[FIC] : My Roommate Is Gwishin [8/....]

posted on 30 May 2015 23:26 by any-poly in MyRoommateIsGwishin directory Fiction
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [8/....]

Rating : PG15

Paring : TempG and more…

Beta Reader : Icysbrani

Author Note : Some ideas from ‘The Master’s Sun’ & ‘Ghost Whisperer’











“ .... สารวัตรหนุ่มได้กลิ่นแปลกๆ จากในห้องนั้น ห้องนั่งเล่นที่เงียบสงบของครอบครัวจางตกแต่งสไตล์ยุโรป ข้างของในห้องอยู่ในที่ที่ควรอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่กลิ่นบางอย่างที่ทำให้ประหลาดใจคือกลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำยาทำความสะอาดอะไรสักอย่างที่นิยมใช้กันในโรงพยาบาล ดวงตาของนายตำรวจหนุ่มจับจ้องตรงผนังห้องที่ติดภาพครอบครัวตัวผนังติดวอลเปเปอร์ลายดอกไม้สีจาง ดูเผินๆ แล้วแทบจะไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่รุนแรงกว่าที่อื่น ....”



เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวจนหนังสือเกือบหล่นจากมือเมื่อมือเย็นๆ ของใครบางคนเอื้อมมาแตะตรงไหล่ จียงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อหันไปเห็นเจ้าของห้องผีสิง คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างขัดใจก่อนจะบ่น

“เดินมาให้ซุ่มให้เสียงบ้างสิฮะ มาเงียบๆ แบบนี้หัวใจจะวายตาย”
“ก็ไม่นึกว่านายจะตกใจอะไรขนาดนี้” 

ซึงฮยอนทำหน้าบุ่ยแล้วเดินมานั่งลงที่เก้าอี้อาร์มแชร์ฝั่งตรงกันข้ามกับจียงก่อนจะเอ่ยถามเด็กหนุ่มที่เพิ่งเสียบที่คั่นหนังสือเข้าไปคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้

“ไหนบอกว่าจะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบไง” ซึงฮยอนถาม “ทำไมไปๆ มาๆ ถึงได้มานั่งอ่านนิยายได้ล่ะ”
“ก็อ่านเล่นๆ”

จียงตอบเบาๆ ก่อนจะยักไหล่เหมือนไม่สนใจ เด็กหนุ่มไม่ยอมสารภาพหรอกว่าติดหนังสือเล่มนี้ของซึงฮยอนเสียงอมแงมตั้งแต่ตัดสินใจหยิบมาอ่านเมื่อวันก่อน 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่เห็นนายบอกว่าช่วงนี้จะอ่านหนังสือสอบ”
“ก็ใช่ไง” เด็กหนุ่มยักคิ้ว “แต่อ่านหนังสือนิยายผ่อนคลายสมองบ้างไง แถมหนังสือเล่มนี้ก็ใช้ได้”

เด็กหนุ่มตอบเบาๆ ก่อนจะนั่งตัวแข็ง เพราะจู่ๆ กล่องดนตรีรูปเปียโนซึ่งเป็นของเก่าของคุณตาเจ้าของห้องที่ถูกวางไว้ตรงชั้นวางแผ่นเสียงก็เล่นขึ้นมาเอง เสียงกรุ๋งกริ๋งจากกล่องไม้โบราณทำให้จียงรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อหันไปมองหน้าเจ้าของห้องก็เห็นว่าอีกฝ่ายหน้าจืดเจื่อนไม่แพ้กัน

“ปกติ ...” ซึงฮยอนพูดเบาๆ และทำหน้าเหมือนพยายามนึกคำที่ฟังดูอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ “นายเจอ เอ่อ .... อะไรแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
“ไม่ตลอดหรอก แต่พอมาอยู่ห้องคุณนี่ตลอดเลย”

ชเวซึงฮยอนหน้าเหมือนถูกบังคับให้กินยาขม ความเงียบเกาะกุมเจ้าของห้องกับเพื่อนร่วมชะตากรรมอยู่นานเกือบนาทีเสียงจากกล่องดนตรีจึงเงียบลงไป ตาเรียวของเด็กหนุ่มเหลือบมองเมื่อได้ยินเสียงซึงฮยอนถอนหายใจหนักๆ 

“เอาน่า อย่าคิดมากเลยนะฮะ” จียงพยายามปลอบทั้งที่รู้ว่าไม่น่าจะได้ผล
“อือ ฉันกำลังพยายามชินกับมันนะ” ซึงฮยอนพูดเบาๆ “คนที่ต้องรับรู้อะไรแบบนี้คงลำบากมากเลยเนอะ”
“ไม่หรอกฮะ ที่จริงก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่มองเห็นวิญญาณได้เต็มที่แบบผมกับพี่ดาร่า” จียงพูดเบาๆ อย่างครุ่นคิด “เหมือนจานรับสัญญาณโทรทัศน์ไงฮะ บางบ้านรับได้ทุกช่อง บางบ้านก็รับได้แค่บางช่องแถมบางทีที่รับได้ยังไม่ชัดอีกต่างหาก คนที่เห็นวิญญาณบางคนอาจจะรับได้แค่กลิ่น บางคนอาจจะได้ยินแค่เสียง บางคนอาจจะเห็นวิญญาณในรูปแบบที่เป็นความฝันน่ะฮะ”

เจ้าของห้องเงียบไปนานหลังจากที่จียงพูดจบ ตอนแรกจียงแค่ตั้งใจจะบอกให้ซึงฮยอนรู้ว่าคนที่รับสัมผัสจากวิญญาณได้ไม่ได้เจออะไรน่าประหลาดใจอย่างที่ซึงฮยอนเพิ่งเจอไปเมื่อครู่ ที่จริงเขาคิดว่ามันอาจจะทำให้เจ้าของห้องรู้สึกดีขึ้น แต่ดูเหมือนซึงฮยอนจะไม่คิดแบบนั้น

“ถ้าเกิดฉันมีพรสวรรค์แบบนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะภูมิใจกับมันดีไหม” ซึงฮยอนพูดด้วยน้ำเสียงลังเล
“อย่าทำเหมือนมันเป็นเรื่องน่าเศร้าสิฮะ” จียงมองหน้าเจ้าของห้องแล้วพูดยิ้มๆ “ที่จริงมีคนน้อยมากที่รับรู้เรื่องพวกนี้ได้ อย่างพี่ดาร่าเองก็ไม่มองเห็นอะไรแบบนี้ตั้งแต่เด็กหรอกนะฮะ แต่เพิ่งจะมาเห็นหลังจากที่รถชน”
“นายหมายถึงอาการ NDE น่ะเหรอ”
“รู้จักด้วยเหรอฮะ” จียงทำตาโตอย่างตื่นเต้น “ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย”
“อา เคยได้ยินน่ะ”

ซึงฮยอนตอบเบาๆ แล้วพยายามนึกหาทางเปลี่ยนเรื่อง เพราะตอนแรกเขายังกลัวเรื่องแปลกๆ ในห้องอยู่ดีๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นต้องมาอยู่ในบทสนทนาชวนอึดอัด ที่จริงเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติอะไรพวกนี้นัก แต่เพราะการควงสาวเอกจิตวิทยาอยู่สองปีสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้ซึงฮยอนได้ฟังหล่อนพูดถึงคำอธิบายปรากฏการณ์ของคนที่มองเห็นผีมาบ้าง

ถ้าจำไม่ผิดหล่อนพูดถึงเรื่องนี้ตอนที่เขาชวนไปดูหนังแนวๆ สยองขวัญด้วยกัน

ซึงฮยอนจำไม่ได้แล้วว่าหนังที่ไปดูด้วยกันชื่อเรื่องอะไร ที่จริงแล้วเขาแทบไม่ได้สนใจหนังเท่าไหร่ แต่ที่เลือกหนังแนวสยองขวัญ ก็เพราะจะมีอะไรดีไปกว่าการไปเดทกับแฟนสาวในโรงหนังแล้วเจ้าหล่อนโผมาเกาะแขนทุกครั้งที่มีผีหน้าตาน่ากลัวโผล่มาบนหน้าจอ

แต่เรื่องมันกลับตาลปัตรตรงที่คนที่กลัวผีจนแทบไม่กล้ามองจอกลับกลายเป็นเขาเอง ส่วนอดีตแฟนสาวกลับนั่งดูไปตาแทบไม่กระพริบ

“ทำไมถึงรู้เรื่องพวกนี้ด้วยล่ะฮะ” จียงถามพลางขมวดคิ้ว
“เคยได้ยินมาน่ะ” ซึงฮยอนตอบปัดๆ แล้วหลบสายตาอีกฝ่าย “นายจะสงสัยทำไมเนี่ย”
“ผมว่าไม่ค่อยมีคนสนใจงานวิจัยเรื่องนี้เท่าไหร่นะฮะ”
“โหย คนพูดถึงเยอะจะตาย”

จียงหรี่ตาแล้วมองเจ้าของห้องที่ทำท่าลุกลี้ลุกลนเกินเหตุ ตอนแรกเด็กหนุ่มก็คิดว่าจะไม่สงสัยแล้วเพราะว่าชเวซึงฮยอนอาจจะได้ยินมาจากในรายการโทรทัศน์ หรือหาอ่านได้ตามอินเตอร์เน็ต แต่เพราะทำท่าเหมือนมีความลับแบบนี้จียงยิ่งสงสัย

“ทำตัวมีลับลมคมในนะเนี่ย”
“เปล่า” ซึงฮยอนตอบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างยอมแพ้ “โอเคๆ แฟนเก่าสมัยเรียนมหาลัยเคยพูดให้ฟังน่ะเลยจำได้”
“อ๋อ ....”

เด็กหนุ่มลากเสียงยาวแล้วยิ้มเหมือนล้อๆ ก่อนจะดึงหมอนอิงมากอดพลางขยับนั่งขัดสมาธิบนโซฟา ยิ่งเห็นชเวซึงฮยอนทำหน้าอึดอัดแล้วจียงก็ยิ่งอยากแกล้ง

“แฟนสมัยมหาลัยนี่เป็นอดีตที่น่าจดจำเนอะฮะ”
“ก็ ...” ซึงฮยอนนิ่งไปหน่อยหนึ่ง “ไม่แย่เท่าไหร่หรอก”

ซึงฮยอนตอบแบบแบ่งรับแย่งสู้ ที่จริงตอนคบกันก็ดีเกือบทุกเรื่อง ถ้าไม่นับตอนที่โดนเจ้าหล่อนตบเสียหน้าหันก่อนเลิกกัน เพราะว่าหล่อนหึงหวงที่มีรุ่นน้องในคณะของเขามาแอบปลื้ม พอทะเลาะกันครั้งนั้นซึงฮยอนเลยตัดสินใจบอกเลิกอย่างเด็ดขาด

“นายล่ะ แฟนรุ่นน้องของนายเป็นไงบ้าง”
“แฟน?” จียงขมวดคิ้วจนซึงฮยอนขมวดคิ้วตาม
“ก็คนที่นายไปกินเนื้อย่างด้วยวันนั้นไง”

จียงคิดตามคำพูดของชเวซึงฮยอนที่ว่าเขาพาแฟนไปด้วยกัน เด็กหนุ่มเลยนึกถึงวันที่บังเอิญเจอซึงฮยอนที่ร้านเนื้อย่าง วันนั้นเป็นวันที่เขาเจอสายรหัสของตัวเองอย่างซึงยูน เจ้ารุ่นน้องตัวดีเลยขอให้พาไปเลี้ยงมื้อเย็น แล้วก็เจอเจ้าของห้องผีสิงนี่พอดี

“จะบ้าเหรอ!”

เด็กหนุ่มขว้างหมอนอิงใบนุ่มใส่เจ้าของห้องอย่างหงุดหงิด ชเวซึงฮยอนนั่งตัวลีบทำท่าเหมือนจะหลบหากจียงจะขว้างหมอนที่เหลือมาอีก

“ก็นึกว่าเป็นแฟนกันนี่”
“เอาอะไรมาคิดเนี่ย ซึงยูนเป็นรุ่นน้องผม อีกอย่างมันเป็นผู้ชายนะ”
“ก็ไม่รู้อ่ะ ผู้ชายกับผู้ชายเขาก็เป็นแฟนกันได้นี่เดี๋ยวนี้อ่ะ”
“นั่นรุ่นน้องผม!”

หมอนอิงใบที่สองถูกจียงเขวี้ยงใส่เจ้าของห้องด้วยความหงุดหงิดแต่ซึงฮยอนก็คว้าเอาไว้ได้ก่อนที่มันจะกระแทกหน้า เด็กหนุ่มดูหัวเสียจนซึงฮยอนเริ่มคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป

“เฮ้! อย่าโมโหขนาดนี้สิ ฉันแค่ถามดู”

ซึงฮยอนรีบพูดก่อนที่จียงจะปาหมอนอิงอีกใบมาใส่ เด็กหนุ่มโกรธจนหน้าแดงและซึงฮยอนก็ไม่ชอบเลยเวลาที่รู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครรู้สึกโมโห

“ฉันขอโทษ จียง โอเคไหม ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้นายรู้สึกไม่ดี”
“ขอโทษไม่หายหรอก” จียงตอบอย่างขุ่นเคือง
“ถ้ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉันขอโทษ”
“เข้าใจผิดสิ ผิดอย่างแรงด้วย” จียงขึ้นเสียงทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ตั้งใจ “บ้าหรือไง อยู่ๆ มาหาว่าผมเป็นเกย์เนี่ยนะ”
“ก็ไม่รู้อ่ะ บอกแล้วไงว่าขอโทษ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดอ่ะ”
“คุณก็พูดได้ง่ายๆ สิว่าเข้าใจผิด ขอโทษ คุณรู้อะไรไหม ผมอยู่กับการถูกเข้าใจผิดมาตลอดตั้งแต่จำความได้เลย เด็กแถวบ้านผมล้อผมว่าผมเป็นปีศาจ เพราะว่าอะไรรู้ไหม เพราะว่าผมมองเห็นคนที่ตายไปแล้ว ตอนนี้คุณยังมาเข้าใจผิดว่าผมเป็นเกย์อีก โอ! โคตรจะน่าซึ้งใจเลยคำขอโทษของคุณเนี่ย”

ซึงฮยอนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเพื่อให้จียงรู้สึกดีขึ้นกว่านี้ เด็กหนุ่มปาหมอนอีกใบใส่ตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัวแล้วลุกขึ้นเดินปึงปังเข้าที่ห้องควรและเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาดื่ม ซึงฮยอนปล่อยให้เวลาผ่านไปเงียบๆ จนกระทั่งจียงดื่มน้ำหมดขวดและเริ่มเปิดถุงมันฝรั่งทอดกรอบที่ซึงฮยอนซื้อมาวางไว้ให้

ตอนนี้ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนจียงกำลังระบายความโกรธทั้งหมดลงไปกับมันฝรั่งที่เคี้ยวอยู่

ร่างสูงปล่อยให้เด็กหนุ่มเดินปึงปังอยู่ในครัวโดยไม่กล้าพูดอะไรออกไปอีกแม้แต่คำเดียว ตอนแรกเขาก็กลัวๆ ที่จู่ๆ กล่องดนตรีที่วางอยู่ดันเล่นขึ้นมาเอง แต่ตอนนี้ซึงฮยอนเริ่มกลัวว่าเด็กหนุ่มที่ยืนเคี้ยวมันฝรั่งอยู่ในครัวจะคว้ามีดมาไล่แทงเขาแทน

แดซองเลยที่ผิด ชอบใส่ไฟว่าจียงเหมือนเกย์จนเขาเข้าใจผิดไปด้วย

“จียง” 
“อะไรอีก” เด็กหนุ่มทำท่าหงุดหงิด
“ฉันขอโทษจริงๆ นะ”

ตาเรียวมองกลับมาหาเจ้าของห้องอย่างหงุดหงิด แล้วพยักหน้ารับเพราะไม่อยากให้ซึงฮยอนรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ ที่จริงเรื่องนี้เป็นปมในใจของจียงมาตลอดตั้งแต่เริ่มโต เพราะลุงยางที่อยู่ข้างบ้านชอบพูดว่าจียงดูเหมือนจะนุ่มนิ่มเกินหนุ่มกับพวกผู้ใหญ่ที่พ่อแม่เขารู้จักซึ่งทำให้ครอบครัวของเขาอึดอัดอยู่เสมอ

“นายหายโกรธหรือยัง” ซึงฮยอนถามเบาๆ
“อือ”
“ถ้านายมีอะไรไม่สบายใจ นายก็เล่าให้ฉันฟังได้นะ” 
“อย่างเช่น?” จียงเลิกคิ้ว
“ก็ไม่รู้ ฉันแค่รู้สึกว่านายเก็บเรื่องไม่สบายใจหลายอย่างเอาไว้คนเดียว คนเราบางทีก็อาจจะอยากมีคนรับฟังนะ”
“ใครจะมาอยากฟังความทุกข์ของคนอื่น” จียงพูดพลางนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ “แค่ผมต้องมานั่งฟังความทุกข์ของบรรดาผีๆ แล้วก็เจ้าของห้องผีสิงแบบคุณนี่ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”
“คนเราก็เป็นแบบนี้แหละ คนเราเวลาที่มีความสุขก็มักจะลืมคนรอบข้าง เพราะคิดว่าทุกคนสุขเหมือนกัน เวลาที่มีความทุกข์ก็มักจะลืมคนรอบข้างเพราะคิดว่ามีแต่เราที่ทุกข์ใจอยู่คนเดียว ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ว่าจะตอนสุขหรือตอนทุกข์ เราก็มีคนรอบข้างอยู่ด้วยเสมอ”

ควอนจียงมองหน้าเจ้าของห้องก่อนจะเงียบไปพักใหญ่ ซึงฮยอนไม่รู้ว่าจียงคิดอะไรอยู่แต่เด็กหนุ่มค่อยๆ เดินกลับมานั่งที่โซฟาตามเดิมแล้วจ้องหน้าเขานิ่งๆ

“แล้วคุณเคยบอกคนรอบข้างบ้างหรือเปล่า เรื่องที่ห้องนี้น่ะฮะ”
“เคยสิ” ซึงฮยอนตอบอย่างมั่นใจ “ฉันบอกนาย บอกแดซอง อย่างน้อยเวลาฉันกลัวจนไม่อยากกลับห้อง ฉันก็บ่นให้แดซองฟัง หรือไม่ก็ปรึกษานายไง ฉันก็พยายามหาทางออกทุกทางที่จะเป็นไปได้”
“เรื่องบางเรื่องคนรอบข้างก็ช่วยไม่ได้หรอก”

ควอนจียงตอบเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอน ทิ้งซึงฮยอนให้นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นตามลำพัง เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองควรจะอธิบายความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้ของตัวเองอย่างไรดี จียงรู้จักมันดี ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาดจากสายตาที่คนอื่นมองมาเมื่อรู้ว่าเขามองเห็นอะไรที่ไม่ควรจะเห็น เขาบอกตัวเองอยู่เสมอว่าความสามารถพิเศษบ้าบอนี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนรอบข้างทุกข์ใจ

ที่จริงเขาไม่เคยเชื่อเลยว่าตัวเองจะช่วยอะไรใครได้จนกระทั่งเจอกับพี่ดาร่า

ซานดาร่าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่รับมือกับบรรดาวิญญาณที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตตัวเองได้ดีเกินคาด หญิงสาวทำงานเป็นผู้สอบบัญชีกับปาร์คบม แต่ให้ความช่วยเหลือคนที่เจอวิญญาณตามรังควาญชีวิตเป็นงานอดิเรก ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ จากคนที่ได้รับการช่วยเหลือ สำหรับจียงแล้วมันถูกแบ่งเป็นเงินเก็บบ้าง ค่าขนมบ้าง และบางทีก็เป็นเงินบริจาคถ้ามีเหลือมากพอ

สำหรับพี่ดาร่า ครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้กลายเป็นเงินบริจาค

เด็กหนุ่มได้ยินเสียงเปิดทีวีเบาๆ ที่นอกห้อง ชเวซึงฮยอนคงหาอะไรดูแก้เบื่อ ที่จริงเขาไม่ได้อยากจะโกรธอะไรเจ้าของห้องนักหนา แต่เพราะว่าอีกฝ่ายดันถามอะไรบ้าๆ บอๆ แบบนั้นออกมา จียงเลยคิดว่าจะไม่พูดกับซึงฮยอนจนกว่าจะถึงเช้าวันพรุ่งนี้

ถือว่าเป็นการลงโทษแล้วกันนะ

จียงหันหลังจะเดินเข้าห้องน้ำไปแปรงฟัน แต่กลับต้องยืนตัวแข็งเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่ในห้องคนเดียว หญิงสาวหน้าซีดเผือดจนไม่มีสีเลือด สวมชุดเดรสสีขาวแขนสั้นยาวคลุมหัวเข่า ผมยาวสีดำปล่อยสยาย ตากลมโตที่คงจะเป็นประกายสดใสตอนที่มีชีวิตอยู่แต่ตอนนี้ดูแห้งแล้ง ไร้แววของความอบอุ่นใดๆ ทำให้รู้สึกเหมือนก้มลงมองบ่อน้ำเก่าๆ ที่ถูกทิ้งร้าง

“คุณเป็นใครฮะ” 

จียงแทบไม่เชื่อว่าเสียงตัวเองจะแหบและเบาได้ถึงขนาดนั้นตอนที่เอ่ยถามออกไป วิญญาณหญิงสาวผมยาวกลับยืนอยู่ที่เดิม รูปร่างของหล่อนชัดเจนจนจียงกังวลว่าหล่อนใช้อะไรเป็นแรงผลักดันให้ปรากฏกายให้เขาเห็นได้ พลังในแง่ไหนที่ผลักดันให้หล่อนเข้มแข็งได้ขนาดนี้

พลังแง่บวก หรือลบกันแน่

“ผมช่วยคุณได้นะฮะ แค่คุณบอกผม” จียงถามซ้ำเมื่อเห็นวิญญาณไม่ขยับ
“... ไป ...”

จียงเห็นปากของหล่อนขยับมากกว่านั้น แต่ได้เสียงที่