอกจากเดินตามอีกฝ่ายไปเงียบๆ ซึงฮยอนเปิดประตูทางเข้าบ้านก่อนจะถอดรองเท้าวางไว้เรียบร้อยและเดินเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคย ตาเรียวของจียงมองตุ๊กตาหมีประหลาดเหมือนที่ห้องซึงฮยอนแต่ตัวนี้สูงเกือบเท่าเอวตั้งอยู่ตรงหน้าโถงทางเดินทั้งสองฝั่ง

เด็กหนุ่มกำลังจะอ้าปากถามซึงฮยอนว่าพามาที่บ้านตัวเองหรือเปล่า ตอนที่พี่สาวผมยาวคนสวยเดินออกมาจากมุมห้องและตรงเข้าไปกอดเจ้าของห้องผีสิงที่พาจียงมาอย่างดีใจ

“น้องมาถึงไวจัง พี่นึกว่ารถจะติด หิวหรือเปล่าจ๊ะ”

ซึงฮยอนกอดหญิงสาวเจ้าของบ้านไว้แน่นก่อนจะหันมาหาจียงที่ยืนยิ้มเจื่อนๆ อย่างไม่มั่นใจว่าตัวเองควรจะทำตัวอย่างไรดี

“จียง นี่พี่ฮเยยุน พี่สาวฉัน ส่วนนี่จียง รุ่นน้องพี่ผมบอกว่าจะให้พี่ช่วยวาดรูปให้”
“สวัสดีฮะ ควอนจียงฮะ” จียงยิ้มเขินๆ เมื่อพี่สาวของซึงฮยอนมองมาด้วยดวงตากลมโตคู่นั้น
“งั้นเราไปกินข้าวกันก่อนเนอะ เดี๋ยวอิ่มแล้วพี่จะสเก็ตซ์รูปให้จ้ะ”

ฮเยยุนบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะเดินนำเข้าไปที่ห้องทานข้าว สองพี่น้องคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋งเรื่องงานบ้าง เรื่องโน้นเรื่องนี้บ้าง จนจียงนึกถึงพี่สาวของตัวเองขึ้นมาเหมือนกันก่อนจะตั้งใจว่าวันหยุดนี้จะกลับบ้านไปเจอพี่ดามี เด็กหนุ่มกินมื้อเย็นกับลูกบ้านตระกูลชเวอย่างเกรงใจ และปฏิเสธอย่างหนักแน่นเมื่อพี่สาวของซึงฮยอนคะยั้นคะยอให้เติมข้าว

“น้องจียงอยากได้รูปสเก็ตซ์แบบไหนเหรอจ๊ะ”

ฮเยยุนเอ่ยถามเบาๆ เมื่อคุณป้าแม่บ้านยกจานผลไม้ที่มีแอปเปิ้ลเขียวกับแดงหั่นเป็นชิ้นใส่จานเปลมาวางให้เป็นของหวานล้างปาก เด็กหนุ่มรีบวางแก้วน้ำในมือลงก่อนจะเอ่ยตอบ

“เป็นรูปวาดแบบภาพเหมือนน่ะฮะ รบกวนพี่ฮเยยุนหรือเปล่าฮะ”
“ไม่รบกวนหรอกจ้ะ แต่พี่อาจจะต้องเก็บรายละเอียดหน่อย” ฮเยยุนตอบพลางยิ้มหวาน “คืนนี้พวกน้องจะค้างที่นี่ก็ได้นะจ๊ะ คุณพ่อคุณแม่มีงานเลี้ยงคงกลับดึก”
“ไม่รบกวนดีกว่าฮะ”
“ไม่เห็นรบกวนเลย นี่บ้านฉันนะ” ซึงฮยอนรีบขัดและมองหน้าจียง “นอนที่บ้านฉันก็สบายใจดีออก”

... กลัวผีหลอกล่ะสิ ...

เด็กหนุ่มแอบถามประโยคนี้ในใจพลางยักคิ้วให้อีกฝ่ายแล้วไม่พูดอะไรต่อ ชเวฮเยยุนยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นน้องชายกับรุ่นน้องทำท่าเหมือนจะเถียงกันแต่พยายามเงียบไว้ทั้งคู่ พี่สาวของซึงฮยอนลุกขึ้นชวนจียงเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น สมุดวาดภาพกับดินสอวาดรูปถูกวางเตรียมเอาไว้ในนั้น

เด็กหนุ่มใจเต้นด้วยความกังวลปนกับความตื่นเต้น




ปาร์คบมนั่งขมวดคิ้วอยู่ข้างๆ ซานดาร่า เพราะลูกพี่ลูกน้องตัดสินลองจิ้มค้นหาชื่อ ยุนอารึม ที่เป็นผีสาวในห้องที่จียงพยายามตามหาอยู่ สองสาวถอนหายใจออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นว่าผลการค้นหาที่ขึ้นมาในหน้าจอเป็นแถวยาวเหยียดนั้นดูจะไม่เข้าเค้าเลยสักเรื่อง

“งมเข็มในมหาสมุทรยังง่ายกว่าอีกนะเนี่ย”

ปาร์คบมบ่นเบาๆ เมื่อซานดาร่ากดเปิดบล๊อคส่วนตัวของเด็กสาวที่ชื่อ ยุนอารึม และกลายเป็นไดอารี่ออนไลน์ของเด็กมัธยมต้นที่กำลังมีความรักกับหนุ่มรุ่นพี่

“แต่เราก็ลองหาชื่อยุนอารึมกับคำว่าอุบัติเหตุแล้ว แต่ก็ไม่มีนี่นา” 

ซานดาร่าว่าพลางกดปิดหน้าบล๊อคของเด็กสาวไปและกดเลือกหน้าเว็บอยู่ที่รองลงมา เนื้อหาในหน้านั้นเป็นประวัติของนักแสดงคนหนึ่งทำให้ดาร่าถอนหายใจอย่างหมดหวัง

“ไม่เห็นมีที่เกี่ยวกันเลยอ่ะ”

ปาร์คบมมองหน้าซานดาร่าที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดกำลังใจ หลายวันมานี้ทั้งสองคนช่วยกันตามหายุนอารึม เจ้าของห้องคนเก่าที่จียงไปสืบชื่อมาได้ โดยที่ซานดาร่าพยายามค้นจากอินเตอร์เน็ตและปาร์คบมไปหาเจ้าหน้าที่จอมเจ้าชู้ที่สำนักงานเขตให้ช่วยค้นหาข้อมูลทะเบียนราษฏรให้

แต่ดูเหมือนข้อมูลที่มีกว้างเกินไป เพราะไม่เจออะไรที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับสาวเจ้าของห้องคนเก่าเลย

บมเปิดปากหาวและเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบสี่ทุ่ม หญิงสาวประหลาดใจไม่น้อยที่ง่วงนอนเร็วขนาดนี้ทั้งที่ยังไม่ดึกมากนัก ส่วนซานดาร่าก็ยังฟุบอยู่กับโต๊ะและพึมพำอะไรบางอย่างเบาๆ บมหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นกล่องข้อความเล็กๆ ตรงมุมขวาของจอ

“ดาร่าอา มีเมลล์เข้ามานะ”
“หือ”

ซานดาร่าเงยหน้าขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงบมพูดเบาๆ หญิงสาวรีบกดดูกล่องข้อความที่บมว่า ดาร่ามองหน้าบมอย่างตื่นเต้นเพราะว่าชื่อคนที่ส่งข้อความนี้มาให้คือควอนจียง

‘พี่ดาร่าฮะ

รูปนี้เป็นรูปสเก็ตซ์ผู้หญิงที่ผมเห็นในห้องคุณซึงฮยอนฮะ เลยส่งมาให้พี่ๆ ดูด้วยเผื่อจะได้เอาไปใช้ ครั้งล่าสุดที่ผมเห็นหล่อนเหมือนหล่อนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ผมไม่เข้าใจเลยฮะ พรุ่งนี้ผมจะลองถามคุณแชรินที่เป็นคนดูแลคอนโดดูว่าเคยเห็นบ้างไหม

ดูแลตัวเองกันด้วยนะฮะ
จียง’

บมอ่านข้อความของจียงจบพอดีตอนที่ดาร่าสั่งพิมพ์รูปออกมา เครื่องพิมพ์สีของสำนักงานส่งเสียงครืดคราดตอนที่แท่นพิมพ์สัมผัสผิวกระดาษ สองสาวกลั้นใจเมื่อน้ำหมึกเริ่มเคลือบบนกระดาษออกมาเป็นรูปร่างที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ปาร์คบมรู้สึกขนลุกเพราะภาพหญิงสาวบนกระดาษทำให้รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่จับต้องได้

“โอ ... สวยจัง”

ซานดาร่าพึมพำเมื่อหยิบกระดาษที่เพิ่งพิมพ์เสร็จออกมาจากเครื่องพิมพ์ ตากลมของหญิงสาวจับจ้องไปที่ใบหน้าของคนในกระดาษ พอหันไปมองหน้าลูกพี่ลูกน้องสาวที่ยืนดูอยู่ด้วยกัน ดาร่าก็ต้องเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ

“เป็นอะไรเหรอบม”
“ฉันว่าฉันเคยเห็นผู้หญิงคนนี้นะ” บมพึมพำ “ต้องเคยเห็นแน่ๆ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”
“แน่ใจเหรอ จำคนผิดหรือเปล่า”

ดาร่าเอ่ยถามอีกครั้งแต่ปาร์คบมก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเคยเห็นหญิงสาวคนนี้มาก่อนอย่างแน่นอน ทำให้ซานดาร่าประหลาดใจมากไปกว่าเดิม แต่ดาร่าไม่คิดจะถามอะไรต่อเพราะบมยืนยันว่าเคยเห็นแน่ๆ แต่จำไม่ได้เท่านั้นว่าเคยเห็นที่ไหน ที่จริงดาร่าอยากจะแกล้งแซวว่าเป็นผีสาวที่ตามจียงมาหรือเปล่า แต่ก็ไม่กล้าแซวเพราะรู้ว่าบมกลัวเรื่องผีๆ สางๆ ขนาดหนัก ดีไม่ดีปาร์คบมจะกลัวจนนอนไม่หลับทั้งคืนเปล่าๆ คิ้วเรียวของซานดาร่าขมวดมุ่นเมื่อลูกพี่ลูกน้องสาวบ่นอีกรอบว่านึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน ก่อนจะก้มมองภาพที่จียงสแกนส่งมาให้อีกครั้ง 

หญิงสาวหน้าตาสะสวยที่เป็นปริศนาในห้องคุณซึงฮยอนคนนี้เป็นใครกันแน่





“นายถามฉันเป็นรอบที่ร้อยแล้วนะจียง ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้”

เสียงตอบยานคางแบบเหนื่อยหน่ายของเจ้าของห้องทำให้จียงหงุดหงิดขึ้นมา แต่ก็จริงอย่างที่ชเวซึงฮยอนว่าเพราะอีกฝ่ายดูไม่มีพิรุธอะไรเลยตั้งแต่ตอนที่พี่ฮเยยุนวาดรูปให้เมื่อคืนนี้ แถมพี่สาวของซึงฮยอนก็ดูไม่รู้จักผู้หญิงในรูปเลย เพราะชเวฮเยยุนยังถามอยู่เลยว่าเป็นแฟนของจียงหรือเปล่า เขาเลยต้องตามน้ำไปว่าเป็นรุ่นน้องที่คณะ พี่สาวของซึงฮยอนเลยแซวเสียยกใหญ่ว่าสาวคนนี้สวยน่ารักดี

“คนรู้จักสมัยเรียนก็ไม่มีเหรอฮะ” จียงพยายามใจเย็นและถามกลับไปเบาๆ “เพื่อนของเพื่อนอะไรแบบนี้”
“ไม่มีเลยจริงๆ แฟนเก่าฉันทุกคนยังอยู่ดีมีความสุขกับครอบครัวเขาด้วย”

จียงหลุดหัวเราะออกมาจนได้ยินเสียงซึงฮยอนถอนหายใจกลับมาทางโทรศัพท์อย่างเซ็งๆ เด็กหนุ่มหายหงุดหงิดทันทีที่ได้รู้ว่าซึงฮยอนเหนื่อยใจมากกว่าตัวเอง ถึงมันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยได้แกล้งเจ้าของห้องหนุ่มที่เป็นนายจ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ช่วยให้จียงรู้สึกดีขึ้น

“เอาเป็นว่าหล่อนไม่ใช่สาวๆ ที่คุณเคยไปหักอก ถูกไหมฮะ”

เด็กหนุ่มพูดพลางนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงนอนในห้องที่คอนโดของซึงฮยอน เมื่อคืนนี้จียงค้างที่บ้านแม่ของซึงฮยอนและตอนเช้าก็ได้เจอทั้งคุณแม่และคุณพ่อนายพลของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มยังแอบอิจฉาที่บ้านนี้หน้าตาดีกันทั้งบ้านแถมคุณพ่อของซึงฮยอนก็ใจดีกว่าที่คิดไว้ด้วย

“ฉันไม่ได้หักอกใคร” ซึงฮยอนกระซิบ “มีแต่ถูกทิ้งตลอดแหละ”

จียงหัวเราะเสียงอีกรอบก่อนจะกลิ้งไปคว้าหมอนมากอดแล้วพูดกับคนที่ถอนหายใจเสียงดังอยู่ปลายสาย

“โอเคๆ งั้นเดี๋ยวผมจะลองหาข้อมูลดู แค่ถามให้แน่ใจ”
“ตามนั้น” ซึงฮยอนตอบ “แล้วเย็นนี้นายอยากกินอะไรไหม เดี๋ยวฉันซื้อเข้าไป”
“ไปกินบะหมี่กันไหมฮะ ร้านใกล้ๆ คอนโดมีเจ้านึงอร่อยมาก”
“ได้ เย็นนี้ฉันคงไปถึงราวๆ หกโมงนะ นายจะหิวไหม”
“ไม่ฮะๆ เดี๋ยวผมกินขนมรองท้องไปก่อน แค่นี้นะฮะ”
“โอเคๆ เจอกัน”

เด็กหนุ่มวางสายพลางเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ เมื่อเห็นว่าอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาที่นัดเอาไว้จึงหยิบหนังสือประวัติศาสตร์เกาหลีช่วงสมัยอาณานิคมญี่ปุ่นที่วางไว้ข้างเตียงมาเปิดอ่าน จียงปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับเรื่องราวในหน้าหนังสือจนเกือบห้าโมงเย็น แสงแดดยามเย็นสาดลอดม่านหน้าต่างห้องนอนเข้ามา ทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นไปล้างหน้าและคว้าซองเอกสารที่วางเตรียมไว้ก่อนจะเปิดประตูห้อง

แต่ก่อนจะปิดประตูห้องจียงก็กวาดสายตามองอีกครั้งว่าไม่มีวิญญาณของหญิงสาวในห้อง

ลิฟต์เหล็กเลื่อนลงมาจนถึงชั้นล่างสุดของคอนโด จียงมองนาฬิกาข้อมือและยิ้มด้วยความมั่นใจว่าคุณแชรินคงจะยังไม่กลับบ้าน เด็กหนุ่มสาวเท้าเข้าไปสำนักงานแต่กลับไม่เห็นเจ้าหน้าที่สาวเปรี้ยวในออฟฟิศ มีเพียงคุณป้าที่ทำหน้าที่ทำบัญชีคนเดียวเท่านั้น

“ขอโทษนะฮะ ผมมาหาคุณแชรินน่ะฮะ”
“ไม่อยู่ค่ะ” คุณป้าดันแว่นที่เลื่อนตกให้กลับเข้าที่ “ไปดูช่างซ่อมไฟกับป้ายตรงหน้าทางเข้าคอนโดค่ะ”
“ขอบคุณฮะ”

จียงโค้งขอบคุณก่อนจะเดินออกไปด้านนอก เด็กหนุ่มรู้สึกว่ามีคนแอบมองอยู่ด้านหลัง แต่พอหันกลับไปดูกลับไม่มีใครอยู่ด้านหลัง ตาเรียวเพ่งมองอีกครั้งว่าไม่เห็นเงาของวิญญาณดวงไหน จียงยืนอยู่ตรงนั้นนานพอสมควรก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปหาคุณแชรินที่ด้านหน้าทางเข้าคอนโดพลางกดส่งข้อความไปบอกซึงฮยอนว่าจะรออยู่ที่ทางเข้าด้านหน้าด้วย

เสียงคนงานสามสี่คนพูดคุยกันเบาๆ ดึงดูดความสนใจของจียงให้ลืมเรื่องความรู้สึกแปลกๆ เมื่อครู่ อีแชรินยืนคุมงานอยู่ข้างๆ ทงยองเบที่เป็นหัวหน้าแผนกช่าง รถเครนขนาดเล็กจอดอยู่ใกล้ๆ เพื่อใช้ยกป้ายชื่อคอนโดอันใหม่ขึ้นมาแทนอันเดิมที่ชำรุด

“อ้าว คุณจียง จะไปไหนเหรอคะ”

แชรินเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นมาก่อนเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่มาอยู่ห้อง 1415 เดินออกมา จียงส่งยิ้มและโค้งทักทายทั้งแชรินและยองเบก่อนจะเดินเลี่ยงคนงานที่กำลังทำงานอยู่ไปหาทั้งคู่

“ว่าจะออกไปทานข้าวเย็นฮะ แต่รอคุณซึงฮยอนอยู่”

ทงยองเบส่งยิ้มให้จียงก่อนจะเดินแยกออกไปคุมคนงานที่เริ่มตรึงป้ายอันเก่าเข้ากับสายสลิงของเครนที่จะยกลงไปด้านล่าง ตัวป้ายเดิมวางอยู่บนกันสาดที่สูงเกือบเท่าตึกสองชั้น ทำให้ต้องมีคนงานที่รออยู่ด้านบนและช่วยกันเตรียมตัวป้ายใหม่ที่ด้านล่างด้วย

“ช่วงนี้ยุ่งๆ เลยนะฮะ” จียงเอ่ยเบาๆ กับแชรินทั้งที่ยังเงยหน้ามองคนงานบนกันสาด “คอนโดก็ยังใหม่ไม่น่าจะต้องเปลี่ยนป้ายเลยะ”
“วันก่อนไฟมันช๊อต ป้ายเป็นรอยไหม้เสียไปเลยค่ะ ทางเจ้านายเขาจะเปลี่ยนป้ายพอดีเลยบอกให้ติดอันใหม่เลยดีกว่าน่ะค่ะ” แชรินเล่าเบาๆ แล้วหันไปยิ้มกับเด็กหนุ่ม “แล้วคุณจียงเป็นยังไงบ้างคะ ที่ห้องเรียบร้อยไหมคะ”
“ก็ดีฮะ”

แชรินเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มน้อยๆ ทั้งที่ไม่แน่ใจนัก เพราะตั้งแต่เจ้าของห้องคนเก่าย้ายออกไป ชเวซึงฮยอนกับควอนจียงกลายเป็นคนที่อยู่ห้องนั้นได้นานที่สุดเท่าที่เคยมีคนเช่าหรือซื้อต่อ ตาเรียวมองรอยยิ้มของเด็กหนุ่มเหมือนจะค้นหาว่าจียงจะถามอะไรต่อหรือไม่ แต่พอเด็กหนุ่มไม่พูดอะไรอีกหล่อนเลยปล่อยให้เลยตามเลย

“ระวังๆ หน่อยนะ มันสูงเดี๋ยวจะตกลงมา”

ทงยองเบหัวหน้าช่างหนุ่มตะโกนสั่งช่างที่ขึ้นไปอยู่บนกันสาด ป้ายส่วนแรกถูกถอดและมัดกับสลิงก่อนจะปล่อยให้รถเครนยกลงมาข้างล่าง ช่างอีกสองคนกับยองเบเข้าไปช่วยกันแกะสายสลิงออกเพื่อปล่อยให้เครนเลื่อนกลับไปรับของส่วนที่เหลือ อีแชรินมองช่างที่กำลังทำงานกันอยู่ด้วยความตั้งใจ

“เอ่อ คุณแชรินฮะ” จียงเรียกเบาๆ ทำให้หล่อนหันมาหา
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คือว่า ... ผมมีอะไรจะถามหน่อยฮะ”

จียงพูดพลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากซองสีน้ำตาลที่เตรียมมาก่อนจะยื่นส่งให้หญิงสาว เด็กหนุ่มถือซองกระดาษไว้เองและเอ่ยถาม

“พอจะรู้จักคนในรูปนี้ไหมฮะ”

เด็กหนุ่มสังเกตเห็นว่าแชรินหน้าซีด ตาเรียวที่ตบแต่งไว้ด้วยเครื่องสำอางจนคมกริบมองภาพวาดและเงยหน้าขึ้นมองจียงก่อนจะยื่นกระดาษกลับคืนให้จียงอย่างรวดเร็ว

“ไม่ค่ะ ไม่เคยเห็นเลย”
“เหรอฮะ ไม่คุ้นเลยเหรอฮะ” จียงพยายามถาม “คือคุณแชรินฮะ ผมรู้นะฮะว่ามันฟังดูแปลกๆ แต่ผู้หญิงในรูปนี้ ...”
“คุณจียงคะ” แชรินเอ่ยขัดเสียงเบาและหน้าซีดกว่าเดิม “ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลยนะคะ แล้วอีกอย่างที่คุณทำอยู่นี่มันแปลกนะคะ เอารูปใครก็ไม่รู้มาถามคนอื่นแบบนี้ ฉันไม่ได้อยากพูดแบบนี้หรอก แต่นี่มันเหมือนพวกสโตรคเกอร์นะคะ”
“คือผมอธิบาย ....”

จียงไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อเมื่อได้ยินเสียงคนที่ทำงานอยู่ร้องเอะอะ ป้ายชื่อคอนโดอันเก่าส่วนที่วางไว้รอยกลงมาจู่ๆ ก็เอียงหมิ่นเหม่อยู่ตรงขอบกันสาดและร่วงลงมาสู่พื้น เด็กหนุ่มใจหายวาบเมื่อเห็นว่าทงยองเบยืนอยู่ใกล้กับจุดที่ป้ายกำลังจะหล่นลงมา หูทั้งสองข้างอื้อด้วยความกลัวแม้แต่เสียงแชรินหวีดร้องด้วยความตกใจก็เหมือนจะดังมาจากที่ไกลๆ

“พี่ยองเบ ระวังค่ะ”

แชรินตะโกนจนสุดเสียงทำให้นายช่างหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะถอยหลบและล้มลง ป้ายหนาหนักที่มีโครงเป็นแผ่นอะครีลิกและอะลูมิเนียมรวมทั้งแท่งเหล็กที่ฐานหล่นลงกระแทกพื้นแตกกระจายใกล้กับที่ยองเบล้มลง ตอนนั้นจียงรู้สึกเหมือนตัวเองเห็นแชรินวิ่งผ่านหน้าไปหายองเบ 

เด็กหนุ่มชาวาบไปทั้งร่างเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองบนกันสาดและเห็นหญิงสาวคนที่เคยเห็นในห้องยืนอยู่ตรงจุดที่ป้ายตกลงมา ร่างโปร่งแสงนั้นเป็นกลุ่มควันสีเทาจนเกือบดำทั้งที่ตรงนั้นมีแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องไปพอดี จียงรีบก้มลงมองแชรินที่ช่วยประคองยองเบให้ลุกขึ้น เมื่อเห็นว่ายองเบและช่างคนอื่นไม่ได้เป็นอะไรจึงเงยหน้าขึ้นไปบนกันสาดอีกครั้ง 

หญิงสาวที่เป็นกลุ่มควันหนาทึบคนนั้นกำลังมองป้ายที่ถูกตรึงค้างไว้กับขอของเครนตัวเล็ก จียงเห็นมันเหวี่ยงไปมาอย่างน่ากลัวคล้ายจะตกลงมาเหมือนอันก่อนหน้านี้ทั้งที่ไม่มีคนควบคุมรถเครน เพราะคนขับรถวิ่งลงมาดูยองเบก่อนหน้านี้ มือเรียวเอื้อมไปแตะจี้รูปพระอาทิตย์เอาไว้เหมือนจะหาที่พึ่ง เขานึกถึงคำพูดที่พี่ดาร่าเคยพูดกับเขาเอาไว้ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว

คนเราทำร้ายคนอื่นได้เมื่อความโกรธ ความกลัว หรือความอิจฉาครอบงำจิตใจ วิญญาณก็เหมือนกัน

“จียง!”

เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งจนสุดตัว ชเวซึงฮยอนจอดรถทิ้งไว้ตรงถนนหน้าวงเวียนน้ำพุเล็กๆ ที่อยู่ตรงทางเข้าคอนโด จียงมองไม่เห็นเพราะไหล่กว้างของซึงฮยอนบังทุกอย่างเอาไว้ แต่ไม่มีเสียงของแข็งกระแทกกับพื้น หรือเสียงหวีดร้องของแชริน 

จียงรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยเหมือนตอนที่แม่ตามหาจนเจอในตึกร้าง

“นายยืนทำอะไรตรงนี้ ไม่เห็นเครนนั่นหรือไง เกิดมันเหวี่ยงมาทางนี้จะทำยังไง”

เสียงทุ้มนั่นเหมือนจะดุแต่จียงไม่โกรธเลยแม้แต่นิดเดียว เด็กหนุ่มผละจากอกแข็งแรงของอีกฝ่ายก่อนจะมองเครนที่ยังเหวี่ยงไปมาช้าๆ เหมือนชิงช้าที่เด็กลุกไปนานแล้ว จียงรู้สึกว่าตัวเองมือเย็นเฉียบตอนที่หันไปมองซึงฮยอนที่ดูทั้งตกใจและสับสน

“ผมมั่นใจว่าผู้หญิงในรูปนี้กับคนที่อยู่ในห้องคุณเป็นคนเดียวกัน” จียงกระซิบทำให้ชเวซึงฮยอนหน้าซีด “ผมเห็นหล่อนก่อนจะที่ป้ายจะตกเมื่อกี๊ หล่อนต้องเกี่ยวข้องกับห้องคุณแน่ๆ เลยฮะ”











TBC











TALK … หวังว่าจะสนุกกันนะคะ ^^ ส่วน NDE หรือ Near Death Experiences ลองอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ น่าสนใจอยู่ค่ะ http://setthasat.com/2011/11/24/near-death-experiences/ ^^
 

Comment

Comment:

Tweet